‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

22 มิ.ย. 62 อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ “ปัญญาชนสยาม” และนักคิด นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ระบุเนื้อหาใจความว่า

“การเปลี่ยนตัวเรา…ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะครับ
เปลี่ยนตัวเรานี่ยากที่สุดเลย
เปลี่ยนความเกลียดให้เป็นความรัก
เปลี่ยนความหลงให้เป็นรู้รอบรู้จริงเป็นพื้นฐานเลยครับ”

“ที่สำคัญคือ เราต้องพยายามทำไม่ใช่เพื่อ
ความยิ่งใหญ่ของเรา ทำเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรจะทำ
แต่ถ้าทำเช่นนี้แล้ว มันมีคนเห็นแล้วทำอย่างนี้มากขึ้น
สังคมไทยก็จะมีดวงตาเห็นธรรมมากขึ้น
มันก็จะมีคนกล้ามากขึ้น เมื่อมีคนกล้ามากขึ้น
ความกลัวก็จะน้อยลง สังคมไทย ก็จะเปิดกว้าง
สะอาดสว่างขึ้นเท่านั้นเอง
ผมก็ถือว่า ผมเป็นจุดเล็กๆจุดนึงที่จะช่วย”
ส. ศิวรักษ์

อาลัย เขมานันทะ

อาลัย เขมานันทะ

Author : Sulak Sivaraksa

เขมานันทะ เป็นฉายาของนายโกวิท เอนกชัย เมื่อบวชอยู่ที่สวนโมกข์

น่าเสียดายที่อาจารย์พุทธทาสนั้น นับว่าแตกฉานในทางพระธรรมอย่างหาตัวจับไม่ได้เอาเลยที่ในประเทศนี้ ท่านคล่องแคล่วทั้งปริยัติและปฏิบัติ แต่ท่านไม่สามารถสร้างสังฆบริษัทขึ้นได้ นี่นับว่าต่างไปจากท่านอาจารย์ชา สุภัทโท ซึ่งสามารถสร้างสังฆบริษัทได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย โดยอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเทียบเทียมพระคุณท่านได้เลยในวงการของพุทธศาสนาลังกาวงศ์

ศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาสที่สึกหาลาเพศไป ยังคงใช้สมณฉายาสืบต่อไปเรื่อยๆ เว้นเพียงนายประชา หุตานุวัตร ซึ่งก็บวชอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาสกว่าสิบพรรษา และสัมภาษณ์ท่านไว้อย่างมีประโยชน์ยิ่งในเรื่อง “เล่าไว้ในวัยสนธยา” ซึ่งควรมึแปลออกเป็นภาษาต่างๆ

ศิษย์ที่สึกไปและยังใช้ฉายาเป็นชื่ออยู่ ก็เช่น สันติกโร แห่งสหรัฐ และเขมานันทะ แห่งกรุงสยาม ซึ่งแม้เมื่อสึกออกมาแล้ว ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือในวงการธรรมปฏิบัติ ทั้งเขายังเขียนหนังสือไว้อย่างน่าอ่าน รวมถึงการเป็นศิลปินของเขา ที่เอื้อให้เราเข้าถึงความงาม ความดี และความจริงอีกด้วย

เขาป่วยอยู่นานด้วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งไม่อำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิต เป็นอันว่าเขาต้องใช้ธรรมปฏิบัติค่อนข้างสูงในการเผชิญกับโรคาพาธเช่นนี้

แล้วเขาก็ตายจากไปในวัย ๘๐ ปี 

ข้าพเจ้าขอคารวะสักการ สัตบุรุษผู้นี้ ด้วยความเคารพนับถือ
ส. ศิวรักษ์

มองข้ามอคติ ‘กัญชา’ คือสิ่งเสพติดหรือยารักษาโรค

มองข้ามอคติ ‘กัญชา’ คือสิ่งเสพติดหรือยารักษาโรค

Author : A Day Bulletin

กัญชาเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย เรื่องนี้ถูกสอนให้ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ลืมนึกไปว่าทุกอย่างในโลกนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เมื่อโตขึ้นเราพบว่ากัญชาถูกนำมาใช้ในหลายบริบท ในด้านมืดเรารู้จักมันในฐานะสิ่งเสพติดอันตรายตัวแรกๆ ที่น้ำพุเริ่มเสพในหนังสือ พระจันทร์สีน้ำเงิน รู้จักกับมันในฐานะยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด จากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายของตัวละครที่นำแสดงโดย ซูซาน ซาแรนดอน ในภาพยนตร์เรื่อง Stepmom

กัญชาในตอนนี้จึงกลายเป็นพืชที่อยู่ตรงกลางระหว่างพืชที่ถูกนำไปทำเป็นสารเสพติดอันตราย กับพืชทางเลือกเพื่อช่วยรักษาโรคร้าย เป็นทั้งเทพธิดาผู้มาช่วยเหลือมนุษย์ และปีศาจร้ายที่ทำลายชีวิตคน แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเชื่อในด้านไหน

HISTORY OF CANNABIS

กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี แต่หน้าที่ของมันกลับถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยข้อกำหนดของกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ถูกมองว่าเป็นวายร้าย เป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา บ้างก็เป็นของเล่นของเหล่าหนุ่มสาวและศิลปินที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยมที่ช่วยรักษาให้ใครหลายคนรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง สุดท้ายแล้วจุดยืนที่ถูกต้องของกัญชาอยู่ตรงไหน? เราขอชวนคุณไปสำรวจ เส้นทางประวัติศาสตร์ของพืชชนิดนี้ไปพร้อมๆ กัน

THE FIRST ERA

การใช้กัญชาครั้งแรกของโลกมีขึ้นเมื่อราว 4,700 ปีที่แล้ว โดยจักรพรรดิเสินหนงแห่งประเทศจีน ได้ใช้พืชชนิดนี้เป็นสมุนไพรรักษาโรคข้อต่ออักเสบ (เกาต์) มาลาเรีย และโรคไข้รูมาติก แต่ต่อมาเมื่อราวๆ 2500 ปีที่แล้ว มันก็เริ่มถูกสั่งห้ามในจีน เนื่องจากได้รับการสันนิษฐานว่าทำให้เด็กๆ และวัยรุ่นไม่เคารพผู้ใหญ่ ประมาณว่าพอเสพแล้วสติขาด หัวร้อน ทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ต่างจากอาการเมาสุราที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

ส่วนในประเทศไทย เราใช้กัญชาในการรักษาโรคมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมันเคยเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับแพทย์แผนไทยถึง 93 ตำรับ ส่วนใหญ่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้เจริญอาหาร ตกเลือด แก้ลงแดง ขับลม รักษาอาการปวดต่างๆ และบำรุงกำลัง

ถึงหลายคนจะคิดว่ากัญชาเป็นพืชที่ปลูกได้แค่ในเขตร้อนเท่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ก็ค้นพบว่าในประเทศเขตหนาวอย่างฝั่งยุโรปเองก็มีการใช้กัญชาเป็นสมุนไพรรักษาโลกมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน เช่น ชนเผ่าไวกิ้งในสแกนดิเนเวีย และคนเยอรมันในยุคมืดที่ใช้กัญชาเป็นยาบรรเทาอาการปวดขณะคลอดลูก และปวดฟัน (ใครที่เคยผ่าฟันคุดน่าจะเข้าใจอาการเจ็บปวดนี้ได้เป็นอย่างดี)

GETTING (TOO) POPULAR

ความนิยมของกัญชาค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงการแพทย์และการอุปโภค โดยที่เมืองเจมส์ทาวน์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ออกข้อบังคับให้ประชาชนในเมืองทุกบ้านปลูกกัญชาเพื่อนำเส้นใยมาทำเป็นเชือก สิ่งทอ และผืนผ้าใบเรือ หากบ้านไหนไม่ปลูกกัญชาถือว่าผิดกฎหมาย

แม้กระทั่ง จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ก็บอกว่าเขาปลูกไร่กัญชาไว้บนภูเขาเวอร์นอนเพื่อนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม และแม้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตั้งข้อสงสัย แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาเคยสูบกัญชาหรือไม่

การเสพและใช้กัญชาได้รับความนิยมจนถึงขีดสุดหลังการปฏิวัติเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1910-1920 เนื่องจากชาวเม็กซิกันแห่ข้ามพรมแดนเข้ามาในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับหอบความเพลิดเพลินในรูปแบบของใบไม้สีเขียวเข้ามาด้วย ทำให้คนหนุ่มสาวยุคใหม่เริ่มใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายเป็นจำนวนมาก พฤติกรรมนี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมฮิปปี้ หรือบุปผาชน ในปี ค.ศ. 1940 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวนิยมออกเดินทางท่องเที่ยว เล่นดนตรี พร้อมกับมวนกัญชาในกระเป๋า

แต่ในขณะเดียวกัน ความนิยมที่จะ get high ตลอดเวลานี้ก็ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถในขณะมึนเมา และการทะเลาะวิวาทอย่างขาดสติ หลังจากนั้นไม่นาน อุตสาหกรรมกัญชาจึงเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยน

FROM HERBS TO DRUGS

ในปี ค.ศ. 1961 กัญชากลายเป็นของต้องห้าม ไม่ใช่สมุนไพรหรือของเล่นสนุกของหนุ่มสาวอีกต่อไป เพราะหลังจากที่สหประชาชาติประกาศลงนามในสนธิสัญญาร่วมเพื่อปราบยาเสพติดให้หมดไปจากโลกนี้ ผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา จึงประกาศสงครามยาเสพติด โดยเปลี่ยนกัญชาขึ้นเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮโรอีน พร้อมกับเชิญชวนให้ทั่วโลกร่วมทำสงครามยาเสพติดเช่นกัน

ส่วนการปราบปรามกัญชาในประเทศไทยเริ่มในสมัยของพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศ โดยขณะนั้นได้มีพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 ซึ่งห้ามให้ผู้ใดปลูก นำเข้า ซื้อขาย หรือเสพกัญชาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะได้รับโทษทั้งจำและปรับอย่างรุนแรง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2522 รัฐบาลไทยก็ได้ออก พ.ร.บ. ยาเสพติดที่ใช้กันจนมาถึงปัจจุบัน

FINDING THE RIGHT SOLUTION

หลังจากกำหนดให้กัญชากลายเป็นยาเสพติดชนิดรุนแรง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่แพทย์และนักวิชาการทั่วโลก เพราะแม้ว่ากัญชาจะมีฤทธิ์ให้เกิดอาการมึนเมาและเสี่ยงต่อการเสพติด แต่ก็ยังนับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากในเชิงการรักษาโรค ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงตัดสินใจจัดประเภทยาเสพติดใหม่ โดยเลือกให้กัญชาเป็นยาเสพติดชนิดไม่ร้ายแรง และสามารถใช้ในเชิงการผ่อนคลายได้ใน ‘ร้านกาแฟ’

การรักษาโรคโดยใช้กัญชาได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก เนื่องจากทีมแพทย์จากอเมริกาสามารถนำกัญชามารักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1996 จึงประกาศให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย จากนั้นจึงตามมาด้วยประเทศแคนาดา

ปัจจุบัน กว่า 20 ประเทศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไป เพราะบางแห่งเปิดขายแค่เชิงการแพทย์ หรือแค่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น

ส่วนในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีบทที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้ พร้อมประกาศว่า ประเทศไทยจะเดินตามแนวทางใหม่ของสหประชาชาติ แต่ขอบเขตจะกว้างหรือแคบแค่ไหนนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและชั่งน้ำหนักกันต่อไป

Source : https://adaybulletin.com/article-agenda-weed/17764

ชุมชนป้อมมหากาฬ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ชุมชนป้อมมหากาฬ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Author : กาแฟดำ

แม้ชาวชุมชนจะต่อสู้มายาวนานกว่า 26 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามารื้อไล่บ้านเรือน โดยอ้างว่าจะปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ

ถามว่าทำไมต้องทำเป็นสวนสาธารณะ มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการมากมายว่า ทำไมไม่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้เข้าใจอดีต รากเหง้าของตัวเอง และอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ เหมือนดั่งที่ประเทศเจริญแล้วเห็นคุณค่าการอนุรักษ์บ้านเก่าๆ ให้อยู่ร่วมกับเมืองอันทันสมัยได้

 

เพราะเบื้องหลังของกรุงเทพมหานคร คือแผนแม่บทการพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

ในปี 2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องถูกไล่รื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

แผนแม่บทนี้ต้องการพัฒนาให้บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์เป็นแหล่งอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของไทย ได้แก่ วัด วัง โบราณสถาน โดยจะไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ บ้านเรือน หรือชุมชนมารบกวนหรือบดบัง

โบราณสถานที่สมควรได้รับการอนุรักษ์และเป็นต้นแบบของการพัฒนา คือ พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม สิ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนมาถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนสิ่งก่อสร้างอันเกิดมาทีหลัง ไม่ว่าบ้านเรือนหรือตึกรามบ้านช่องจะทำให้เกิดความแออัด หรือเกิดทัศนียภาพไม่งดงาม เป้าหมายก็คือพยายามรื้อและให้ย้ายออก เพื่อเปิดพื้นที่โล่งมากขึ้น

ที่สำคัญคือ แนวคิดของผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดคือคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2521 ว่า ภายในกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่อยากให้มีผู้คน ชุมชน สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ เพราะเชื่อว่าเป็นต้นเหตุแห่งความแออัด เสื่อมโทรม ทำให้โบราณสถานภายในกรุงรัตนโกสินทร์ดูไม่งดงามตา

“วิธีการจัดการก็คือกระจายความแออัดออกไป และสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก พยายามเปิดที่โล่งให้มาก กิจกรรมต่างๆ ที่สวนทางกับบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พยายามขจัดไม่ให้มี อย่างเช่น ปากคลองตลาดซึ่งเป็นตลาดค้าส่ง มีรถส่งของวุ่นวายมาก ขยะก็เยอะ ก็จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บริเวณท่าเตียนก็จะปรับรื้ออาคารที่ไม่เหมาะสม หรือก่อให้เกิดความรกรุงรัง เหลือไว้แต่อาคารที่มีเอกลักษณ์หรืออาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 กิจกรรมที่เป็นการค้าส่งก็จะให้เลิก บริเวณแพร่งนรา แพร่งสรรพศาสตร์ เราจะเคลียร์พื้นที่แล้วสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพื่อให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว” หนึ่งในคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์เคยกล่าวไว้

ความงามทางด้านสถาปัตยกรรมในสายตาของคนเหล่านี้ คือ การเข้ามาท่องเที่ยวชมวัด วัง โบราณสถานอันงดงามภายในกรุงรัตนโกสินทร์ แบบเช้าเย็นกลับ โดยไม่มีชุมชนหรือบ้านเรือนปลูกอาศัยแบบแออัดให้เกะกะ รกสายตา

กรุงรัตนโกสินทร์จะกลายเป็นเมืองที่สวยงาม มีพื้นที่เปิดโล่งให้คนมาเที่ยวพักผ่อน และบางจุดเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรม มีการแสดง การละเล่นตามประเพณีวัฒนธรรมไทย

การมีผู้คนอาศัย มีหาบเร่ มีร้านค้าขายของ มีสถาบันการศึกษาภายในบริเวณนี้ เป็นสิ่งไม่สมควร หรือมีให้น้อยที่สุด

ผลงานล่าสุดที่ผ่านมา คือ การจัดระเบียบตลาดขายส่งดอกไม้ปากคลองตลาดชื่อดัง ที่คึกคักไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยซื้อดอกไม้ เป็นตลาดมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวันทั้งคืน จนดังไปทั่วโลก โดยให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ติดกับถนนมหาไชย ด้านหลังติดคลอง ก็อยู่ในเป้าหมายนี้เช่นกัน

