ตัวตน โศกนาฎกรรม สันติประชาธรรม และ ‘ความล้มเหลวอันสง่างาม’ ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

Author : Pokpong Junvith

“…ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้

นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม

ชีวิตอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้…”

หากจะมีใครสักคนที่สามารถพูดถึง ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ได้อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในนั้นคือ ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ผูกพันกับอาจารย์ป๋วยในฐานะลูกศิษย์ และมีบทบาทสำคัญในการสานต่อพันธกิจแห่ง “สันติประชาธรรม” ที่อาจารย์ป๋วยได้วางรากฐานไว้

ตัวตนและความคิดของป๋วยมีรากที่มาอย่างไร? มรดกทางความคิดของป๋วย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสันติประชาธรรม อยู่อย่างไรในสังคมปัจจุบัน และยังมีน้ำยาอยู่หรือไม่? ชีวิตของป๋วยเป็นชีวิตที่สำเร็จหรือล้มเหลว ในเมื่ออุดมคติของป๋วยอย่างประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสันติวิธี นับวันยิ่งเลือนลางไกลห่างจากสังคมไทย?

‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ตอบคำถาม ‘ปกป้อง จันวิทย์’ บรรณาธิการเซกชัน Thoughts ของ The101.world โปรดิวเซอร์และผู้เขียนบทสารคดี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์: จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในวาระ 100 ปีชาตกาล เมื่อเดือนมีนาคม 2559

หนึ่งปีผ่านไป เราชวนคุณรำลึกถึงอาจารย์ป๋วยด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งเผยแพร่ที่นี่เป็นครั้งแรก

……………………………………………..

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวตนของอาจารย์ป๋วยก่อร่างสร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากอะไรบ้าง

ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่าวิธีที่เราเป็นอะไร มันขึ้นอยู่กับคนที่เราพบ ถ้าจำได้ในงานปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 14 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “พิศ(ษ)ผู้หญิงในชีวิตของสันติวิธี” ที่ผมแสดงไว้ในวาระครบรอบ 99 ปีชาตกาล ก็พูดถึงอิทธิพลของภรรยา คือ คุณมาร์เกรท สมิธ ที่มีต่อความคิดความอ่านของอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสันติวิธี กล่าวได้ว่าอาจารย์ได้รับอิทธิพลจากคนสำคัญในชีวิตที่เดินเคียงข้างกันมาตลอด

แต่แหม่มมาร์เกรทคงไม่ใช่คนเดียวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตอาจารย์ป๋วย ผมไม่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน แต่ผมคิดว่าอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายว่าภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ที่เราอยู่ มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างไร

สำหรับอาจารย์ป๋วย ถ้าไม่นับครอบครัว ผมคิดว่ามีพื้นที่สำคัญๆ อย่างน้อย 4 พื้นที่ที่น่าคิดเกี่ยวกับชีวิตของท่าน พื้นที่แรกคือโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นทั้งนักเรียนที่นั่น และเป็นทั้งมาสเตอร์หรือครู

พื้นที่ที่สองคือ ขบวนการเสรีไทย อาจารย์ป๋วยเข้าร่วมตอนเป็นนักเรียนอังกฤษ ไปฝึกทหาร โดดร่มเสี่ยงตายลงมาปฏิบัติภารกิจที่เมืองไทย แล้วถูกจับได้ อาจารย์มีหลายบทบาท ทั้งการถอดรหัสเอกสารต่างๆ เป็นเซนเตอร์ของวิทยุที่สื่อสารกับฐานกำลังของฝ่ายพันธมิตรที่อินเดีย ภารกิจเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ในฐานะเสรีไทย

พื้นที่ที่สามคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญมากต่อความเป็นอาจารย์ป๋วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่ลายเซ็นของเราจะไปปรากฏบนกระดาษแบงก์ ผมสงสัยเวลาอาจารย์ป๋วยเห็นชื่อตนเองบนธนบัตร คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร หรือเวลาลูกๆ เห็นจะรู้สึกอย่างไร