ป้อมมหากาฬสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี 2326 ต่อมาประมาณรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวบ้านค่อยๆ มาอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่หลังกำแพงป้อมมหากาฬ กินพื้นที่ตั้งแต่หัวถนนมหาไชยไปจรดชายคลองหลอด วัดราชนัดดา มีเนื้อที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา จนกลายเป็นชุมชนมีชื่อเสียงเรื่องลิเกโบราณ มีบ้านเรือนประมาณ 50 กว่าหลังคาเรือน ก่อนจะเกิดปัญหาไล่รื้อชุมชนเพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ ภายใต้แผนแม่บทฯ ดังกล่าว

แผนพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ จึงอยู่ภายใต้แนวคิดของคนรุ่นเก่า ที่เชื่อว่าเมืองเก่าที่ดีคือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากอดีต นิ่งสนิท ไม่ต้องมีชีวิตจากผู้คนจากชุมชน

 

ขณะที่เมื่ออาทิตย์ก่อน ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากเมือง Chania บนเกาะครีต ประเทศกรีซ แหล่งกำเนิดอารยธรรมกรีกเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Chania เป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่หลายพันปี เป็นเมืองท่าติดทะเล มีผู้คนอาศัยมาหลายพันปี มีประวัติศาสตร์ทับซ้อนกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยกรีก มาจนถึงชาวเวนิสเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก่อนที่ชาวออตโตมันหรือเติร์กจะเข้าครอบครอง

ทุกวันนี้ Chania เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของกรีซ เพราะเสน่ห์ของเมืองคือการผสมผสานความเก่ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว บ้านเรือนแทบทุกซอกซอย เป็นอาคารเก่าแก่หลายร้อยปีที่สร้างทับซ้อนกันขึ้นมา แต่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

เราจึงเห็นความหลากหลายด้านสถาปัตยกรรม การใช้วัสดุ ไม้ ปูน เหล็ก คอนกรีต หิน อิฐเปลือย เห็นการทาสีบ้านเรือนอย่างอิสระ ตามความเชื่อ ความนิยมของคนหลายสมัย

ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี โรงแรม ร้านขายของ เกือบทั้งหมดมีความงดงามของอาคารต่างกันออกไปตามยุคสมัยอันยาวนาน อาคารบางแห่งยังเห็นร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบเวนิส เห็นบ้านเรือนแบบเติร์ก และซากอิฐที่หลงเหลือจากสมัยกรีก ผสมผสานกันอย่างลงตัว

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือ ความร่วมมือกันทำงานและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างรัฐบาลกรีซกับชาวบ้านในท้องที่ ค่อยๆ พัฒนาเป็นแผนแม่บทในการอนุรักษ์เมืองเก่า จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงก้องโลก

Win Win กันทุกฝ่าย

พวกเขามีแนวคิดคล้ายกันคือ การสร้างเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา มีผู้คนทั้งมาเยี่ยมชมและผู้คนที่เป็นชาวเมืองจริงๆ

ขณะที่แนวคิดของกรุงรัตนโกสินทร์ คิดจากนักวิชาการรุ่นเก่าหยิบมือเดียว ฝ่ายเดียว คือ การอนุรักษ์เมืองให้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต ไม่มีชีวิต ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีเพียงโบราณสถาน ให้นักท่องเที่ยวมาชื่นชมความงดงาม แล้วกลับออกไป

หมดชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Source : https://www.the101.world/mahakan-fort/

จากปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิต สู่บทเรียน

จากปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิต สู่บทเรียน

Author : กาแฟดำ

ในที่สุดข่าวดีที่คนไทยทั้งชาติรอคอยก็มาถึง หลังจากทีมชุดประดาน้ำต่างชาติสื่อสารออกมาจากคลิปว่า พบตัวน้องๆ ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า อะคาเดมี และโค๊ชรวม 13 ชีวิต ที่หายตัวไปในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นเวลาเกือบ 10 วัน หรือ 222 ชั่วโมง 22 นาที ตามสถิติที่มีการระบุกันออกมา โดยหายตัวไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน2561 และพบตัวเป็นๆ ราวสี่ทุ่มของวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อว่าทุกคนคงถอนหายใจอย่างโล่งอก

แม้ปฏิบัติการค้นหาจะสิ้นสุดแล้ว แต่ภารกิจจะลุล่วงก็ต่อเมื่อนำตัวทั้งหมดกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวอย่างปลอดภัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะขอแสคงความยินดีกับน้องๆ 13 คนและครอบครัวแล้ว ยังต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐทุกท่าน อาสาสมัครทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ จนบรรลุผลที่น่ามหัศจรรย์ รวมทั้งชื่นชมในความเป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกันของสังคมไทย ถือเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่เคยขาดหายแล้ว โดยส่วนตัวยังเห็นว่ามีประเด็นที่น่าเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว 5 เรื่อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดในอนาคต ดังนี้

1. ความรับผิดชอบของวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน และกรมอุทยานแห่งชาติ

การเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมถ้ำได้ และมีการติดป้ายประกาศด้านหน้าว่า “อันตราย ห้ามเข้า ก่อนได้รับอนุญาต เนื่องจากเป็นฤดูน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งจะมีน้ำเข้าออกจากถ้ำปริมาณมากในระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน” พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า “DANGER FROM JULY-NOVEMBER THE CAVE IS FLOODING SEASON” แสดงให้เห็นว่าทางอุทยานรับทราบถึงอันตรายจากธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่มีสิ่งที่น่าจะนำมาคิดเพิ่มเติมอย่างน้อยสองประเด็นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกคือ

– นอกจากการปิดป้ายประกาศเตือนแล้ว ควรมีรั้วกั้นในลักษณะปิดถ้ำ ป้องกันคนที่ไม่เชื่อคำเตือนแล้วเข้าไปจนเกิดอันตรายเพิ่มเติมหรือไม่

– การกำหนดเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ควรขยับเวลาออกมาไหม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน จะบอกว่าน้อง ๆ ทีมฟุตบอลทำผิดไม่สนใจป้ายเตือนก็ไม่ถูก เนื่องจากยังไม่ถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็เกิดเหตุน้ำหลากจน 13 ชีวิตเสี่ยงต่ออันตราย และทำให้โกลาหลกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

สิ่งที่ทางอุทยานควรพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาในอนาคตคือ ควรปิดถ้ำห้ามนักท่องเที่ยวเข้าตั้งแต่เข้าหน้าฝนเลยหรือไม่ ก็ห้ามเข้าหลังเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น

– บุคลากรของอุทยานแห่งชาติ ควรมีการสำรวจ ศึกษาข้อมูล พื้นที่ทางกายภาพ รวมถึงภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่ตัวเองดูแลอย่างจริงจัง มีภูมิความรู้มากพอที่จะใช้ในการแก้ปัญหาในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ เพราะเท่าที่เห็นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะกลับกลายเป็นนักสำรวจจากภายนอก โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านและผู้ชำนาญการหรือนักสำรวจจากต่างประเทศ

– ป้ายบอกทาง คำเตือนทั้งด้านนอกและภายในถ้ำ ต้องมีการดูแล บำรุงรักษาให้ใช้งานได้ตลอดเวลา ไม่ปล่อยปละละเลยให้ชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้

การดูแลอุทยานแห่งชาติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ต้องได้รับการสังคายนาทั้งระบบ ไม่ใช่ทำให้อุทยานแห่งชาติในแต่ละพื้นที่มีความหมายเพียงแค่เป็นสถานที่รับรองนาย หรือเพื่อรายได้ในระบบเพื่อนำส่งรัฐ หรือรายได้นอกระบบที่พึงมี เพราะเมื่อเปิดให้ท่องเที่ยวแล้ว ต้องมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อชีวิตของนักท่องเที่ยวด้วย โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ ฤดูกาลที่มีผลกระทบ ต้องมีการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อจะได้เข้าใจสภาพธรรมชาติ และดูแลให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างปลอดภัย

2. สำนึกของนักท่องเที่ยว

ผู้ที่นิยมท่องเที่ยว รักธรรมชาติ ต้องตระหนักด้วยว่า ความสวยงามของธรรมชาตินั้น มีอันตรายซ่อนตัวอยู่ด้วย การไปเที่ยวในสถานที่ใดก็ตามควรศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางและเชื่อฟังคำเตือนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งป้ายเตือนภัยที่ติดไว้ด้านหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดใจกับตัวเองจนนำไปสู่ความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง หรือกลายเป็นภาระที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือ ระบบและความรู้ต้องถูกปลูกฝังในระบบการศึกษาของเยาวชนไทย

3. สำนึกความรับผิดชอบของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข่าว

เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ลักษณะนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการแข่งขันระหว่างสื่อมวลชน เพื่อช่วงชิงการนำเสนอข่าว แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีตคือปัจจุบันมีสื่อใหม่ คือโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีแหล่งที่มาที่ไป

แต่มีประเด็นดราม่า หวือหวา post truth หรือ fake news แพร่กระจายออกมา เพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชน สื่อหลักนอกจากต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสโซเชียลแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชนด้วย ไม่ใช่นำมาขยายผลต่อโดยไม่มีการตรวจสอบ จนทำให้เรื่องราวยิ่งบานปลายออกไป

นอกจากนี้ ต้องยึดถือเสมอว่าการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ลักษณะนี้ ต้องไม่เชื่อข่าวลือ และ ไม่มั่วข่าวเอง ทุกรายงานต้องให้น้ำหนักกับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ รับผิดชอบโดยตรง เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง ก่อนคำบอกเล่า แต่ก็ไม่ควรละเลยคำบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาจมีประสบการณ์ตรงและคุ้นชินกับ ภูมิศาสตร์ในพื้นที่ โดยสามารถนำไปต่อยอดเพื่อขยายประเด็นการนำเสนอข่าวได้

ที่สำคัญควรระมัดระวังประเด็นสิ่งลี้ลับ การดราม่ากับญาติผู้สูญหาย ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนเหล่านี้มากกว่าแค่การขยายประเด็น เพื่อขายข่าว หากสื่อทุกสังกัดยึดหลักเช่นนี้ การนำเสนอข่าวก็จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

4. สติของผู้เสพสื่อ

การรับข่าวสารของประชาชนต้องมีสติ ไม่แชร์มั่ว ต้องชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ข่าวลือ ที่สร้างความโกลาหล จนอาจกลายเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน หรือไปซ้ำเติมความรู้สึกของญาติผู้สูญหายได้ ที่สำคัญคือต้องไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวเข้ามาหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ผ่านโลกออนไลน์ ก่อนตัดสินใจอะไรควรหาข้อมูลและใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเลว

5. การจัดการของภาครัฐ

เท่าที่เห็นภาครัฐมีการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดแบบเฉียบพลันนี้ได้ทันท่วงที แต่การตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักให้กับสื่อมวลชน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เท่าที่จำเป็น และตรงประเด็น

สิ่งที่ภาครัฐพึงทำเป็นอันดับแรกหลังเกิดเหตุคือ ประกาศให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนให้ข่าว เพื่อสรุปปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมทั้งหมด และแยกย่อยให้ชัดว่า ใครจะให้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการในถ้ำ การสำรวจ การขุดเจาะ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นทางการ

ส่วนสื่อจะไปสัมภาษณ์ใครเพิ่มเติมก็จะเป็นความรับผิดชอบของสื่อนั้น ๆ ในการนำเสนอ เพราะถือว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ทางการให้ ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองถ้าไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ควรโหนกระแสไปให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่ยุ่งอยู่แล้วต้องมาต้อนรับจนเสียเวลาในการปฏิบัติหน้าที่

อีกประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐควรจะพิจารณาเพิ่มเติมคือ ที่ผ่านมาเรามักจะตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ จากโครงสร้างทางอำนาจตามความรับผิดชอบในพื้นที่ โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของปัญหา ที่อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ตัดสินใจ ในแต่ละเหตุการณ์ เช่น ในอดีตไทยเคยเกิดโศกนาฏกรรมจากสึนามิ

ตอนนั้นเหตุการณ์วุ่นวาย การจัดการปัญหาของภาครัฐก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในฐานะที่เป็นคนพื้นที่เห็นภาพชัดเจนว่า การกุมสถานการณ์แบบบูรณาการในยามเกิดภัยพิบัติ ถือได้ว่าอ่อนด้อยมาก

ขณะนั้นนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดก็ตาม แต่ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสของประเทศ แตกต่างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่เราเปิดรับความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างเต็มที่ ทำให้ได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เราจะหวังพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการจัดเตรียมบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้พร้อม สำหรับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ

เมื่อเกิดเหตุสามารถส่งตรงลงพื้นที่ไปควบคุมสถานการณ์ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์จากโครงสร้างอำนาจปกติ เพราะถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ ซึ่งน่าจะช่วยให้กุมสภาพได้ดีกว่า คนในโครงสร้างอำนาจปกติที่ไม่มีความรู้เฉพาะด้าน

นอกจากนี้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น การฝึกอบรม และซักซ้อมการป้องกันภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง พอเหตุการณ์จบก็ปล่อยปละละเลย เหมือนระบบเตือนภัยสึนามิ ที่ในวันนี้ก็หละหลวมไป จนน่าหวั่นใจว่าหากเกิดเหตุวิกฤตอีกครั้งประเทศไท ยจะผ่านพ้นไปได้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างไร

กรณี 13 ชีวิตที่สูญหายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อาจเรียกได้ว่า โชคดีที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนนี้ดูแล ถือว่ามีภาวะผู้นำและการตัดสินใจที่ดี อีกทั้งมีความรู้ด้านวิศวกรรมด้วยก็ถือว่าช่วยได้มาก แต่การจัดการปัญหาเราไม่ควรอาศัยโชคอย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องที่เราสามารถกำหนดและบริหารจัดการได้ เพียงแต่ต้องคิดนอกกรอบเพื่อรับกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเอาไว้ล่วงหน้าด้วยเท่านั้น

นี่คือ 5 เรื่องหลักที่คิดว่าสังคมไทยควรจะได้เก็บเกี่ยวแล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเครื่องเตือนใจทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงภัยจากธรรมชาติ รวมทั้งการวางแผนรับมือของภาครัฐ ที่ต้องดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อไป

แต่สิ่งที่น่าจะกล่าวว่าเป็นปาฎิหาริย์ที่สุดคือ การร่วมมือร่วมใจที่ช่วยกับภาวนาและจิตใจที่เมตตาของคนไทย ที่มีมาอย่างท่วมท้นในทุกคราวที่ชาติบ้านเมืองมีภัยภิบัติเสมอนั่นเอง

อำนาจ ความชอบธรรม และความฉ้อฉล

อำนาจ ความชอบธรรม และความฉ้อฉล

Author : สมคิด พุทธศรี

“Power tends to corrupt and absolute power corrupts absolutely”
John Emerich Edward Dalberg-Acton (1834–1902)

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์พื้นฐานที่สุดของการอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิต สำหรับสิ่งชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ อำนาจมักจะแสดงออกมาในรูปธรรมง่าย เช่น หากสัตว์ตัวใดมีความแข็งแรงมากที่สุด สัตว์ตัวนั้นก็มักจะมีอำนาจและกลายเป็นจ่าฝูงของกลุ่มไป ทว่า สำหรับสังคมมนุษย์แล้ว อำนาจมักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ยิ่งสังคมมนุษย์พัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร รูปแบบของอำนาจก็จะยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ‘อำนาจ’ จึงเป็นเรื่องที่มีการศึกษามากที่สุดเรื่องหนึ่งในสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ นักปราชญ์ชื่อก้องเรืองนามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น อริสโตเติล โสเครติส มาเคียเวลลี ขงจื๊อ หานเฟยจื๊อ หรือเล่าจื๊อ ก็ล้วนแล้วแต่ศึกษาและพูดถึงเรื่องอำนาจ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ทั้งสิ้น ในโลกปัจจุบัน ถ้าหากสืบค้นคำว่า “power social science” ในเครื่องมือสืบค้นข้อมูลงานวิชาการอย่างกูเกิลสกอลาร์ (google scholar) จะพบว่ามีวรรณกรรมทางวิชาการกว่า 2.4 ล้านชิ้นที่มีความสัมพันธ์กับหัวข้อนี้

ตัวผมเองเคยได้ลองอ่านงานวิชาการบางชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจอยู่บ้าง แต่ด้วยภูมิหลังการศึกษาและความสนใจส่วนตัว ทำให้งานวิชาการส่วนใหญ่ที่ผมอ่านมักจะเป็นงานวิชาการในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือไม่ก็รัฐศาสตร์เสียมาก จนเมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสได้ลองอ่านงานวิทยานิพนธ์ของเพื่อนคนนึงที่ทำการศึกษาเรื่องอำนาจในมิติของจิตวิทยาสังคม (social psychology) แม้จะเป็นการได้อ่านโดยบังเอิญ แต่เมื่ออ่านในส่วนสำรวจวรรณกรรมดูแล้ว ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจจึงอยากนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในที่นี้ครับ

ในการศึกษาเรื่องอำนาจ หนึ่งในคำถามพื้นฐานที่นักจิตวิทยาสังคมสนใจคือคำถามที่ว่า อำนาจนั้นส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้มีอำนาจและผู้ที่อยู่ใต้อำนาจหรือไม่ อย่างไร หรือ พูดอีกแบบก็คือ อำนาจมันทำให้คนเราเปลี่ยนไปจริงหรือ

นักจิตวิทยาสังคมเองได้ข้อสรุปกันมานานแล้วครับว่า มนุษย์ไม่ได้ได้เพียงแต่เป็นผู้ใช้อำนาจเท่านั้น แต่ยังถูกอำนาจ ‘กระทำด้วย’ กล่าวคือ อำนาจนั้นสามารถแปรสภาวะทางจิตวิทยา (psychological state) ของบุคคลที่มีอำนาจได้ และเปลี่ยนได้อย่างทรงพลังมากด้วย ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยเชิงประจักษ์จำนวนมากยืนยันว่า อำนาจสามารถเปลี่ยนคนได้โดยที่คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องมีอำนาจจริงๆ (having power) หรือใช้อำนาจจริงๆ (using power) ก็ได้ เพียงแค่การคิดถึงอำนาจ (think of power) เช่น การนึกถึงเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่ตัวเองเคยมีอำนาจ หรือการมองเห็นสัญลักษณ์ของอำนาจ อิทธิพลของอำนาจในการเปลี่ยนแปลงคนก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที

คำถามที่ว่า “อำนาจส่งผลต่อผู้ใช้อำนาจอย่างไร” นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ในวรรณกรรมทางด้านจิตวิทยาสังคมที่ผ่านมาก็พบทั้งผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบของอำนาจที่มีต่อผู้ที่ถือครองมัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประวัติศาสตร์โลกบันทึกเรื่องราวด้านมืดของอำนาจ (เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำแห่งนาซี หรือโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว) ไว้มากพอๆ กันกับด้านสว่างของมัน (มหาตมะ คานธี หรือว่าอับราฮัม ลินคอล์น)

สำหรับพฤติกรรมทางด้านบวก มีการศึกษาพบว่า อำนาจนั้นจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมันมีพฤติกรรมในเชิงรุก เช่น มีพลังงานมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น แสวงหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ มักจะใช้อำนาจที่มีในการให้รางวัลมากกว่าทำโทษ รวมไปถึงการมองโลกในแง่ดีด้วย นอกจากนี้ การได้มาซึ่งอำนาจยังสัมพันธ์กับผลในทางจิตวิทยาอื่นๆ อีกด้วย อาทิ ทำให้มีอารมณ์ในด้านบวก ความสุข ความพอใจ และความรู้สึกรัก (affection) มากยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม อำนาจนั้นนำไปสู่ความฉ้อฉลได้เช่นเดียวกัน การศึกษาเชิงประจักษ์พบว่า เมื่อบุคคลมีอำนาจและได้ลองใช้อำนาจแล้ว อัตราการใช้อำนาจของเขาก็มักจะมีความถี่และบ่อยครั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากต้องมีการประเมินผลงานของกลุ่ม คนที่มีอำนาจมีแนวโน้มที่จะมองว่าผลงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะตนเองมากกว่าที่จะยกความดีความชอบให้แก่ลูกน้องของตน นอกจากนี้ อำนาจยังทำให้ผู้มีอำนาจนั้นเข้าใจสังคมและคนอื่นได้ยากมากขึ้น งานวิจัยบางชิ้นที่ศึกษาเรื่องอำนาจกับพฤติกรรมทางเพศพบว่า การมีอำนาจที่มากขึ้นอาจนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้อำนาจเพื่อข่มขู่ทางเพศ ที่สำคัญคือ อำนาจอาจส่งผลถึงขั้นที่ทำให้ผู้มีอำนาจนั้นลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanized) ของบุคคลอื่น ด้วยการมองว่าบุคคลอื่นนั้นเสมือนเป็นสัตว์หรือสิ่งของทั่วไป รวมถึงการคิดถึงบุคคลอื่นในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะเป็นรูปธรรม ในแง่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นผู้มีอำนาจใช้อำนาจของตนในการกีดกัน กดทับ บังคับ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของตน

ควรกล่าวในที่นี้ด้วยครับว่า การพูดถึง ‘พฤติกรรมด้านบวกและด้านลบ’ นั้นเป็นเพียงแค่การแบ่งประเภทของพฤติกรรมอย่างกว้างเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประสิทธิผลและความสำเร็จของการใช้อำนาจ ถ้าเราถกเถียงกันเรื่องประสิทธิผลของการใช้อำนาจ ย่อมมีผู้ที่เสนอว่า การลดทอนความเป็นมนุษย์นั้นเป็น ‘ปีศาจร้ายจำเป็น’ ของผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจมักจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ต้องใช้ความ ‘เลือดเย็นและมีเหตุมีผล’ อยู่บ่อยๆ กลไกดังกล่าวข้างต้นจะช่วยลดความเจ็บปวดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจทำร้ายผู้อื่นได้

แล้วอะไรล่ะ ที่เป็นปัจจัยคอยกับกำกับว่าเมื่อใดที่อำนาจจะส่งผลทางบวก และเมื่อใดที่อำนาจส่งผลในทางลบ นักจิตวิทยาสังคมเองก็พยายามตอบคำถามนี้อยู่เช่นกันครับ บ้างก็ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพของผู้ใช้อำนาจ บ้างก็ให้ความสนใจกับปัจจัยเชิงวัฒนธรรมและสถานการณ์แวดล้อม ของการใช้อำนาจ แต่ปัจจัยที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษและควรจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ความชอบธรรมของอำนาจ (legitimacy)

หากนิยามอย่างกว้างๆ อำนาจที่ชอบธรรม (legitimate power) หมายถึง อำนาจมีฐานมาจากการยอมรับร่วมกันของกลุ่มหรือสังคม โดยกลุ่มหรือสังคมนั้นๆ จะเป็นผู้กำหนดร่วมกันว่า ใครคือผู้ที่สมควรจะมีอำนาจและกลุ่มหรือสังคมจะยอมเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจ ตัวอย่างเช่น หน่วยรักษาความปลอดภัยในสนามบินมีอำนาจที่ชอบธรรมในการสั่งให้ผู้โดยสารถอดรองเท้า อาจารย์มีอำนาจในการไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่มาสายเข้าชั้นเรียน เป็นต้น ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว อำนาจที่ชอบธรรมนั้นยึดโยงอยู่กับหลักการเรื่องความเป็นธรรม (fair) ความยุติธรรม (justice) และความถูกต้อง (righteous)

คุณสมบัติเด่นของความชอบธรรม คือ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจที่ชอบธรรมนั้นจะยอมรับอำนาจนั้นอย่างสมัครใจมากกว่าที่จะเกิดจากความกลัวที่จะถูกทำโทษหรือว่าความอยากได้รางวัล ดังนั้น ถ้าความสัมพันธ์ของอำนาจนั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของความชอบธรรมแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจและผู้อยู่ใต้อำนาจก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขแบบไม่ชอบธรรม ความสัมพันธ์ก็จะไม่ราบรื่น เพราะผู้อยู่ใต้อำนาจย่อมเกิดความรู้สึกต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับผู้มีอำนาจ

คุณสมบัติเด่นของความชอบธรรมข้างต้นนี้เองที่เป็นปัจจัยกำกับว่าผลลัพธ์ของอำนาจนั้นจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ เมื่อใดที่ผู้มีอำนาจรับรู้ว่าอำนาจของเขาเป็นอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม (illegitimate) อำนาจนั้นจะนำไปสู่ความฉ้อฉล เพราะเขาเองจะมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและวิตกกังวลต่ออำนาจที่มี ซึ่งท้ายที่สุดอำนาจจึงมักจะลงเอยด้วยพฤติกรรมด้านลบในที่สุด

ล่าสุด นักจิตวิทยาสังคมเริ่มที่จะพบหลักฐานเชิงประจักษ์บ้างแล้วว่า ความชอบธรรมของอำนาจนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้มีอำนาจอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาพฤติกรรมเชิงทดลองพบว่า เมื่อกระตุ้นให้คนนึกถึงสถานการณ์ที่ตัวเองมีอำนาจที่ชอบธรรม (เช่น การได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าเพราะทำคะแนนทดสอบวัดคุณสมบัติได้ดี) พฤติกรรมด้านบวกที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความพึงพอใจ ความกระตือรือร้น ความมั่นใจตัวเอง การเน้นการให้รางวัลมากกว่าที่จะข่มขู่ ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่เมื่อใดที่กระตุ้นให้คนนึกถึงสถานการณ์ที่ตัวเองมีอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม (เช่น การได้รับเลือกตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าเพราะเพศ หรือ ‘เส้น’) ผลกลับกลายเป็นว่า ผู้มีอำนาจนั้นกลับแสดงพฤติกรรมในด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินผู้ใต้บังคับบัญชาในทางไม่ดี ขี้ระแวง ชอบรับฟังคนขี้ประจบมากกว่าคนวิจารณ์ รวมถึงการมักจะชอบใช้อำนาจในการข่มขู่บังคับมากกว่าที่จะใช้วิธีการแบบให้รางวัล

แม้จะเพิ่งเคยอ่านงานวิชาการในสาขาจิตวิทยาสังคมและมีความรู้ในเรื่องนี้ค่อนข้างจำกัด แต่ในความเห็นของผม ‘จุดเด่น’ ของงานวิชาการทางจิตวิทยาสังคม คือ การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ใน ‘ห้องทดลอง’ เพื่อพยายามควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น การสร้างสถานการณ์จำลองให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสวมบทบาทเป็นหัวหน้างานที่ต้องให้รางวัลหรือทำโทษลูกน้องของตน จากนั้นก็จะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จำลองนั้นๆ ซึ่งการศึกษาในลักษณะนี้มักจะทำให้เราเห็นพฤติกรรมของมนุษย์ในระดับปัจเจกบุคคลได้ดี

ลองคิดดูสิครับ อำนาจมันหอมหวนชนิดที่ว่าถ้าคิดถึงมันก็ทำให้เราเปลี่ยนไปได้แล้ว การมีอำนาจเล็กๆ อย่างการได้เป็นหัวหน้าคนในสถานการณ์จำลองก็ยังทำให้คนเปลี่ยนไปได้ นับประสาอะไรกับโลกแห่งความจริงที่เวลาเราพูดถึงผู้มีอำนาจทีไร เราหมายถึงคนที่มีอำนาจอันล้นเหลือที่สั่งเป็นสั่งตายกับคนอื่นได้จริง

ข้อค้นพบทางจิตวิทยาสังคมบอกเราว่า ความชอบธรรมของอำนาจนั้นจะเป็นตัวกำกับว่าอำนาจจะเปลี่ยนคนอย่างไร ในแง่นี้ จึงไม่แปลกที่เวลาสังคมใดมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ สังคมนั้นมักจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ยาก เพราะท่ามกลางความขัดแย้ง อำนาจมีแนวโน้มที่จะชักนำให้ผู้ที่ครอบครองมันแสดงพฤติกรรมแบบกดทับ ข่มขู่ บังคับ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้มีอำนาจทั้งหลายที่ใช้การข่มขู่ การกดทับ กระทั่งลามปามไปถึงการใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาเองก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า อำนาจของตนมันไม่ชอบธรรม

Source : https://waymagazine.org/gender_event/

99 บทเรียนชีวิต จาก 9 ผู้อาวุโสมากประสบการณ์

99 บทเรียนชีวิต จาก 9 ผู้อาวุโสมากประสบการณ์

Author : A Day Bulletin

บทเรียนชีวิตจากเหล่าผู้อาวุโสที่เดินทางผ่านกาลเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน ประสบการณ์ชีวิตที่บ่มเพาะจนกลายเป็นแนวคิดดีๆ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จากความสำเร็จและข้อผิดพลาด . ทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง บางครั้งหนทางอาจราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือบางครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม ก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตด้วยจิตใจที่แน่วแน่ สวัสดีปีใหม่ไทย

…

นายแพทย์ เฉก ธนะสิริ (อายุ 91 ปี)
เจ้าของผลงานหนังสือ อายุ 120 ปี ทำไมจะทำให้ไม่ได้