พื้นที่สุดท้าย ถ้าเป็นฝรั่งจะเรียกว่าเป็นพื้นที่โศกนาฏกรรม มีความสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทสังคม และเข้าใจตัวตนอาจารย์ป๋วยด้วย ก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ถ้าเราเข้าใจพื้นที่เหล่านี้ เราจะรู้ว่าอาจารย์ป๋วยดำเนินชีวิตอย่างไร

การเป็นทั้งนักเรียนและมาสเตอร์ของโรงเรียนอัสสัมชัญ สร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร

ผมตอบไม่ได้ว่าอัสสัมชัญสร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร แต่ผมคิดว่าอัสสัมชัญมีสิ่งที่น่าสนใจหลายเรื่อง คืออัสสัมชัญในยุคโน้นเป็นโรงเรียนที่มีนักบวชให้เราเห็น สมัยผมยังทันเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ แน่นอนว่าอาจารย์ป๋วยได้เจอบราเดอร์ฮีแลร์ด้วยเหมือนกัน

ผมเข้าใจว่าในชีวิตของบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นคนที่ยืนหยัดในสิ่งที่ท่านเห็นว่าไม่ชอบ ไม่ถูก ฝ่ายหนึ่งอาจบอกว่าบราเดอร์เป็นตัวแทนของความคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะเรื่องที่เขาคงไม่ชอบการปฏิวัติฝรั่งเศสเท่าไหร่ แต่ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ สำหรับบราเดอร์เหล่านั้น เขามีความคิดว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วเขาก็ยืนหยัดกับสิ่งที่เชื่อว่าถูก

ตัวอย่างเช่น กรณีการโต้เถียงกับฝ่ายรัฐบาลที่บังคับให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนอัสสัมชัญด้วยเหตุผลว่าชื่ออัสสัมชัญไม่ใช่ชื่อไทย รัฐบาลสมัยโน้น ถ้าจำไม่ผิดคือสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม บอกว่าเป็นชื่อฝรั่ง บราเดอร์ฮีแลร์ก็อาศัยความเป็นเอตทัคคะทางภาษาสู้เรื่องนี้ ท่านเถียงว่าชื่อ ‘อัสสัมชัญ’ เป็นภาษาไทย ‘อัสสัม’ มาจากคำว่า ‘อาศรม’ แปลว่า ‘ที่อยู่’ ส่วน ‘ชัญ’ มาจากคำว่า ‘ชโย’ แปลว่า ‘ความรู้’ นี่คือ ‘อาศรมแห่งความรู้’ บรรยากาศเหล่านี้มีส่วนในการปรุงแต่งอาจารย์ป๋วย ตัวท่านเองก็เหมือนกัน สมัยรัฐบาลเผด็จการอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็นไทย อาจารย์ก็ไม่ยอมเปลี่ยน บอกว่าชื่อ “ป๋วย” เป็นคำไทยอยู่แล้ว

อัสสัมชัญเป็นฐานของความรู้ และมันไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบัน มันมีเนื้อของศีลธรรมบางลักษณะเจืออยู่ในนั้น มีเมล็ดพันธุ์ของมิตรภาพ ผมเชื่อว่าเมื่ออาจารย์ป๋วยโตขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็งอกงามติดตัวอาจารย์ไปในที่ต่างๆ

 

ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย

ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม

แล้ว “เสรีไทย” มีอิทธิพลต่อชีวิตของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

สงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนแปลงโลกในหลายลักษณะ และเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่บนโลกด้วย ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยที่อยู่อังกฤษ ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อพูดถึงปัญหานี้กับแหม่ม ผมคิดว่าทั้งคู่ต้องโต้เถียงกันหรือมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร

สำหรับแหม่มอาจไม่เห็นด้วยเลยกับการเข้าร่วมสงครามทุกชนิด แต่อาจารย์ป๋วยรู้สึกว่าการป้องกันประเทศยังสำคัญอยู่ จึงเข้าไปเป็นทหาร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประสบการณ์นี้ เป็นประสบการณ์หนึ่งที่เชื่อมอาจารย์ป๋วยเข้ากับคนอีกกลุ่ม ซึ่งปกติอาจไม่ใช่ผู้คนในแวดวงของอาจารย์เท่าไหร่ นั่นคือ ผู้คนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง เพราะรากฐานของเสรีไทยคือรัฐไทยหรือผู้มีอำนาจในเวลานั้น ซึ่งตัดสินใจว่าจะต่อสู้กับญี่ปุ่นและช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตรตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎรเองก็มีแนวความคิดเรื่องการไม่ยอมให้ญี่ปุ่นบุก หรือไม่ยอมให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อประเทศไทยมากเกินไป อาจารย์ป๋วยเองก็เชื่อมตัวเองเข้ากับคนเหล่านี้

ภาระงานถอดรหัสที่อาจารย์ป๋วยทำอาจเป็นช่องทางที่เชื่อมโลกของฝรั่ง โลกของสัมพันธมิตร และโลกของการต่อสู้ในประเทศไทย ฝรั่งเชื่อถืออาจารย์ป๋วยพอสมควร เวลาแต่งตั้งใคร หรือเกิดอะไรบางอย่าง ฝรั่งจะมาถาม อาจารย์ป๋วยก็อธิบายให้ฟังว่าคืออะไร นี่ก็สำคัญ อาจารย์ป๋วยคล้ายเป็นวีรบุรุษในแง่ของการต่อสู้เพื่อชาติ แต่วิธีที่อาจารย์เป็นวีรบุรุษ เป็นวิธีที่อาจารย์เชื่อมโลกสองฝั่งเข้าหากัน

อาจารย์ป๋วยสร้างวิธีให้คนสามารถสื่อสารกันได้ พยายามทำงานในส่วนที่เชื่อมโยงสังคมไทยให้เห็นว่าพันธมิตรเป็นอย่างนี้ สังคมไทยเป็นอย่างนี้ วิธีที่อาจารย์ป๋วยทำงานคือพยายามป้องกันสังคมไทยไม่ให้ได้รับอันตรายจากสิ่งต่างๆ

การมีประสบการณ์เข้าร่วมสงครามในบทบาทของเสรีไทยสอนอะไรแก่อาจารย์ป๋วย มันมีส่วนผลักอาจารย์ป๋วยไปสู่เส้นทางสันติประชาธรรมอย่างไร

ผมคิดว่า ณ ช่วงนั้น คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความคิดเรื่องสันติประชาธรรม หรือเรื่องสันติวิธี ยังไม่ก่อร่างสร้างรูปในความคิดความอ่านของอาจารย์ป๋วยถึงขนาดนั้น อาจารย์ได้รับอิทธิพลมาแน่ แต่ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม เราทุกคนเห็นอยู่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนสามัญล้มตายไปทั่วโลก อันนี้คงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ป๋วย

อาจารย์ป๋วยตัดสินใจเข้าเป็นทหาร ในขณะที่แหม่มตัดสินใจไม่เข้าร่วมสงคราม ทั้งสองคนเชื่อกันคนละทาง แต่ก็ยังเคารพกันและกัน นี่เป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจ

ทั้งคู่คือภาพสะท้อนของกระแสสันติวิธีหลายแบบ แต่ละคนต่างใช้สันติวิธีอยู่เหมือนกัน คนหนึ่งกำลังใช้ conscientious objector คือไม่เห็นด้วยที่จะเข้าไปมีส่วนกับสงครามในอังกฤษ บนฐานของจริยธรรมและศีลธรรม ส่วนอาจารย์ป๋วยก็ต่อสู้ด้วยอีกวิธีหนึ่ง

แหม่มเป็นนักสันติวิธีแบบไหน ได้อิทธิพลมาจากสำนักคิดใด

สำนักคิดของสันติวิธีมีหลายสาย แต่ถ้าพูดกันอย่างรวดเร็ว ก็อาจบอกว่าพวกหนึ่งเป็นพวกสันติวิธีในสายหลักการ ภาษาฝรั่งใช้คำว่า principle คือยืนอยู่บนหลักการของศีลธรรมบางอย่างที่สมควร อีกอันคือสันติวิธีบนฐานของศาสนา คนเลือกใช้สันติวิธีเพราะว่ามันทำงานได้ เป็นเชิงปฏิบัตินิยม