  1. ผมเริ่มหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 35 ปี ผมเป็นนักกีฬา ไม่เคยป่วย ไม่เคยเจ็บ ตอนทำงานคนอื่นเขาลาป่วยกัน ผมไม่เคยลา ผมวิ่ง ว่ายน้ำ ขึ้นเขาลงห้วยมาหมด พอเป็นอย่างนั้นผมก็มาตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าอยากมีอายุยืนยาวถึง 120 ปี
    .
  2. ที่ผมตั้งเป้าหมายว่าอยากมีอายุถึง 120 ปี ก็เพราะ หนึ่งผมเป็นหมอ เลยอยากทดลองกับตัวเอง และสอง เป็นการทำให้ตัวเองไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่นอนป่วย ถ้าเป็นคนอื่นที่มีอายุขนาดนี้เขาป่วยตายกันไปเเล้ว แต่ผมยังเเข็งแรง ขับรถทางไกลไปหัวหิน ไปไหนมาไหนได้สบายๆ
    .
  3. ผมกินแบบช้าง ม้า วัว ควาย ไม่ได้กินแบบเสือ สิงโต หมา แมว เนื้อสัตว์ผมจะกินให้น้อยที่สุด กินเเต่ผัก กินผลไม้ ก็ทำให้แข็งแรงน่ะสิ ตลอดชีวิตผมให้เลือดไปทั้งหมด 114 ครั้ง ได้เลือดรวม 60 ลิตร ผมให้เลือดจนถึงอายุ 70 กว่าปีเพราะแข็งแรง คนปกติแค่อายุ 60 เขาก็หยุดให้เเล้ว เพราะกรุ๊ปเลือดผมเป็นเอบี หายาก มีน้อย
    .
  4. สุขภาพที่ดีมาจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักส่วนสูงต้องเป๊ะ คนอ้วนๆ ตายเร็วทั้งนั้นแหละ สังเกตดีๆ คนอายุยืนรูปร่างจะสูงเพรียว แต่ถ้าอ้วน ความดัน เบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคอะไรร้อยแปด สุดท้ายก็ตายเร็ว
    .
  5. ถ้าอยากดูแลสุขภาพตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ แค่ดูน้ำหนักกับส่วนสูง ผู้ชายสูงกี่เซนติเมตรให้เอา 100 ลบ แก้ผ้าชั่งน้ำหนักเลยนะ สมมติสูง 170 หัวเด็ดตีนขาดอย่าเกิน 70 กิโลกรัม ถ้าจะให้ดียิ่งไปอีกเอา 105 ลบ ส่วนผู้หญิงให้เอา 110 ลบ หุ่นนางงามอย่าง อาภัสรา หงสกุล สูง 170 น้ำหนัก 50 กิโลกรัม เห็นไหมเขาถึงได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส
    .
  6. การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร นอกจากไปซื้อรองเท้ามาคู่หนึ่ง คนวัยทำงานควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยๆ 3-4 วันใน 1 สัปดาห์ ก็ไปวิ่งสิ ให้ได้สักวันละ 5 กิโลเมตร วิ่งแล้วหัวใจก็แข็งแรง กล้ามเนื้อเเข็งแรง เหงื่อออก น้ำหนักตัวก็จะลดลง
    .
  7. คนเราก็มีอยู่สองอย่าง มีคิดผิดกับคิดถูก ที่บอกว่ายิ่งแก่ยิ่งหมดไฟในการมีชีวิต ก็คนแบบนั้นมันคิดไม่เป็นไง หรือไม่ได้คิด เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้าเมายา สูบบุหรี่ เที่ยวหามรุ่งหามค่ำ แต่ผมไม่ ทุกวันนี้สนุกจะตาย ทดลองใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
    .
  8. คำว่า ‘ความสุข’ กับ ‘อายุยืน’ นั้นมาคู่กัน สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เพราะฉะนั้น เราก็ทำจิตใจให้สบาย สงบ ไม่เครียด ไม่จุ้นจ้าน ไม่หาเรื่อง ไม่โกรธ จิตใจมันก็สบาย แล้วสร้างแต่บุญสร้างแต่กุศล คนชั่ว คนใจบาปหยาบช้าไม่มีทางมีความสุขและอายุยืนยาวได้เลย คุณต้องทำจิตใจให้สบาย สร้างแต่บุญกุศล และทำแต่ความดี
    .
  9. ผมแทบไม่มีเรื่องที่เสียดายในชีวิต เพราะผมวางแผนไว้หมดทุกอย่าง ผมเริ่มต้นดูแลสุขภาพมาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ วางแผนทุกอย่างตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอาหาร และพักผ่อนนอนหลับ เรื่องที่เสียดายเกือบจะไม่มี เพราะชีวิตมันคือการวางแผน ผมวางแผนไว้ตั้งแต่หนุ่มๆ และมันเป็นไปตามแผนหมดทุกอย่าง หนังสืองานศพก็มี ความหมายของการมีหนังสืองานศพของตัวเองคือการเตรียมตัวเตรียมใจ พูดง่ายๆ ว่าเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว คนเขียนคำไว้อาลัยให้เสร็จสรรพเรียบร้อยหมด
    .
  10. สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับคนวัยผมก็คือการเห็นความก้าวหน้าของลูกหลานและเหลน ลูกทุกคนมีครอบครัวที่ดี เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เห็นต้นไม้ออกดอกผล ไม่มีด้วงไม่มีแมลงมาเกาะมันก็คือความสุข
    .
  11. ชีวิตคนเราไม่ต้องมีต้นแบบ ตัวเราเป็นต้นแบบของตัวเองได้ อย่างผมไง ผมดูแลสุขภาพ วางแผนชีวิตตัวเองมาตลอดตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ไม่จำเป็นต้องหาต้นแบบจากที่ไหน

…

อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ (อายุ 64 ปี)
นักแสดง, ครูสอนโยคะ และผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ปทุมธานี

  1. คนเราไม่ควรจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย อย่างชีวิตป้าบางทีเหมือนจะไม่มีอะไร ก็ยังมีอะไรให้ทำ ให้ตื่นเต้นอยู่ทุกวัน แต่ไม่ต้องไปมองหาความตื่นเต้นหรอก เพราะมันจะกลายเป็นการเสแสร้ง แค่เอาใจใส่ไปกับทุกสิ่งที่เราทำ อย่าคิดว่ามันเป็นแค่หน้าที่ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
    .
  2. พอมาถึงวัยนี้แล้ว มันทำให้ป้ารู้ว่าเรื่องเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือทุกกิจกรรมในชีวิตและผลประโยชน์ที่คนอื่นได้รับจากการกระทำของเราต่างหาก
    .
  3. ถ้าเรารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีก็ไม่ต้องไปแคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรหรอก ไม่ต้องห่วงหน้าตาเลย เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อหน้าตา เราทำเพราะเป็นงาน เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่ควรทำ คุณค่ามันเกิดจากหลายๆ อย่างรวมกัน ทั้งผลงาน การมีเงินไว้เลี้ยงชีพ ไปจนถึงประโยชน์ที่เกิดกับตัวเองและผู้อื่น
    .
  4. เราทุกคนมีบทบาท มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
    อย่าไปคิดว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องของฉัน’ บางเรื่องในสังคมเกิดมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่เราอาจจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง
    .
  5. บางคนเจอปัญหาเลวร้ายในชีวิต อยากฆ่าตัวตาย ไม่ต้องฆ่าตัวตายตอนนี้หรอกเชื่อสิ เดี๋ยวสักวันก็ต้องตายเหมือนกันหมด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดายอะไร
    .
  6. มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่คนเราจะต้องใส่ใจกันทุกวัน อย่ารอไปเสียใจในวันที่เขาจากไปแล้ว บางทีเราช่วยคนไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่คนเราต่างก็ต้องการมีใครรับฟัง มีใครทำให้เขารู้สึกไว้วางใจและอบอุ่นใจ
    .
  7. ป้าไม่อยู่กับความฝัน ป้าอยู่กับความจริง เพราะไม่รู้ว่าความฝันจะเกิดขึ้นจริงไหม แต่ความจริงมันเกิดขึ้นแน่ๆ มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้ามัวแต่อยู่กับความฝันและความคิดที่ว่า ‘ฉันน่าจะทำอย่างโน้น ฉันน่าจะทำอย่างนี้’ ก็ไม่ได้เต็มที่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่สักที
    .
  8. เวลามีอะไรเข้ามา ป้าจะพิจารณา ถ้าเหมาะสมที่จะทำก็ทำเลย วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ป้าไม่เสียดาย อย่างตอนนี้ถ้าถามว่าอยากย้อนกลับไปในช่วงวัยไหนหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ เพราะในทุกๆ ช่วงชีวิตเหล่านั้น ป้าได้เต็มที่กับมันแล้ว
    .
  9. ชีวิตป้าไม่มีคำว่า ‘เดี๋ยว’ มีแต่ ‘เดี๋ยวนี้’ ‘ทันที’ เพราะเมื่อเวลามันผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกเวลานั้นกลับมาได้ ฉะนั้น เวลาจะทำอะไรต้องทำทันที
    .
  10. เราต้องรู้จักรักตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเอง มีศักดิ์ศรี แล้วก็รักพ่อแม่ เรามักจะคิดว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นหมูในอวย จะพูดให้เขาชอกช้ำยังไงก็ได้ เขารักเรา เขาทนเราได้ ในขณะที่คนอื่นที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเราเดี๋ยวเดียว กลับพุ่งทั้งตัวไปหาเขา กลัวเขาอยากเอาใจเขา ก็ลองคิดดูว่าที่เราทำแบบนั้น เราให้เกียรติตัวเองพอหรือยัง
    .
  11. สำหรับเด็กๆ รุ่นใหม่ อย่าไปเซ็ง อย่าไปเบื่อ ช่วงชีวิตตอนนี้เป็นเวลาสำหรับการเรียนและการงาน เต็มที่กับมัน ถ้าผ่านช่วงของการเรียนไปแล้ว มันผ่านแล้วผ่านเลยนะ ช่วงเวลาที่ลุ้นว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ในตอนทำงานแรกๆ ก็ผ่านแล้วผ่านเลยนะ มันจะมันเฉพาะช่วงเวลานั้น เข้มข้นเฉพาะช่วงเวลานั้น และถ้าผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย

…

รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล (อายุ 76 ปี)
นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา ‘ชัยคุปต์’
ที่มีผลงานเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์มากมาย

  1. ผมอยากขอบคุณความยากจนตอนเป็นเด็ก การซื้อหนังสือเป็นเรื่องที่ยากมาก ผมต้องเก็บเงินประมาณหนึ่งเดือนถึงจะซื้อหนังสือได้หนึ่งเล่ม ดังนั้น ด้วยความที่เราไม่มีเงินจะซื้อหนังสือแต่อยากอ่านหนังสือ จะให้ทำยังไงล่ะ ก็อ่านแหลก ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละสลึงเอง ผมก็จะกินไม่เกิน 15 สตางค์ ที่เหลือก็หยอดกระปุก เดือนหนึ่งก็ได้สองบาท ก็พอซื้อหนังสือได้
    .
  2. การอ่านหนังสือทำให้ผมไปเจอข้อความที่เป็นประโยชน์กับผมมากๆ ก็คือพุทธวจนะ ‘อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน’ มันโดนใจผมมากจนต้องจดไว้เลย อีกข้อความคือ ‘การเป็นหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง’ และสองประโยคนี้ก็เป็นหลักของผมมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างที่ผมอยากได้ผมต้องหามา แล้วหาโดยไม่ต้องเบียดเบียนใคร
    .
  3. ทุกวันนี้ผมซื้อของไม่ว่าจะซื้อของบาทสองบาท เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นล้าน ซื้อบ้าน ผมก็จะซื้อเงินสดหมดเลย ทุกวันนี้ผมก็ยังยึดนิสัยตรงนี้อยู่ แล้วผมก็ไม่เคยเป็นหนี้แม้แต่บาทเดียว มีคนสงสัยว่าทำได้ยังไง ก็มีวินัยในการใช้เงิน วางแผนในการใช้เงิน แต่ผมก็ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนทำตามผมนะครับ ผมไม่มีทั้งบัตรเครดิต ไม่มีทั้งเอทีเอ็ม มันเป็นการทดลองของผมว่าเราจะทำได้ไหม จะอยู่ได้ไหม
    .
  4. ต้องระวังสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์สามข้อ โลภ โกรธ หลง บางทีเราไม่รู้ตัว คิดว่าเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็อยากมีเงินเยอะ ผมจึงมีอีกข้อคิดคอยเตือนใจว่า ระวังของขวัญจากชาวกรีก Beware of Greek bearing gifts. มันคืออะไร ก็คือของขวัญรางวัลอะไรที่มีคนเสนอมาแล้วดีเกินไป อย่ารับเด็ดขาด ที่มาของคำนี้ก็คือ วรรณกรรมระดับโลก อีเลียด หรือ สงครามกรุงทรอย
    .
  5. เราต้องสังเกตตัวเอง ถ้าไม่สบายบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดบ่อย เราตั้งใจทำงานแต่ทำไมไม่มีคนชอบเราเลย เอาล่ะ ถึงเวลาต้องทบทวนตัวเองแล้ว สาเหตุมันจะมาจากสองอย่าง หนึ่ง จากตัวเราเอง หรือสอง จากคนอื่น แต่สาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นก็คือสาเหตุจากตัวเอง แต่ถ้าทบทวนตัวเองก็จะเห็น
    .
  6. ชีวิตไม่ต้องไปเคร่งครัดมากมายนักหรอก ยังมีสีสันในชีวิตได้ ยังดูหนัง ฟังเพลง สนุกกับชีวิตได้ แต่บางเรื่องผมก็จะไม่ทำ เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ไปในที่ที่ไม่ควรไป เที่ยวกลางคืนไม่เอา
    .
  7. สำหรับความรัก เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ ต้องจริงใจต่อกัน ต้องมีความปรารถนาที่อยากให้อีกฝ่ายมีความสุข ไม่อยากให้อีกคนเป็นทุกข์ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องคิดถึงอกเขาอกเรา คิดถึงจิตใจของเขา จะคิด จะทำ จะพูดอะไร ให้คำนึงถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเสมอ เราไม่ชอบแบบไหน เราก็อย่าไปทำ
    .
  8. ผมเชื่อว่า คนจำนวนมากกลัวตาย กลัวตกนรก กลัวคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ตัวเองเคยทำไม่ดี และนั่นคือช่วงที่ทรมานมาก ผมว่าการเตรียมตัวตายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร เรามีสิ่งดีๆ ให้นึกถึงไหม ถามว่ากลัวตายไหม ไม่กลัวนะ มันยิ่งทำให้ผมมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เวลาจะคิดจะพูดก็ต้องไตร่ตรอง คำพูดเมื่อพูดไปแล้วต้องรักษา
    .
  9. สิ่งที่ผมกลัวอย่างเดียวก็คือ กลัวอยู่ในภาวะที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และเป็นภาระให้กับคนอื่น ทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่ ผมก็เลยเข้าใจในบริบทของต่างประเทศที่มีการการุณยฆาต ที่ให้หมอช่วยคนป่วยที่หมดสภาพและอยากตาย ถ้าถามผม ในวันที่ผมหมดสภาพแล้ว ไม่มีประโยชน์แล้ว ผมก็อยากจะไปโดยที่ไม่ทรมาน
    .
  10. ในยุคของผม เรามีสถาบันสังคมที่สำคัญมากๆ 4 สถาบัน ได้แก่ สถาบันผู้ใหญ่ หมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม ในครอบครัว, สถาบันสงฆ์, สถาบันครู และสถาบันเพื่อน ศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ก่อนผู้ใหญ่ก็เป็นที่น่าเคารพจริงๆ เราไหว้ได้อย่างสนิทใจ อย่างสถาบันครูก็สำคัญ ผมยังจำครูในสมัยเด็กๆ ได้ดี อย่างพระสงฆ์เราก็นับถือได้จริงๆ คนไทยสมัยก่อนเวลาต่อยกัน ถ้าพระผ่านมายังหยุดไหว้แล้วค่อยต่อยกันต่อ สถาบันเพื่อนคือ เมื่อก่อนเพื่อนจะไม่หากินกับเพื่อนนะครับ เพื่อนที่คิดไม่ดีกับเพื่อนจะไม่มี แต่เดี๋ยวนี้…
    .
  11. เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด เราต้องมีเงินเพื่อดูแลตัวเอง ดูแลคนที่เรารับผิดชอบได้ และถ้าเราขยันเราก็รวยได้ แต่อย่าไปบ้าเงิน วิธีไหนได้เงินเอาหมด อย่าไปทำ แล้วจะเสียใจ ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เป็นสัจจะวาจาที่จริงเสมอ

…

อุดม ทรงแสง หรือ อุดม ชวนชื่น (อายุ 80 ปี)
นักแสดง, นักดนตรี

  1. ทุกวันนี้ความสุขของพ่อคือการเป็นนักดนตรี อายุขนาดนี้ก็ยังฝึกดนตรีอยู่ เครื่องดนตรีก็มีเต็มบ้าน พอว่างๆ ก็มานั่งเล่นเปียโน เป่าแซกโซโฟน หรือเขียนเพลง ขายได้ไม่ได้ไม่สน เพราะความสุขคือการได้นั่งเขียนเพลง แล้วเขียนเสร็จก็ไม่ขายใครอยากได้ก็เอาไปร้องเลย จะให้เงินหรือไม่ให้เงินก็ไม่เป็นไร
    .
  2. ชีวิตคนเราไม่ต้องไปมองคนอื่น มองแค่ตัวเราเองนี่แหละ คนอื่นจะร่ำรวยล้นฟ้ายังไงก็ช่างเขา เรามุ่งไปแค่สิ่งที่เราต้องการ ทำให้ได้ ทำให้สำเร็จ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ชอบอะไรก็ทำไปอย่างที่ตัวเองชอบ แต่ต้องทำให้สำเร็จนะ ถ้าไม่สำเร็จก็ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดู
    .
  3. สมัยก่อนคนจีนเขามาจากแผ่นดินใหญ่เขาไม่มีอะไรเลย บางคนก็มาขายไม้ขีด ขายยาดม ขายลูกอม แต่เขาก็ยังตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ขึ้นมาได้ เพราะเขาทำจริง รักในงานที่ทำ และทำในงานที่รัก ถ้าเราไม่รัก เราก็จะไม่อยากทำ ต่อให้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถ้าได้ทำในสิ่งที่รักก็จะไม่เสียดายที่ลงแรงไป เพราะถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว
    .
  4. ทุกวันนี้ไม่เคยเสียดายอะไรเลย ตอนนี้ถือว่าได้กำไรชีวิตมา 20 ปีแล้ว ชีวิตพ่อไม่เคยมีความเศร้า ไม่เคยร้องไห้ แต่เสียใจอยู่อย่างเดียวตอนที่พ่อแม่ตาย แต่เราไม่มีอะไรจะให้แก แกเลี้ยงเรามา ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเลย เพราะออกจากบ้านมาทำงานด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 15 เข้ากรุงเทพฯ โดยไม่รู้จักใครเลย
    .
  5. พ่อไม่เคยทำตามอย่างใคร เห็นคนนี้เขาเก่งทางนี้ เราก็ไม่ต้องไปแข่งกับเขา แต่ให้ไปหาทางอื่นเอา แล้วจะเจอทางที่เป็นของตัวเอง ส่วนคนไหนเก่งก็อย่าถือว่าตัวเองเก่ง จงนึกเสมอว่าเรายังไม่เก่ง ถ้าถือว่าเก่ง เราก็จะหยุดอยู่แค่ตรงนี้
    .
  6. คนที่เรียนมาเยอะๆ หลายคน พอมาปฏิบัติจริงก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่เคยลงมือทำ เหมือนเวลาเป่าแซกโซโฟน ถ้าเน้นแต่จะเป่าให้ตรงโน้ตอย่างเดียว สำเนียงก็จะใช้ไม่ได้ ทางที่ถูกคืออ่านโน้ตแล้วต้องจำด้วย จากนั้นค่อยหาทางเป่าให้มันเป็นทางของเรา แล้วเสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนใคร เหมือนการใช้ชีวิตนั่นแหละ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ให้มันเป็นตัวเรา อย่าไปเชื่อหรือฟังเสียงคนอื่นมาก
    .
  7. โซเชียลมีเดียก็เหมือนกัน อย่าไปฟังมันมาก เพราะแป๊บเดียวมันก็ทำให้เราพังได้ ถ้าเราไปฟังเสียงคนไม่รู้จักเยอะๆ ประสาทเราก็จะเสีย พอประสาทเสียก็ทำอะไรไม่ถูก และจะไม่กล้าทำอะไรเลย
    .
  8. คนเรามีได้ก็ต้องมีเสีย จะมาได้อย่างเดียวได้ยังไง เหมือนเวลาซื้อรถดีๆ มาขับ พอขับไปชนตู้มเดียว รถแพงแค่ไหนก็หมดค่า บางคนตายไปก็มี เพราะฉะนั้น ใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เสียแล้วเสียไป คิดดีๆ ว่าสิ่งที่เสียไป เราเคยได้มาเยอะกว่านี้อีก
    .
  9. พ่อไม่เคยถือว่าความรักเป็นเรื่องอมตะ เพราะความรักเป็นสิ่งเลื่อนลอย รักได้ก็จากได้ ไม่เคยร้องไห้กับการที่เมียจากไป อยากไปก็ไป ฉันไม่ว่า ไม่รักก็ไม่ต้องรัก มันเป็นเรื่องขี้หมา บางคนเลิกกับเมียร้องไห้จะเป็นจะตาย จะบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เพราะคนไม่รักทำยังไงเขาก็ไม่รัก
    .
  10. ที่อารมณ์ดีได้ตลอดเวลาเพราะเป็นคนไม่คิดมาก เรื่องเครียดๆ ก็ขำได้ ลูกเมียจะเครียด เราก็ขำว่าจะเครียดกันทำไมวะ ถ้าลูกทะเลาะกันก็จะเดินออกจากบ้านเลยไม่อยู่ฟัง เพราะถ้าเราฟังแต่เรื่องดีๆ ชีวิตก็จะมีแต่เรื่องดีๆ แต่ถ้าฟังเรื่องร้ายๆ ชีวิตมันก็ร้าย พอมีคนมาพูดเรื่องร้ายๆ ให้ฟังก็จะแกล้งทำหูทวนลม ใครพูดตลกๆ ถึงจะคุยด้วย ยกเว้นคนเมา เพราะคุยกับมันไม่รู้เรื่อง
    .
  11. พ่อไม่เคยกลัวแก่ เพราะคนเราถึงเวลาก็ต้องแก่ เขาให้พ่อไปดึงหน้าก็ไม่เอา ไม่ต้องไปดึง คนเราความแก่ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหรอก มันอยู่ที่ใจกับปาก ถ้าปากไม่ดีใครก็ไม่มอง ส่วนใจก็ต้องทำตัวให้ไม่แก่ ทุกวันนี้ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ ถ้าคิดว่าแก่ก็คงต้องอยู่บ้าน ไม่ต้องทำอะไรแล้ว แบบนั้นไม่ใช่พ่อ

…

สุชาดี มณีวงศ์ (อายุ 71 ปี)
ผู้ก่อตั้งรายการสารคดีโทรทัศน์ กระจกหกด้าน
กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด

  1. ที่บอกว่าเรายังมีไฟในการทำงานอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเราทำตัวให้ไม่แก่ เราอยากมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง ตายไม่กลัว แต่กลัวป่วย เพราะฉะนั้น ก็จะดูแลตัวเองทุกอย่าง กำหนดอาหาร กินวิตามิน พักผ่อนมากๆ ตรวจร่างกายเสมอ และที่สำคัญคือ ‘ไม่โกรธ’ เลย
    .
  2. เมื่อก่อนเป็นคนที่ใจร้อนมาก ทุ่มเป็นทุ่ม เขวี้ยงเป็นเขวี้ยง ต่อยเป็นต่อย เพราะเราทำงานสื่อ มีลูกน้องผู้ชายเยอะ ถ้าเราไม่เด็ดขาด ลูกน้องก็จะไม่เกรงใจ แต่เดี๋ยวนี้ก็ปรับตัว สืบเนื่องมาจากการรักตัวเอง กังวลเรื่องสุขภาพตัวเอง เริ่มละวาง ธรรมะก็มีส่วน ตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ ก็นั่งสมาธิภาวนา รักษาศีล และทำทาน
    .
  3. เราเพิ่งจะฝึกตัวเองให้ไม่โกรธเลยได้สักสองปี ไม่มีความโกรธเลย สมัยก่อนเดือดมาก ทะเลาะกับตำรวจ ทะเลาะกับทหาร บอกเลยไม่กลัวหรอก แต่เจอครูบาอาจารย์ดี ท่านก็สอนว่าอย่าถืออัตตา อย่ายึดมั่นถือมั่น ก็เริ่มลดทุกอย่างลง ข้อดีของการไม่โกรธคือทำให้เราสบายใจ และไม่เป็นมะเร็ง (หัวเราะ)
    .
  4. สิ่งที่น่าห่วงสำหรับเด็กยุคนี้คือสังคมหมุนไปเร็วเหลือเกิน บางครั้งเขาก็รับเทคโนโลยีใหม่ๆ กระแสวัฒนธรรมใหม่ๆ โดยไม่กลั่นไม่กรอง เขาเสพทุกอย่างด้วยความรวดเร็วและไม่มีภูมิต้านทาน เพราะฉะนั้น น้อยรายที่เอาตัวรอด และควบคุมตัวเองได้ เพราะเวลาที่อยู่ในสังคม ถ้าเราควบคุมตัวเองไม่ได้ เราจะไปใหญ่โตในโลกนี้ได้อย่างไร
    .
  5. การเสพสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เสพไปเถอะ ถ้ามีภูมิต้านทาน เมื่อตัวเองมีภูมิต้านทานก็จะรู้ว่าอันนี้ถูก อันนี้ไม่ถูก ทุกวันนี้เราเองก็ยังให้วัคซีนตัวเองตลอดเวลา ในทางโลกเราก็ต้องฉีดวัคซีนหวัด อย่างตอนที่ระบาด เราเองก็แค่แสบๆ คันๆ คอ แล้ววัคซีนของใจเราเองล่ะ ทาน ศีล ภาวนา เราต้องมีให้กับตัวเอง
    .
  6. การจะสอนคนมีสองแบบ หนึ่ง สอนปาวๆ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา สอง เราทำให้เขาดู แบบนี้มันซาบซึ้งกว่ากัน สมัยเราสูบบุหรี่ ลูกหัดสูบตาม เราก็ไม่ต้องไปว่าเขา แต่พอเราเลิก เขาก็เลิกไปเอง
    .
  7. ทุกวันนี้สนุกกับชีวิตจะตาย คติพจน์เรามีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าต้อง ‘รักตัวเองให้เป็น’ ถ้าเธอไม่รักตัวเองเธอจะรักใครไม่ได้ในโลกนี้ คนที่เอาแต่ดูแลแต่คนอื่นแต่ไม่ดูแลตัวเองเลย นั่นไม่ถูกต้อง
    .
  8. เรื่องของความรักก็เช่นกัน ความรักคือการทำให้คนที่เรารักมีความสุขอย่างถูกทำนองคลองธรรม สมมติ สมัยเด็กๆ ถ้าลูกจะขอซื้อรถ เราบอกเลยไม่ให้ เพราะว่าไม่ถูกทำนองคลองธรรม เดี๋ยวเธอก็ไปเสยยายแก่ตาย อย่าใจอ่อน เราบอกเลยว่า ขอโทษนะ บางทีเธออาจฟังแล้วไม่ถูกหู แต่เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องสอน
    .
  9. ข้อดีของอายุที่มากขึ้นคือ ทำให้เราฉลาด ตอนนี้ให้กลับไปเป็นสาวเอ๊าะๆ ผิวเต่งตึง ไม่เอา ขออยู่อย่างนี้ เพราะฉลาด เรามองโลกอย่างคนฉลาด ไม่ได้มองอย่างคนโง่ ไม่กลัวไอ้โน่นกลัวไอ้นี่ รักไอ้โน่นโกรธไอ้นี่ แต่ตอนนี้อารมณ์เรามันราบเรียบ รู้ว่าสิ่งรอบตัวเรามันไม่ใช่ของจริง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    .
  10. วิชาชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง สิ่งนี้ไม่มีใครสอน อย่างเราผ่านชีวิตมาหมดแล้ว แก่ตัวไปก็มีสตางค์ดูแลตัวเอง มีบ้านอยู่ ไม่มีหนี้สิน เราต้องเรียนรู้และพอใจกับตัวเอง อย่าไปมองคนที่เขาดีกว่าเรา อย่าไปมองเสี่ยแสนล้าน เสี่ยสองแสนล้าน
    .
  11. เราไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีเลยนะ แต่เราจะบอกว่าตัวเองเป็นคน ‘เลวน้อย’ คนอื่นเขาเลวกันสุดกู่ แต่เราเลวนิดเดียว ถามว่าเป็นมนุษย์มันไม่เลวได้ไหม ไม่ได้หรอก อย่างไรมนุษย์ก็ต้องมีความเลวอยู่บ้าง

…

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (อายุ 83 ปี)
นักคิดนักเขียนฝีปากกล้าคนสำคัญของไทย
เจ้าของนามปากกา ‘ส.ศิวรักษ์’ ที่ทุกคนรู้จักกันดี

  1. ข้อดีของคนแก่ คือ เราได้ผ่านกาลเวลามามาก กาลเวลาเหล่านั้นก็เป็นประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ข้อดีข้อเสียข้อบกพร่องของเรา นี่คือสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์ยิ่งกว่าคนหนุ่มคนสาว เพราะคนหนุ่มคนสาวเขายังวัยไม่ถึง เขาก็ยังเห็นไม่พอ ยังฟังมาไม่พอ แต่ขณะเดียวกันเวลาคุยกับคนหนุ่มคนสาว เราก็ได้ประโยชน์จากคนหนุ่มคนสาว
    .
  2. วิธีที่จะทำให้ตัวเองไม่เก่าก็คือ หนึ่ง อ่านหนังสือใหม่ๆ อยู่เรื่อย และสอง พบคนใหม่ๆ อยู่เรื่อย ผมชอบแสวงหาเพื่อนตลอดเวลา การได้พบคนหนุ่มมันทำให้ผมได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะ
    .
  3. คนแก่นับว่าเป็นปัญญาของสังคม เป็นชราธรรม เป็นสิ่งที่คนหนุ่มคนสาวไม่มี ในขณะเดียวกัน คนแก่ก็ต้องไม่คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนหนุ่มสาว ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน ผู้หญิงเคารพผู้ชาย ผู้ชายเคารพผู้หญิง มนุษย์เคารพสัตว์ เคารพป่าไม้ เคารพต้นไม้
    .
  4. การย้อนไปเสียดายเรื่องในอดีตไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แต่ถ้าให้คิดดูก็จะมีว่า ตอนหนุ่มๆ ผมก็ใจร้อนมากเกินไป เอาแต่ใจตัวมากเกินไป บางทีลูกน้องเขาก็เดือดร้อน แต่เราไม่รู้ตัว ผมค่อนข้างเผด็จการ ถ้าแก้ได้ก็อยากจะลดทอนความใจร้อน ให้ใจเย็นลง
    .
  5. ใจเย็นเป็นของดี ศาสนาพุทธยกย่องความใจเย็น นิพพานแปลว่าเย็น ยิ่งหนุ่มยิ่งสาวยิ่งต้องใจเย็นให้มาก มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ต้องฝึกให้เป็นคนประเสริฐ เป็นเลิศ เมืองไทยขาดตรงนี้ กลายเป็นฝึกให้เป็นคนกึ่งดิบกึ่งดี ฝึกคนให้หาเงินหาอำนาจ ไม่ฝึกให้คนเป็นเลิศ
    .
  6. Slow is beautiful. ความช้าเป็นของดี ของงาม จิ๋วแต่แจ๋ว ของเล็กๆ นี่แหละงาม คนไทยเราสมัยก่อนเขาก็มุ่งไปที่ความ-เล็กความน้อย สังคมเดี๋ยวนี้เน้นให้คนทำอะไรเร็วๆ แต่การทำอะไรเร็วๆ มันจะทำลายตัวคุณเองนะ ทำลายร่างกาย ทำลายจิตใจ ทำลายสมอง แล้วเราก็ไปฝังหัวหมดทุกอย่าง ต้องมีรถไฟที่เร็ว เรือบินที่เร็ว หารู้ไม่ว่าเครื่องยนต์กลไกที่เร็วมันให้โทษ เทคโนโลยีกระแสหลักให้โทษมากกว่าให้คุณ
    .
  7. สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตเรา เรามักจะมองข้าม เพราะเราไปเชื่อฝรั่ง I think therefore I am. คิดเยอะแปลว่าฉลาด แต่คิดเก่งเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเป็นคนดีได้นะ มันคนละเรื่องกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เพราะอานาปานสติ ท่านเดินตามลมหายใจ ถ้าคุณอยากใช้ชีวิตให้ช้า คุณก็เดินลมหายใจให้ช้าลง คุณสังเกตสิว่าถ้าคุณหายใจเร็ว คุณกำลังผิดปกติ เวลาคุณเครียดจัดก็จะหายใจผิดปกติ
    .
  8. ถามว่ากลัวตายไหม เวลาตอบคุณจะตีฝีปากยังไงก็ได้ว่าไม่กลัวตาย แต่มนุษย์มีความกลัวตลอดเวลา คุณต้องฝึกให้ไม่กลัวตาย แล้วมนุษย์เราก็ไม่ได้กลัวตายอย่างเดียว เรากลัวจะตกงาน กลัวคนไม่นับถือ ความกลัวเป็นพื้นฐานของมนุษย์เลยนะ ลึกๆ แล้วเรามีเซ็กซ์ก็เพราะความกลัว เพราะเราคิดว่าอีกฝ่ายจะให้ความอบอุ่นกับเราได้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับเขา
    .
  9. การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เหมือนคุณว่ายน้ำไม่เป็นแล้วคุณเกาะหยวกกล้วย เกาะทางมะพร้าว แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คุณต้องว่ายน้ำให้เป็น ท่านสอนให้คุณเอาชนะความกลัวให้ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณหมดความกลัว คุณก็จะไม่มีความ-เกลียด แล้วถ้าคุณให้อภัยได้ ก็เพราะคุณไม่มีอะไรจะต้องกลัว
    .
  10. คนถือพุทธต้องภาวนาทุกวัน เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นธรรมดา เราต้องเผชิญสิ่งที่ไม่รักเป็นธรรมดา เรามีกรรมของเราเอง เราทำอะไรไว้กรรมนั้นก็มาสนองเรา
    .
  11. ชีวิตคู่อย่าไปเชื่อฝรั่งมาก ที่บอกว่าคนสองคนเป็นคนคนเดียวกัน ไม่จริง คนสองคนเป็นคนละคนกัน ผู้ชายต้องรู้จักเคารพผู้หญิง ผู้หญิงต้องรู้จักเคารพผู้ชาย อยู่ด้วยกันกระทบกระทั่งกัน ต้องให้อภัย ทะเลาะกัน รุ่งเช้าต้องดีกัน อย่าปล่อยเอาไว้นาน มันไม่ดี ใครทำผิดก็ขอโทษ เหมือนพระที่ต้องปลงอาบัติ ถึงจะอยู่กันยืด