สำหรับแหม่ม ผมคิดว่าเป็นนักสันติวิธีเชิงหลักการ ไม่ใช่เชิงศาสนา คุณยายท่านเป็นคนเคร่งศาสนา คุณแม่ของท่านเป็น quaker ตัวแหม่มเป็น socialist หรือเป็น agnostic คือไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แต่มีหลักการในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้ขัดกัน แม้ไม่ได้มาจากฐานของศาสนา แต่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาได้ จุดยืนแบบนี้ผมคิดว่าในสายตาของอาจารย์ป๋วยเป็นเรื่องที่กล้าหาญและน่านับถือ

อย่าลืมว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเวลาไล่ๆ กันกับการรณรงค์เรียกร้องสิทธิผู้หญิงเรื่องการเลือกตั้ง ขบวนการนี้ก็ใช้สันติวิธีเป็นหลักเหมือนกัน ไม่แปลกอะไรที่การยืนหยัดแบบนี้จะเป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียกร้องสิทธิด้วย ผมคิดว่าหลักการและจุดยืนเช่นนี้น่าจะมีอิทธิพลต่ออาจารย์ป๋วยพอสมควร

ในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีส่วนสร้างความเป็น “ป๋วย” อย่างไร

การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งผล 2-3 อย่าง ถ้าการเข้าร่วมเสรีไทยหมายถึงการต้องเข้าทำสงคราม เพื่อให้ประเทศปลอดภัยจากภัยคุกคามของญี่ปุ่น การทำงานที่แบงก์ชาติอาจหมายถึงการต้องเดินไปให้ฝ่ายเผด็จการจับมือ แต่มันคือการทำหน้าที่เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า คือเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ และอาจารย์ป๋วยก็ทำเช่นนั้นได้อย่างงดงาม

ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลฉ้อฉล มีปัญหา มีคอร์รัปชั่น ความน่าสนใจคือในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

คนแบบอาจารย์ป๋วยต้องกล้าหาญพอสมควร ต้องกล้าแสดงจุดยืน ช่วงนั้นคือวันเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคนซื่อสัตย์ มีหลักการ กล้าหาญ กล้าเถียงกับฝ่ายเผด็จการหรือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในเวลานั้นได้ ผมคิดว่าหาไม่ค่อยได้นะ ฉะนั้นบทบาทของอาจารย์ป๋วยมันก็เลยเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน และมีผลต่อการพัฒนาประเทศในช่วงเวลานั้นด้วย

อาจารย์ป๋วยสร้างแบงก์ชาติให้งามเด่นท่ามกลางความฉ้อฉลได้อย่างไร

ผมว่าอาจารย์ป๋วยทำได้เพราะว่าตอนนั้นคนอื่นยังไม่รู้ว่าแบงก์ชาติสำคัญขนาดไหน คือไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบชั่วร้ายหน่อย ก็ต้องบอกว่าอาจารย์ป๋วยค่อยๆ เข้าไปวางโครงสร้าง วางแนวทาง วางอะไรต่อมิอะไร เพื่อพัฒนาสถาบันนั้นขึ้นมาในช่วงแรก เพราะอาจารย์ป๋วยเห็นอยู่ว่ามันสำคัญขนาดไหนแม้จะไม่ค่อยมีใครสนใจก็ตาม อาจมีคุณสฤษดิ์เห็น แต่ก็เห็นแค่ว่าอาจารย์ป๋วยเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ จึงอยากดึงมาช่วยงาน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้สร้างและวางรากฐานไว้ มันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากบทบาทของแบงก์ชาติในเวลาต่อมา ภาพเงาของอาจารย์ป๋วยก็เลยฉาบทับอยู่ที่แบงก์ชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือความกล้าหาญ ความเป็นมืออาชีพในฐานะที่เป็นคนบริหารการเงินการคลังของประเทศ เพียงแต่ว่าคนนอกอย่างเราไม่เห็น ไม่รู้ว่ากระบวนการบริหารเป็นอย่างไร แต่การที่อาจารย์ป๋วยสามารถทำได้ ผมว่าน่าสนใจมาก ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยเห็นภาพใหญ่ด้วย เห็นว่ามันโยงอยู่กับเรื่องอื่นๆ เช่น ปัญหาการพัฒนาชนบท ซึ่งก็อยู่ในใจท่านเหมือนกัน