…

ชมัยภร แสงกระจ่าง (อายุ 65 ปี)
นักเขียน, ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2557

  1. ทุกวันนี้มีสองอย่างหลักๆ ที่ทำอยู่ คือเขียนหนังสือ กับสอนหนังสือ เขียนหนังสือก็เพื่อทำความเข้าใจชีวิตของตัวเอง สอนหนังสือก็คือสอนเพื่อให้คนอื่นเข้าใจชีวิต การทำความเข้าใจชีวิตจะทำให้เรารู้จักมนุษย์คนอื่นและตัวเราชัดเจนมากขึ้น เพราะว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราจะดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อรับรู้ว่าคนรอบๆ เรามีอยู่จริง
    .
  2. การเขียนเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้เรา เวลาที่เขียนหนังสือเหมือนกับว่าเราได้ทำให้สิ่งที่มีอยู่ข้างในตัวเราได้มีที่ทางอย่างชัดเจน การที่เราสามารถระบายอารมณ์ หรือทำให้ตัวเองรู้สึกอิ่มสมบูรณ์ภายใน เป็นความสุขอย่างยิ่ง มันเป็นการทำความเข้าใจขั้นตอนการมีชีวิตอย่างหนึ่ง
    .
  3. คนมักจะบอกว่าในหนังสือของเราไม่มีตัวร้าย เพราะเราคิดว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้ายในสังคมหรอก ทุกคนอยากเป็นคนดี แต่วิถีชีวิตกดดันให้ต้องทำอะไรที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากไม่ดี เวลาเขียนเราจึงแสดงให้เขาได้ดูว่าความไม่อยากหรือความอยากของตัวละครเหล่านั้นคืออะไร พอคนอ่านเข้าใจ มันก็คือการที่มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกัน สิ่งนี้จะทำให้คนเราเห็นใจคนอื่นมากขึ้น
    .
  4. ช่วงชีวิตที่แย่ที่สุดของเราคือช่วงที่รับราชการ และถูกกล่าวหาว่าประพฤติปฏิบัติมิชอบต่อหน้าที่ จนกระทั่งเขาให้ออกจากราชการไว้ก่อน ช่วงนั้นเป็นความมืดดำของชีวิตมืดดำเสียขนาดที่ถ้ารับมันไม่ทัน ทุกวันนี้อาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้าไปเลยก็ได้ เราอยู่ในคดีความหรือหลุมดำมายาวนาน 23 ปี แต่ที่เราผลักตัวเองออกมาจากหลุมดำได้ก็เพราะว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นเหลือ คือถ้าเราอยู่แต่ในหลุมดำเท่ากับว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย จึงไม่มีทางเลือก ต้องโผล่ออกมาจากหลุมให้ได้
    .
  5. อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่มองเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย เราไม่ใช่คนประเภทปิดตา ที่คิดว่าฉันตกหลุมแล้วจะก้มหน้าอยู่อย่างนี้ เราไม่ก้มหน้า เราเงยหน้า พอเงยหน้าก็จะเห็นคนที่เขายื่นมือมาหา พอเราจับมือเขาขึ้นไปจากหลุมสุดท้ายก็จะเจอทางเดินในชีวิต
    .
  6. ความทุกข์เป็นสิ่งที่เมื่อมันเข้ามาแล้ว เราต้องหาประโยชน์จากมัน ถ้าความทุกข์เข้ามาแล้วเราจะบอกว่าไม่เอา ไล่มันก็ไม่ไป มันจะอยู่ตรงนั้นแหละ รูปร่างเป็นอย่างไรก็คิดไม่ออก เราต้องนั่งคิดเลยว่าแล้วจะใช้ประโยชน์อะไรต้องยืนสู้กับมันให้ได้ เรียนรู้สิว่ามันคืออะไร
    .
  7. ถ้าไม่อยากย้อนมาเสียดายเวลาในชีวิต สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อคุณเลือกอะไรไปแล้ว ให้คุณก้าวต่อไปจากจุดนั้น อย่าถอยหลัง ยกเว้นแต่ว่าถ้าคุณตระหนักรู้ว่าสิ่งที่คุณก้าวเข้ามามันเป็นไฟ และแน่นอน ชีวิตมันย้อนหลังไม่ได้ คราวนี้คุณก็ต้องเลือกว่าจะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวาถึงจะดีที่สุด
    .
  8. การมีอายุมากขึ้นจะทำให้คุณเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต คุณจะมีโอกาสให้คนอื่นมากขึ้น ถึงคุณไม่มีทรัพย์สมบัติจะให้เขา แต่คุณให้ประสบการณ์เขาก็ได้ หรือการกระทำบางอย่างที่ตอนเด็กไม่เข้าใจ เราก็เข้าใจมากขึ้น พอแก่เรารู้เลยนะว่าเราหรือเขามีความอยาก ความแก่มันสอนให้เราอ่านชีวิตเป็น อ่านพฤติกรรมมนุษย์เป็น
    .
  9. อีกอย่างที่ความแก่มอบให้ คือทำให้เรากกกอดสิ่งต่างๆ ไว้กับตัวเองน้อยลง เมื่อก่อนสิ่งที่ปล่อยวางไม่ได้เลยก็คือการให้หนังสือคนอื่น (หัวเราะ) เพราะหนังสือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเรา เดี๋ยวนี้ก็โอเค ไม่เป็นไร มีใครมาขอเจ้าชายน้อย ก็เอาไป เราเก็บเวอร์ชันเก่าๆ ไว้พอ หรือใครยืมหนังสือไปไม่คืนก็ไม่เป็นไร เริ่มรู้ตัวว่าไม่มีที่วาง (หัวเราะ)
    .
  10. สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนแก่ก็คือการรับมือกับความตายนี่แหละ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน มันเข้ามาเป็นวิถีชีวิตอยู่แล้ว ได้เห็นอยู่แล้ว เราก็แทบจะไม่ต้องรับมือเลย เหมือนอย่างตอนเด็กๆ เราดูเขาเผาศพบนกองฟืน ได้เห็นและรู้จักความตาย แต่สมัยใหม่ความตายถูกซ่อนอยู่ในโลงศพอันงดงาม อยู่ในเมรุ ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ใกล้ชิด ไม่ตระหนักในความตาย การรับมือจึงทำได้ยากกว่า น่าเสียดาย
    .
  11. นอกจากเรื่องความตาย คนแก่ก็ควรเรียนรู้เรื่องคนแก่ด้วย อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเราแก่ผิดทางนี่ยุ่งเลย แก่แล้วโมโห แก่แล้วเครียด มีปัญหากับลูกหลาน มันเป็นภาระหมด เราควรเรียนรู้ว่าแก่แล้วทำอย่างไรให้ชีวิตมีความหมาย ทำให้ชีวิตเราสบาย ไม่เป็นภาระกับคนอื่น แก่แล้วสบายๆ ดีที่สุด เพราะว่าแก่แล้วไม่มีอะไรดี เราก็ต้องทำชีวิตให้ดี

…

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (อายุ 76 ปี)
ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน นักเขียนเจ้าของผลงาน เข็นครกตัวเบา ฯลฯ, ที่ปรึกษาสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ, ผู้ขับเคลื่อนให้เกิดศูนย์ดูแลเพื่อผู้ป่วยระยะท้าย (Hospice) ในประเทศไทย

  1. ใครว่าความแก่ไม่ดี ป้าสนุกขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่อายุ 53-54 ยิ่ง 70 กว่านี่ดีมากๆ เลย คนแก่รู้ว่าชีวิตเหลือน้อย ก็ยิ่งรู้ค่าของแต่ละวันที่เหลือ
    .
  2. ‘ตัวฉันวันนี้’ ‘ตัวฉันเมื่อปีก่อน’ เป็นคนละคนกันนะ เพราะทุกครั้งที่เราคิดอะไร ทำอะไรลงไป เราก็จะเป็นสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ลดละอะไร ก็เป็นอย่างนั้นน้อยลง แล้วจะยึด ‘ตัวฉัน’ คนไหน ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว (หัวเราะ)
    .
  3. ป้าเคยทุกข์มาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงอายุ 40-50 สมองกับใจเหมือนเครื่องซักผ้าที่ข้างในสกปรกมากๆ กลัว โกรธ อยาก ไม่อยาก สารพัน เหมือนผ้าสกปรกที่หมุนวน อัตตาตอนนั้นมันข้นคลั่ก เคราะห์ดีที่ช่วงหนึ่งพอจะมีสติถอยออกมามอง เห็นได้เลยว่าถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไป คงไม่ฆ่าตัวตายก็เป็นบ้า
    .
  4. สำหรับป้า ยามนี้ชีวิตมีสมดุลที่การยอมรับ ไม่ใช่การฝืน ป้าเป็นศิษย์พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ว่าด้วยเรื่องวิถีสู่ความตายอันสงบ เรื่องความตาย ถ้าไม่มีอะไรตายก็ไม่มีอะไรเกิด พืช ผัก สัตว์ ต้องตายเพื่อให้สิ่งมีชีวิตได้กินเพื่ออยู่
    .
  5. ป้าไม่อยากเป็นไอดอลของใคร เพราะตัวเราเองจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ป้าไม่ ‘ชัวร์’ อะไรสักอย่าง เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่ ‘ชัวร์’ ได้ ใครอย่ามาถามอะไรกับป้าว่า ‘แน่ใจไหม’ เพราะป้าไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง นอกจากเรื่องความ ‘ไม่แน่’
    .
  6. ‘ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน’ ป้าไม่กล้าพูดหรอก แหม เตาต้มน้ำร้อนสมัยป้ากับสมัยนี้เทคโนโลยีมันห่างกันไกล หนุ่มๆ สาวๆ เข้าอาบน้ำร้อนแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ เราต้องนับถือเขา นี่เป็นโลกของคนยุคใหม่
    .
  7. ความแก่ให้ ‘อิสรภาพ’ ทางใจกับเรา เมื่อก่อนจะออกไปไหนต้องผัดหน้าทาปาก อยากให้คนเห็นว่าสวย ตอนนี้มันเหี่ยวหมดแล้ว แค่ดูแลพอไม่ให้ดูทุเรศนัยน์ตาก็พอ
    .
  8. เวลาบอกคนอื่นว่า 76 แล้วนะ เขาก็ยกโทษให้ ขึ้นรถไฟฟ้าหรือใต้ดิน ใครลุกให้เราก็รู้สึกแสนดี เขาไม่ลุกให้ก็แสนดีอีก ฝึกการ-ทรงตัวไง เรายึดติดน้อยลงเพราะไม่รู้ว่าจะยึดไปทำไม (หัวเราะ) ไม่ใช่เพราะว่าเฉลียวฉลาดอะไรหรอก มันเหลือเวลาน้อย
    .
  9. ที่ป้ามีความสุขได้อย่างทุกวันนี้เพราะได้อยู่กับสามีที่แสนดี อยู่กับงานด้านคุณภาพความแก่ และคุณภาพความตาย เป็นงานที่ใครๆ ชื่นชมว่าเป็นงานของการให้ แต่การให้กับการรับเป็นเนื้อเดียวกัน แยกกันไม่ออกหรอก ป้าได้รับความสุขมากมายจากการทำงานนี้ ทำไปเรื่อยๆ ทำไม่ไหวเมื่อใดก็หยุด
    .
  10. การเตรียมรับมือกับความตาย คือไม่คาดหวัง แค่เตรียมพร้อมว่าถ้าจะตายพรุ่งนี้ วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งก็ทำได้ไม่หมดหรอก ถึงมันก็ค้างๆ อยู่บ้างก็ช่างมัน ฝึกตัวเองให้พร้อมที่จะอยู่กับความ-ไม่รู้ คนเรามักจะชินกับการควบคุมโน่นนี่ให้เป็นอย่างที่ต้องการ พอควบคุมไม่ได้ก็เครียด แต่ความตายมันควบคุมไม่ได้นะ
    .
  11. ฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า ให้เป็น ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง’ อยู่กับเพื่อนที่ดีที่สุดคนนั้นให้ได้ อย่างไม่เบื่อ ไม่เหงา เวลาเขาผิดพลาดทุกข์ร้อน คุณก็แนะนำเขาว่าทำอย่างไรจะดีที่สุด คุณจะไม่ทำร้ายเขา เพราะเขาเป็นเพื่อนที่อยู่กับคุณตลอดเวลา

…

นิรุตติ์ ศิริจรรยา (อายุ 68 ปี)
นักแสดงที่มีผลงานทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มากว่า 50 ปี