อาจารย์ป๋วยบริหารอำนาจ จัดการกับอำนาจที่เหนือกว่าอย่างไร โดยมีสองมิติอยู่ในคนๆเดียวกัน นั่นคือ ความเป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักการ เป็นนักอุดมคติ และความเป็นนักปฏิบัติการ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วต้องหาวิธีจัดการมันให้บรรลุผล หนำซ้ำทั้งสองมิตินี้ยังผสมกันอย่างลงตัวและงดงามเสียด้วย

คนที่ทำงานสันติวิธีต้องเป็นนักปฏิบัติด้วย ผมมักอธิบายว่าจุดเด่นของนักสันติวิธีก็คือความสมจริงของมัน ความสมจริงมาจากไหน ผมอธิบายง่ายๆ ว่าความคิดเรื่องสันติวิธีเหมือนเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในทางสังคมการเมือง แต่เป็นอาวุธที่เมื่อถูกใช้ จะมีความสามารถพิเศษในการแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคู่ต่อสู้ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมใช้ปืน ปืนมันแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคนไม่ได้

สมมติว่าคุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ผมเห็นคือคุณเป็นคนทำร้ายครอบครัวผม ฉะนั้นเมื่อผมยิงคุณ ผมยิงคุณในฐานะที่คุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ปืนทำไม่ได้คือแยกแยะว่า อ๋อ คุณไม่ได้เป็นแค่คนทำร้ายครอบครัวผม แต่คุณยังเป็นพ่อด้วย เป็นน้องด้วย เป็นลูกด้วย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย

มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์คนไหนจะมีบทบาทเดียว แต่สิ่งที่ความรุนแรงกระทำ คือมันลดรูปทุกอย่างลงมา ทำให้มองเห็นคนเหลือแค่บทบาทเดียว คนนี้เป็นศัตรู คนนี้เป็นยิว คนนี้เป็นเผด็จการ คนนี้เป็นโน่นเป็นนี่ แต่สันติวิธีไม่ทำอย่างนั้น สันติวิธีเห็นคนอย่างสมจริง คนนี้เป็นเผด็จการ แต่ก็เป็นพ่อด้วยนะ มีลูกสาวสองคน ถึงเป็นเผด็จการ แต่ก็ทำตัวดีกับลูกนะ ดูแลคนแก่นะ

พูดง่ายๆ ว่าแม้ด้านหนึ่งเราไม่เห็นด้วยกับเขา แต่อีกด้านเราสามารถเห็นคุณค่าคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ได้ ซึ่งความรุนแรงนั้นทำไม่ได้ เหตุผลที่ทำไม่ได้ก็เพราะความรุนแรงเป็นอาวุธที่ไม่สมจริง เป็นอาวุธที่ลดรูป

ถ้าพูดในมุมนี้ สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็นในตัวของเผด็จการทหารอย่างคุณสฤษดิ์ อาจเป็นลักษณะนี้ก็ได้ ด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเผด็จการ ซึ่งอาจารย์ป๋วยไม่เห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเป็นคนที่พยายามพัฒนาประเทศไทยด้วย

บางคนอาจยกเหตุผลนี้ในการอธิบายว่าทำไมตัวเองจึงเข้าร่วมกับระบอบที่ไม่ชอบธรรม อาจารย์ป๋วยคิดจากฐานคิดนี้หรือไม่

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คนเลือกใช้วิธีการแบบนี้มีอยู่คือ ในด้านหนึ่ง ต้องใส่ใจกับลักษณะหลากหลาย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ใส่ใจเลย อย่างกรณีของอาจารย์ป๋วยก็คิดว่าเมื่อผมทำหน้าที่ ผมทำงานตามแบบของผม อันนี้คือความซื่อตรงของมนุษย์ในอีกทางหนึ่งของอาจารย์ บางคนก็เรียกว่าเป็นความกล้าหาญ แต่เข้าใจว่าอาจารย์ก็ยืนหยัด พูดง่ายๆ ถ้าเรามองกลับไป แล้วมีเหตุบางเหตุซึ่งเผด็จการอย่างจอมพลสฤษดิ์บีบอาจารย์ ผมไม่สงสัยเลยว่าอาจารย์จะเดินออกจากตำแหน่ง อาจารย์พร้อมที่จะทำอย่างนั้น อาจารย์คงไม่ยึดไว้

วิธีคิดที่อาจารย์เล่ามาทำให้เห็นความหลากหลาย มองคนเป็นคน สมจริง มีหลายมิติ ไม่ลดทอน แล้วอีกด้านหนึ่ง วิธีคิดแบบนี้มีปัญหาบ้างไหม เราจะวิพากษ์วิธีคิดแบบนี้อย่างไรได้บ้าง

ถ้าพูดอย่างตรง วิธีคิดแบบนี้จะทำให้มีปัญหาเรื่องของการต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ แต่นี่เรากำลังพูดจากการแบ่งฝ่ายก่อนนะ และเวลาพูดว่าต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายอธรรม หรือทรราชทั้งหลายทั้งปวง มันรบกวนตรรกะของสันติวิธีเองเหมือนกัน เพราะว่าสันติวิธีต่อสู้กับการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายที่เราสู้ด้วย แต่พอทำอย่างนี้ โจทย์ของความชอบธรรมเลยไม่เคลียร์ ไม่ชัด มีปัญหา จะบอกว่าเป็นจุดอ่อนก็ได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สร้างอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ป๋วยสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างไร

ผมจำอาจารย์ป๋วยได้ตอนที่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยขี่โตโยต้า โคโรล่าคันเล็กๆ เข้ามาทางประตูเศรษฐศาสตร์ การเดินทางของอาจารย์จากแบงก์ชาติ ซึ่งคือการบริหารเศรษฐกิจการเมือง การต้องสัมพันธ์กับฝ่ายอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าอาจารย์จะพอใจหรือไม่พอใจ พอเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่งมันเป็นสถานที่ซึ่งดีมาก เป็นสุขในทางจิตวิญญาณได้ เป็นที่ที่เราไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น คนชอบบอกมหาวิทยาลัยเป็นหอคอยงาช้าง หอคอยงาช้างก็มีเสน่ห์ของมัน เพราะเราอยู่ในหอคอยงาช้างเลยทำให้ไม่ต้องไปยุ่งกับโลกซึ่งเราไม่พอใจ ไม่มีใครมาบังคับบัญชาเราได้ ธรรมศาสตร์มีเซนส์แบบนั้นค่อนข้างสูง

ณ เวลานั้นมหาวิทยาลัยและสังคมไทยเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรุนแรง อาจารย์ป๋วยเองก็ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ทำให้เห็นตั้งแต่ “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง” ซึ่งแสดงท่าทีให้เห็นชัดว่าในที่สุดแล้วหมู่บ้านนี้หรือสังคมไทยต้องการทางเดินของตัวเอง อาจถึงเวลาแล้วที่เผด็จการควรจะหยุดเสียที