  1. ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีเรื่องตื่นเต้นเข้ามาอยู่เสมอ ซึ่งเราสามารถเก็บเกี่ยวมันได้ในทุกวัน สมมติว่าคุณมีสัตว์เลี้ยงอยู่ตัวหนึ่ง เห็นมันวิ่งกระโดดโลดเต้นหรือทำท่าทางแปลกๆ คุณก็ตื่นเต้นแล้ว หรือวันหนึ่งลูกหลานคุณวิ่งเข้ามาหอมแก้มสักที คุณก็ตื่นเต้นได้เหมือนกัน ฉะนั้น คำพูดที่ว่าอายุมากขึ้นแล้วความตื่นเต้นจะลดถอยลง มันไม่จริงเลย
    .
  2. ประสบการณ์คือข้อดีที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น เพราะมันไม่มีอยู่ในตำรา ไม่มีอยู่ในหนังสือ ประสบการณ์ที่แท้จริงเริ่มขึ้นเมื่อเราลงมือทำอะไรสักอย่าง ครูสามารถสอนให้เราอ่านออกเขียนได้ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องประสบการณ์ ไม่มีครูคนไหนสามารถสอนได้หรอก
    .
  3. ที่มนุษย์เราวุ่นวายแบบทุกวันนี้เป็นเพราะ ‘ความอยาก’ ทั้งนั้น เพราะมนุษย์ไม่ค่อยมองตัวเอง เวลาบอกว่าอยากทำอย่างโน้นอยากทำอย่างนี้ ถามว่าคุณประเมินตัวเองก่อนหรือยัง ถ้าอยากเป็นอย่างนี้ คุณมีความสามารถพอแล้วหรือเปล่า เพราะแค่ความอยากมันยังไม่พอ ในความอยากมันต้องมีความสุข ความรัก และความพอใจ ทั้งที่เราจะให้กับเขาและเราจะได้จากเขาด้วย
    .
  4. อย่าเสียดายอะไรในโลกนี้หรือในชีวิตคุณเลย เรื่องเดียวที่ควรเสียดายคือ ความรักที่คุณมีต่อพ่อแม่เท่านั้น ผู้ชายบางคนอยู่กับพ่อแม่น้อยกว่าผู้หญิง แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้รักพวกท่าน แค่การแสดงความรักของผู้ชายมันยากกว่าเท่านั้นเอง
    .
  5. เรื่องความรักแบบหนุ่มสาวมันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งมีในสมัยนี้ มันมีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ฝรั่งเขามีคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า puppy love ไม่ว่าใครที่เห็นลูกหมาก็ใจสลายเพราะความน่ารักของมันทั้งนั้น แต่พอมันโตขึ้น สกปรกขึ้น ซนขึ้น เราก็ไม่มองว่ามันน่ารักเหมือนแต่ก่อน เลยเอาไปปล่อยบ้าง ทิ้งบ้าง ลูกหมาก็เหมือนจิตใจของมนุษย์ เราต้องคิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจจะเลี้ยงดูมัน ความรักก็เหมือนกัน
    .
  6. หนุ่มสาวหลายคู่แสดงความรักในวันวาเลนไทน์โดยการซื้อกุหลาบราคาแพงไปตามธรรมเนียมที่ฝรั่งเขาทำกัน ถามว่าทุกวันจะรักกันไม่ได้เหรอ ลองสังเกตรุ่นใหญ่ที่แต่งงานกันมาเป็นสิบๆ ปีดู ขนาดแค่ดอกไม้หน้าบ้านเขายังไม่เคยไปเด็ดมาให้กันเลย มันเป็นความเคยชินไปแล้ว เพราะผมรักคุณ ให้คุณไปหมดทุกอย่างแล้ว มันจะสำคัญอะไรนักเชียวกับแค่ดอกไม้ดอกเดียว ตอนนี้คุณคือตัวผม และผมก็คือตัวคุณไปแล้ว
    .
  7. ถ้าให้บอกว่าใครถูกใครผิด ทำไมลูกไม่ดูแลพ่อแม่ ผมว่ามันไม่ค่อยยุติธรรม ตอนเรายังเด็ก เราก็นั่งรอแม่กลับจากทำงานทุกคืน มาตอนนี้ถึงเวลาที่เขาแก่ตัวลง เราก็กลับมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ อาจจะไม่มีเวลามาดูแลพ่อแม่เท่าที่ควร แต่การตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อส่งเสียครอบครัวก็เป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งไม่ใช่เหรอ
    .
  8. เราต้องเข้าใจมนุษย์ว่า เด็กเหมือนคนแก่ คนแก่ก็เหมือนเด็ก พออายุมากขึ้นก็อยากให้คนเอาใจ ต้องการให้มีคนคอยอยู่ด้วย ก็เหมือนกับเด็กนั่นแหละที่ถ้าปล่อยไว้คนเดียวจะร้องไห้บ้านแตก แต่ผู้ใหญ่เขาไม่ร้อง เขาเงียบ แต่บ้านก็แตกได้เหมือนกัน
    .
  9. สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์คือ การมีงานทำ ถ้าไม่มีงานทำ ทุกอย่างในชีวิตจะหยุด เพราะการทำงานทำให้เรารู้สึกมีค่า รู้สึกเป็นที่ต้องการ รู้สึกว่ามีหน้าที่ และยังมีความสำคัญกับคนบางกลุ่มอยู่
    .
  10. ถ้าความรู้สึกที่เรามีต่องานที่ทำอยู่ ไม่เหมือนกับความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงที่เรารัก แปลว่ามันมีอะไรไม่ถูกต้องแล้ว
    .
  11. เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา การสอนที่จะช่วยพัฒนาตรงนี้ได้คือ การอบรมบ่มนิสัยจากครอบครัวและโรงเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า เด็กไม่เคยโดนทำโทษ ครูก็ตีไม่ได้แล้ว โดนไล่ออก ถ้าเป็นสมัยผมไปโรงเรียนสาย จะโดนสั่งให้วิ่งรอบสนาม อายเพื่อนทั้งโรงเรียน แต่เทคโนโลยีไม่สอนให้เราอายเวลาทำความผิด เพราะเรื่องน่าอายมีเกลื่อนไปหมด เด็กเลยมองเรื่องน่าอายเป็นเรื่องปกติ ขนาดเรื่องน่าอายกว่านี้ก็ยังเคยมีคนทำมาแล้ว

Source : https://adaybulletin.com/ อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ ที่นี่

คนทุกคนจะถูกลืม

คนทุกคนจะถูกลืม

Author : สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในเสื้อสีขาว ผ้านุ่งสีครีม พร้อมไม้เท้าข้างตัว ยืนรอรับเราอยู่ที่กลางซอยโดยไม่สนใจรถยนต์ที่กำลังขับตรงเข้ามาหา

บุคคลผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปัญญาชนสยาม’ ความคิดอันลุ่มลึกของท่านถูกถ่ายทอดออกมาในหนังสือมากกว่าสองร้อยเล่ม บทบาทของการเป็นนักคิด นักเขียน นักพูด และนักวิชาการ ล้วนเป็นงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยมที่ถึงแก่นและเฉียบคม การที่ ส.ศิวรักษ์ ในวัยย่าง 82 ปี ออกจากบ้านมายืนรอรับคนทำหนังสือตัวเล็กๆ อย่างเราด้วยตัวเองเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย

“ถ้าคุณถามคนแถวนี้คุณก็ไม่หลงแล้ว คนในซอยนี้เป็นเพื่อนกับผมหมด” อาจารย์เดินนำเราลัดเลาะบ้านไม้สีน้ำตาลไปยังโต๊ะกลางโถงบ้าน ไม่มีรอยยิ้มต้อนรับ แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ถืออาวุโส

หลังจากได้ลงนั่งดื่มชาที่อาจารย์รินให้เรากับมือ เราเหลือบมองเห็นกรอบรูปของท่านในบางช่วงชีวิตวางประดับอยู่หลายแห่ง งานเชิงวิพากษ์สังคมของท่านมีบทบาทต่อวัยรุ่นยุคแสวงหาอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาฯ งานเขียนที่เกิดจากความรอบรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย เรื่องเจ้าขุนมูลนาย และเรื่องศาสนา ล้วนสร้างคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เทียบดูแล้ว บทบาทสมัยหนุ่มของท่านดูจะมีคุณค่ากว่าวัยรุ่นสมัยนี้อยู่มาก

กรอบรูปในวัยหนุ่มของท่านมีอะไรที่ต่างจากกรอบรูปวัยรุ่นยุคนี้บ้าง นั่นคือสิ่งแรกที่เราอยากรู้

“ยุคสมัยต่าง มันก็แตกต่างกัน คุณบอกว่าวัยรุ่นสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ไม่ได้ บางอย่างดีกว่า บางอย่างก็เลวกว่า เด็กคนหนึ่งประกาศตัวไม่นับถือศาสนา ไม่ไหว้พระ ครูโกรธมาก ลากไปตีที่หน้าเสาธง นี่ผิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนะ บางคนบอกว่าตัวเองนับถือศาสนา แต่ความจริงนับถือทุนนิยม บริโภคนิยมกันทั้งนั้น ถือพุทธนี่คุณต้องตื่นจากความโลภ โกรธ หลง คนไทยทำได้กี่คน เห็นไหมปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก คนแก่เนี่ย ถ้าเราไม่ฟังคนรุ่นใหม่เราก็นึกว่าเราเก่ง ใครนึกว่าตัวเองเก่งอันตรายทั้งนั้น”

อาจารย์เล่าเรื่องความขบถสมัยหนุ่มหลายต่อหลายเรื่องให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลในละครชาตรี ความเกลียดที่โรงเรียนบังคับให้ท่องจำ การตกหลุมรักหนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เหล่านี้หลอมรวมให้อาจารย์เริ่มสั่งสมความรู้และมีความคิดที่เป็นของตัวเอง

“ถ้าได้คิดเป็นตัวเองแล้วคุณจะเติบโต เราลืมไปว่ามนุษย์เราต้องเป็นตัวเองก่อน เพราะระบบสอนให้เราคิดเหมือนกันหมด ต้องเรียนแพทย์ วิศวะฯ ต่อ MBA เหมือนเป็นปศุสัตว์ กฎเกณฑ์บางอย่างมีไว้เพื่อประโยชน์ของเรา เช่น เดินรถซ้ายมือ ไม่งั้นรถชนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเดินตามทุกอย่าง ปัญหาคือเราไปอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของสังคมจนหมดความเป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี ไม้ซีกทั้งนั้นที่งัดไม้ซุงได้

“ผมโชคดีที่รู้จักเด็กวัยรุ่นพวกนี้เยอะ เขามาหาผม หลายคนเขามาสอนผมนะ เนติวิทย์ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) สอนผมว่า หนึ่ง เราต้องฟังคนที่ต่างจากเรา สอง อย่านึกว่าเขามาหาเราแล้วเขาจะเห็นเราเป็นเทวดา เขามาเพราะเห็นว่าเราฟังเขา เราคุยกันเป็นเพื่อน มนุษย์เราต้องเคารพคนที่คิดต่างจากเรา เท่านั้นเอง นี่คือพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ถ้าคุณมี แก่แล้วคุณก็เป็นวัยรุ่นได้”

อาจารย์สุลักษณ์ใช้ชีวิตโดยยึดหลักสัจจะ ความเป็นวัยรุ่นของท่านแสดงออกมาทุกครั้งที่วิพากษ์สิ่งต่างๆ เราเอ่ยปากขอให้ท่านสอนคนรุ่นใหม่ว่า ท่ามกลางโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรคือความจริง หากคนรุ่นใหม่อยากเติบโตไปเป็นปัญญาชนต้องทำตัวอย่างไร

“ปัญญาเกิดขึ้นจากการฝึก ถ้าฝึกปัญญา มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ประเสริฐได้หมด เริ่มจากควรจะฟังให้มาก อย่าด่วนโจมตีคนที่เห็นไม่เหมือนกับเรา ศาสนามีสอนอคติ 4 คือ รัก-ฉัทนาคติ เกลียด-โทสาคติ กลัว-ภยาคติ หลง-โมหะคติ เราต้องถามตัวเองว่าเรารักหรือเกลียดใครสักคนมากๆ นี่เราฉันทาคติหรือเปล่า โมหะคติหรือเปล่า หรือกลัวว่าไม่รักไม่ได้หรือเปล่า พิจารณาดู ทุกคนมีความน่ารักและน่าเกลียด จะตัดสินอะไรต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ เรายืนหลายจุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยืนจุดเดียว”

การไม่มีจุดยืนก็เท่ากับเราไม่สามารถมีบทบาทในสังคมสิคะ-เราเถียง

“ก็มีบทบาทเล็กๆ สิ ผมก็มีบทบาทเล็กๆ ถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นคนเล็กๆ เราก็ยอมรับบทบาทเล็กๆ ได้วันก่อนผมนั่งเครื่องบินไปเชียงรายกับคุณพิภพ ธงไชย แอร์โฮสเตสขอลายเซ็นคุณพิภพ ผมก็ถามไปว่า พวกคุณไม่มีใครรู้จักผมเลยหรอ เขาบอก เอ๊ะ ลุงนี่เป็นลูกครึ่งรึเปล่าคะ เห็นไหม ผมยังไม่ทันตายคนก็ลืมไปแล้ว ถ้าคุณยอมรับความจริงข้อนี้ได้คุณอยู่ได้สบายเลย วัยรุ่นต้องเรียนอันนี้ไว้ เพราะสมัยนี้เขาคิดว่าทุกคนต้องเป็นดารา อย่าไปนึกว่าเราเป็นคนสำคัญ จงจำไว้ว่า คนทุกคนจะถูกลืม”

ก่อนลากลับ เราคุยกันเรื่องต้นมะม่วงพันธุ์อกร่องอายุราวหกสิบปีที่ยืนตระหง่านอยู่ในรั้วบ้าน อาจารย์บอกว่าแทบไม่ได้กินผลมะม่วงเลยปล่อยให้กระรอกกินไปเสียหมด เล่าแล้วท่านก็ยิ้ม ก่อนจะชี้ให้ดูรูปโปสเตอร์ปิดผนังใบหนึ่ง เป็นรูปผู้หญิงใส่แว่นผู้มีแววตามุ่งมั่น

“ความสำเร็จทุกอย่างคือความล้มเหลวยังไม่ปรากฏ” อาจารย์พูดชัดถ้อยชัดคำ

“ที่ผมนับถือมด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เพราะเขาต่อสู้เพื่อสมัชชาคนจน เขาไม่เคยต่อสู้เพื่อความสำเร็จ แต่เขาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และหลายต่อหลายครั้งเขาก็แพ้ ผมนี่ต่อสู้มาตลอดชีวิตยังไม่ได้เจอความสำเร็จสักอย่าง แพ้มาตลอด จะทำอะไรอย่าไปนึกถึงความสำเร็จ สำเร็จไม่สำเร็จคนละเรื่อง”

“ศาสนาพุทธสอนว่าท้ายที่สุดแล้วอนัตตา ไม่มีอะไรเลย ผมแปดสิบกว่า อีกไม่เท่าไหร่ผมก็จากชีวิตนี้ไป ความตายคือความล้มเหลวครั้งสุดท้ายของมนุษย์ที่ไม่สามารถเป็นอมตะได้ คนเรานี่อยากเป็นอมตะ ตายแล้วยังทำหนังสืองานศพแจก พิมพ์ทีเป็นแสนๆ ถามจริงๆ ใครอ่านบ้าง หลอกตัวทั้งนั้น ตายแล้วก็ตายไป หมดไปแล้ว” อาจารย์พูดทิ้งท้ายไม่วายจิกกัดได้เฉียบคมเช่นเคย

ขากลับอาจารย์สุลักษณ์ไม่ได้เดินออกมาส่งด้วยตัวเอง แต่คำถามที่ติดตัวเราออกมาหลังเข้าพบปัญญาชนแห่งสยามท่านนี้คือ หากตัวเราตายไป อะไรจะคงอยู่บ้าง

ทำไมเผด็จการจึงยังไม่ตายไปจากสังคมไทย?

ทำไมเผด็จการจึงยังไม่ตายไปจากสังคมไทย?

Author : เอกพล บรรลือ

ในเมื่อหลายประเทศเลิกใช้ระบอบการปกครองนี้ไปแล้ว สงสัยไหมว่าทำไมระบอบเผด็จการทหารถึงยังใช้ได้ในประเทศไทย คำตอบที่ได้คือ…

“เผด็จการจะอยู่ได้ด้วยเครื่องมือ 2-3 อย่าง อย่างแรกคือควบคุมด้วยอำนาจดิบ หรือความกลัว ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สุด แต่ไม่ยั่งยืนที่สุด เพราะไม่มีใครชอบโดนกดขี่บังคับไปตลอด เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นให้ประชาชนเลย สักวันก็ต้องโดนประท้วงขับไล่

“ฉะนั้นจึงต้องมีเครื่องมือตัวที่ 2 คือคุณต้องบริหารจัดการประเทศให้ดี ให้เศรษฐกิจยังพอไปได้ ให้คนรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพ แต่ชีวิตด้านอื่นๆ ก็ยังได้รับความสะดวกสบาย แต่เครื่องมือนี้ก็ยังมีความเปราะบาง เพราะวันหนึ่งเมื่อเศรษฐกิจล่มสลาย ชีวิตไม่ได้ดีเหมือนก่อน การบริหารจัดการล้มเหลว คนก็จะออกมาเรียกร้องหาระบอบอื่น เหมือนอินโดนีเซียที่ซูฮาร์โตอยู่มา 31 ปี พอเจอวิกฤตเศรษฐกิจก็เกิดการประท้วงจนอยู่ไม่ได้

“แต่จะอยู่ได้นานต้องใช้เครื่องมือที่ 3 ซึ่งลึกซึ้งที่สุด ถ้าทำได้ก็จะอยู่ได้นานที่สุด คือการควบคุมทางอุดมการณ์ ถ้าคุณสามารถควบคุมความคิดคนให้เห็นว่าการปกครองของคุณ ต่อให้ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดสำหรับสังคม ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ถ้าทุกคนถูกดัดแปลงความคิดจนคิดเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกัน แล้วความคิดนั้นตรงกับรัฐ ก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเมืองอีกต่อไป จะเหลือแต่การปกครอง ทุกคนจะเป็นพลเมืองเชื่องๆ เหมือนหุ่นยนต์ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ปกครองได้ตลอดไป”

 

แล้วเราจะรับมือกับระบอบเผด็จการได้อย่างไร?

ถ้าใครเคยได้อ่านงานเขียนของ จอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง 1984 จะพบว่าสิ่งหนึ่งที่พี่เบิ้ม หรือ Big Brother หวาดกลัวที่สุดก็คือพลเมืองที่สามารถรักษาความคิดอิสระของตัวเองไว้ได้

แม้จะเป็นเพียงนิยาย แต่หลายอย่างใน 1984 ก็ทาบทับได้อย่างพอดิบพอดีกับโลกความเป็นจริง และ Big Brother ในเรื่องก็ไม่ต่างจากระบอบเผด็จการในยุคปัจจุบันมากนัก ดังนั้นวิธีรับมือกับระบอบนี้ได้ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาจุดยืนทางความคิดของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคง และไม่สั่นคลอนไปตามวาทกรรมชวนเชื่อที่รัฐพยายามปลูกฝัง

“ในฐานะคนสอนหนังสือ ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ โดยที่ยังสามารถรักษาความคิดอิสระของตัวเองไว้ได้ เพราะหน้าที่ของคนที่เป็นนักคิดคือ การชี้ให้คนทั่วไปเห็นว่าโลกไม่จำเป็นต้องเป็นในแบบที่มันเป็นอยู่ มันมีโอกาสที่จะมีสิ่งที่ดีกว่านี้เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นถ้าระบอบเผด็จการทำงานอยู่บนฐานของการเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันให้คุณยอมรับว่าตอนนี้ดีที่สุดแล้ว ความหวังของสังคมไทยก็อยู่ที่นักคิดที่ต้องชี้ให้เห็นว่ามันมีอนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน”

 

ทำไมต้องประชาธิปไตย?

ในทางรัฐศาสตร์ เผด็จการ หรือประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าระบอบการปกครองรูปแบบหนึ่งที่ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง แต่ถ้าเลือกได้คุณอยากจะอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบไหน

อย่าเพิ่งตอบคำถามนี้จนกว่าได้จะฟังแนวคิดของประจักษ์ที่มีต่อระบอบการปกครองทั้ง 2 แบบ

“ผมไม่ได้มองว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เลิศเลอ เผด็จการก็เช่นกัน สำหรับนักรัฐศาสตร์เวลาพูดถึงระบอบการปกครองจะถือว่าเป็นความหมายธรรมดาสามัญมากเลย แค่พูดถึงระบอบการเมืองต่างชนิดกัน เหมือนเป็น OS ทางการเมือง

“ทีนี้ทำไมผมถึงเชื่อในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า ก็เพราะอย่างน้อยมันผ่านการพิสูจน์ และทดลองใช้มาแล้วในที่ต่างๆ ทั่วโลก มันเป็น OS ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้มากกว่าระบอบเผด็จการ โดยเฉพาะระบอบเผด็จการแบบทหารซึ่งเป็น OS ที่ล้าหลังที่สุด”

ถึงแม้จะยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยอาจจะยังไม่ใช่ระบอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน แต่ข้อดีของมันคือเป็นระบอบที่ยังอัพเดตให้ดีขึ้นได้ ต่างจากระบอบเผด็จการที่อาจเดินทางมาถึงทางตันจนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

“คุณจะไปคาดหวังให้เขาเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเอาทหารประเทศไหนก็ตามมาบริหารประเทศก็ต้องเจอแบบนี้แหละ เพราะทหารส่วนใหญ่ถูกฝึกมาให้คิดถึงเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก นอกนั้นเป็นเรื่องรองหมด ดังนั้นทหารจึงมองทุกอย่างจากเลนส์ของความมั่นคง โปเกมอนโกก็เป็นภัยความมั่นคงได้ ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ โปเกมอนโกอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจ ถ้าคุณเป็นวัยรุ่น โปเกมอนโกคือการพักผ่อนหย่อนใจ แต่ถ้าคุณเป็นทหาร คุณจะมองว่าโปเกมอนโกเป็นภัยความมั่นคงหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติเขาถูกฝึกมาปกป้อง คุ้มครองความปลอดภัยของพวกเรานี่แหละ

“ฉะนั้นพอเราเอาเผด็จการทหารมาใช้ในฐานะระบอบการเมือง นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ คุณจะไปคาดหวังในสิ่งที่เขาไม่มีไม่ได้ ทั้งความโชติช่วงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสมัยใหม่ การปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก ในขณะที่ประชาธิปไตยมีความลื่นไหล ยืดหยุ่นมากกว่า แล้วก็มีตัวอย่างให้เห็นเป็นไม่รู้กี่สิบประเทศ ระบอบเผด็จการสร้างแค่ความสงบ แต่เป็นความสงบที่มีต้นทุนสูงมาก และเป็นต้นทุนที่ถูกทำให้มองไม่เห็น เพราะมีการควบคุมข้อมูลข่าวสาร มีปัญหาเราก็พูดไม่ได้อย่างเต็มที่หรอก มันถึงดูสงบสุขดี ต้นทุนก็เลยสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการอยู่แบบสงบอย่างนี้”

สุดท้ายถึงวันนี้เราจะเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองรูปแบบไหน แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้คือพยายามเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้รู้เท่าทัน และช่วยกันเฝ้าระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป เหมือนที่ประจักษ์ทิ้งท้ายไว้ว่า

“วิกฤติในสังคมตอนนี้ ถ้าจะมีข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ อย่างน้อยสังคมไทยก็เรียนรู้แล้วว่าระบอบประชาธิปไตยมีความบกพร่อง ผิดพลาดได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ดีเสมอไป เราจะได้รู้จักตรวจสอบนักการเมือง รัฐบาล หรือใครก็ตามที่ใช้อำนาจประชาชนผ่านการเลือกตั้งในนามของประชาธิปไตย

“แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดก็คือ สังคมไทยยังไม่ได้วิพากษ์ หรือรู้เท่าทันระบอบเผด็จการเท่าๆ กับที่เราวิพากษ์ระบอบประชาธิปไตย พูดง่ายๆ คือสังคมไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังโลกสวยกับเผด็จการ เวลาพูดถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะตื่นตัวมาก อยากจะตรวจสอบ

“แต่พอเป็นระบอบเผด็จการ เรากลับบอกว่า ให้เขาบริหารบ้านเมืองไปเถอะ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ซึ่งจะว่าไปมันก็ประหลาดนะ”

Source : http://themomentum.co/momentum-feature-dictatorship-prajak

รากเหง้าของความขัดแย้งในโลกปัจจุบัน

รากเหง้าของความขัดแย้งในโลกปัจจุบัน

Author : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

เราจะเข้าใจภาพน่าสะพรึงกลัวของความรุนแรงและสงครามที่กระจายไปทุกพื้นที่ของโลกในวันนี้ได้อย่างไร

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้รับเกียรติไปคุยในการประชุมสัมมนาเรื่อง “ มองไปข้างหน้า …บทเรียนจากอดีต ” จัดโดยศูนย์นโยบายโลกมุสลิม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเด็นที่ไปแลกเปลี่ยนยังคงอยู่ในสมอง จึงขออนุญาตินำมาขยายความนะครับ

ความเข้าใจ “อดีต ” ช่วยให้มอง/เข้าใจปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น แต่ความรู้ความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้จะ “สร้างทาง”ไปสู่อนาคตได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขพลังทางสังคมอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งบางปัจจัยก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้หรือผูกพันความซับซ้อนไว้มากเกินกว่าคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจะแก้ไขได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะ “ สร้างทาง” ไปสู่อนาคตได้หรือไม่ได้ก็ตาม เราก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ให้ชัดเจนขึ้น

ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นผลผลิตที่สำคัญของเงื่อนไขพลวัตรทางประวัติศาสตร์อย่างน้อยห้าประการด้วยกัน ได้แก่ 1.การเกิด “รัฐชาติ” ในสภาวะที่ยังไม่มี”ชาติ” (อาณานิคม) 2.การเกิดรัฐชาติกับการแตกตัวทางชนชั้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 3.สงครามเย็นกับ “ปัญหาความขัดแย้ง”ใต้พื้นผิว 4.การสิ้นสุดสงครามเย็น/ เสรีนิยมใหม่ /จักรวรรดิ์นิยมใหม่ 5.” เศรษฐกิจสงคราม” ต่อต้านจักรวรรดิ

การเกิด “รัฐชาติ” ในสภาวะที่ยังไม่มี”ชาติ” (อาณานิคม) เป็นรากเหง้าพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน กล่าวคือ การขีดเส้นแบ่งอำนาจการปกครองของบรรดาเจ้าอาณานิคมที่ไม่ได้แยแสความแตกต่างของชาติพันธ์ภายใต้อำนาจปกครองของตนเอง ได้ส่งผลให้ “รัฐ” ที่เกิดใหม่หลังสงครามโลกจึงเป็น“รัฐ” ที่ยังไม่มีความสำนึกความเป็น “ ชาติ” ร่วมกัน เจ้าอาณานิคมจะเลือกเอากลุ่มชาติพันธ์บางกลุ่มขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆใน “รัฐ” ใหม่ที่สถาปนาขึ้น เพื่อที่จะให้เจ้าผู้ปกครองรัฐใหม่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนในลักษณะเดียวกับที่เป็นมาก่อนได้เอกราช ซึ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างทางชาติพันธ์ดำรงอยู่

เมื่อเกิดรัฐชาติใหม่ขึ้นมา เจ้าผู้ปกครองรัฐใหม่ก็จะดำเนินนโยบายที่ยังประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มชาติพันธ์ของตน ส่งผลทำให้เกิดการแตกตัวทางชนชั้นที่ขึ้นอยู่กับชาติพันธ์ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธ์เดิมคุกรุ่นมากขึ้น ตัวอย่างของโลกอาหรับชัดเจนมากว่าภายใต้เงื่อนไขน้ำมันเป็นสินค้าจำเป็นและมีราคาสูงทำให้เกิดการแตกตัวทางชนชั้นชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกับรัฐได้แปรรูปรัฐมาสู่การเป็นรัฐแสวงหาค่าเช้าทางเศรษฐกิจ (rentier-state)ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับอิทธิพลของบริษัทน้ำมันใหญ่ ๗ บริษัท (Seven Sisters) ซึ่งย่ิงทำให้ช่องว่างทางชนชั้นและชาติพันธ์ถ่างมากขึ้น

ในช่วงเวลาของสงครามเย็นจนถึง ค.ศ.1990 ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธ์ได้ปะทุขึ้นแต่อยู่ภายใต้กรอบการคิดและปฏิบัติการณ์ของโลกสองฝ่าย ซึ่งทำให้ปัญหาทางชาติพันธ์ถูกซ่อนเอาไว้ใต้พรมของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้ทำให้กลุ่มชาติพันธ์ย่อยต่างๆได้มีโอกาสสะสมความชำนาญในการต่อสู้หลายรูปแบบและสามารถที่จะสะสมอาวุธ/ทรัพยากรไว้ได้ไม่น้อยทีเดียว ขณะเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขการต่อสู้ของสงครามเย็น การช่วงชิงพลเมืองด้วยการขยายตัวของการบริการของรัฐขยายตัวมากขึ้น แต่การโอบอุ้มพลเมืองก็เป็นไปตามการแบ่งกลุ่มเชื้อชาติ/ศาสนา/วัฒนธรรม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาชนชั้นและชาติพันธ์ให้ความเกลียดชังระหว่างกันทวีมากขึ้น

การสิ้นสุดสงครามเย็นจากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาได้ทำให้เกิดการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในรัฐและระหว่างรัฐในรูปแบบใหม่ ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพลเมืองกับรัฐได้แปรรูปไปตามลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ลดภาคการบริการของรัฐลง โดยปลดปล่อยปัจเจกชนในดำรงอยู่ในระบบตลาดด้วยตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ปัญหาความยากจนทวีสูงขึ้นมาก

พร้อมกันนั้น การจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ที่ทุนเบื้องหลังรัฐทุกรัฐได้สานสายใยสัมพันธ์ข้ามรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดได้ทำให้การขูดรีดทำได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องพะวงต่อการปกป้องพลเมืองจากอำนาจรัฐแบบเดิม ซึ่งทำให้การขยายอำนาจข้ามรัฐโดยมหาอำนาจเกิดขึ้นทั่วไปและเกิดขึ้นไม่ยากนัก ซึ่งย่ิงทำให้ความคับแค้นของผู้ยากไร้เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ปกครองรัฐตนเองเท่านั้น หากแต่มองข้ามไปถึงจักรวรรดิ์ใหม่ที่ขยายตัวเข้ามาขูดรีดตนเองด้วย

“ประวัติศาสตร์” ที่ดำเนินมาดังกล่าวนี้ จึงทำให้รอยปะทุของความคับแค้นของผู้คนเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น เมื่อกลุ่มคนผู้ยากไร้และเป็นคนละชาติพันธ์กับผู้ปกครองมีโอกาสในการสร้างหรือสัมพันธ์กับสภาพการเป็น “กองทหาร” ภายใต้เงื่อนไขสงครามเย็นที่ผ่านมา จึงพร้อมที่จะใช้ประสพการณ์และความสามารถต่างๆเพื่อปลดเปลื้องความคับแค้น พร้อมกันนั้น การแสวงหาผลประโยชน์จากการทำสงครามจากกลุ่มทุนอีกมากมายหลายกลุ่มจึงทำให้ “ สงคราม” เป็นที่มาของโภคทรัพย์ การเลี้ยงไข้ “สงคราม” ให้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจึงเป็นเรื่องที่กลุ่มทุนอาวุธให้การสนับสนุนอย่างกึ่งลับกึ่งเปิดเผย

รากเหง้าที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและสงครามในโลกวันนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เป็นผลต่อเนื่องที่ดำเนินมาจาก “ อดีต” ที่ถักสานกันมาอย่างต่อเนื่อง เรา : คนตัวเล็กตัวน้อยในโลกนี้จึงต้องรับกรรมร่วมไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้