สถานที่อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้อาจารย์ป๋วยเปล่งเสียงเหล่านั้นได้หนักแน่นขึ้นกว่าสมัยทำงานอยู่แบงก์ชาติด้วยใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าธรรมศาสตร์มีอะไร ผมคิดว่ามีหลายอย่าง เราชอบบอกว่านักศึกษาเป็นพลังสร้างสรรค์ พลังบริสุทธิ์ แล้วถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราถูกสร้างโดยสิ่งหรือคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย ก็ไม่แปลกอะไร คนที่มาบริหารมหา­วิทยาลัยมีหลายประเภท ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเหมือนกัน แต่ผมหมายความว่า คนอย่างอาจารย์ป๋วยอาจหันด้านซึ่งเหมาะสมกับยุคสมัย ช่วงเวลาและผู้คนก็ปรากฏชัดขึ้น ธรรมศาสตร์มันเอื้อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มีประวัติศาสตร์ของมัน ประวัติศาสตร์ของการต่อต้านเผด็จการ ประวัติศาสตร์ของการเดินขบวนคัดค้าน ประวัติศาสตร์ของขบวนการนักศึกษาที่เข้มแข็ง มีอะไรต่ออะไรในตัวมันอยู่ แล้วมันยังคืออดีตของเสรีไทย

อาจารย์ป๋วยมีส่วนช่วยทำอะไรให้กับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไทยเดินไปบนเส้นทางเสรีประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าโจทย์ของอาจารย์ป๋วยตลอดมาคือ ฉันเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ฉันจะช่วยสังคมไทยอย่างไร เวลาสังคมไทยถูกรุกราน ฉันก็ทำอย่างหนึ่ง เวลาสังคมไทยอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ฉันกลัวมันจะทำเศรษฐกิจการคลังเจ๊ง ฉันก็ช่วยมันแบบหนึ่ง ฉันไม่ได้ช่วยเผด็จการ แต่ฉันช่วยสังคมไทย พอมาอยู่ในธรรมศาสตร์ก็อาจมองเห็นว่า ตอนนี้สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ฉันจะช่วยสังคมไทยให้ก้าวไปในเส้นทางเสรีประชาธิปไตยได้อย่างไร ฉันอยากจะทำ นี่อาจจะคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็น

อาจารย์ป๋วยทำให้คนธรรมศาสตร์เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และคล้ายๆ ว่ามีโปรแกรมของอนาคตด้วย ก็คือ “ปฏิทินความหวัง” “สันติประชาธรรม” “จดหมายนายเข้มฯ” ทั้งหมดนี้รวมๆ กันในฐานะมรดกและตัวตนของอาจารย์ อาจารย์ได้รับความนับถือเพราะต่อสู้มาแล้วในฐานะเสรีไทย ทำมาแล้วในแบงก์ชาติ พออาจารย์เข้ามาที่นี่ ผมคิดว่าบรรยากาศในเวลานั้นเอื้อต่อการที่อาจารย์จะทำให้เห็นว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องการอะไร

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่อาจารย์เลือกคนไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์เสน่ห์ จามริก อาจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี ซึ่งเป็นคนมีฝีมือ และอาจารย์ก็สามารถบริหารจัดการคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งเวลาที่ต้องเจอกับขบวนการนักศึกษาซึ่งกำลังลุกเป็นไฟ

อาจารย์อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน บรรยากาศของความยากลำบากที่อาจารย์ป๋วยต้องอยู่ระหว่างเขาควายของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาเป็นอย่างไร

ตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราเห็นชัดว่าเราอยู่ตรงไหน หรือควรจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนเหล่านั้นเขามองในมุมผู้ใหญ่ ในด้านหนึ่งเขาก็อยากจะป้องกันเด็ก แต่ขณะเดียวกันเวลาเราพูดถึง 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ สิ่งที่น่าสนใจคือระหว่าง 14 ตุลาฯ ถึง 6 ตุลาฯ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่ไม่โดนกระทำนะ ถูกบุก ถูกเผา ถูกกระทำเยอะแยะไปหมด แล้วใครต้องรับภาระในการจัดการปัญหาพวกนี้ ผมคิดว่าก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยในตอนนั้น อาจารย์ป๋วยเองก็ต้องรับผิดชอบดูแลสิ่งเหล่านี้พอสมควร

ตอนเป็นนักศึกษา อาจารย์คิดเห็นอย่างไร เข้าใจผู้ใหญ่อย่างอาจารย์ป๋วยอย่างไร

ด้านหนึ่งนักศึกษาก็เข้มข้นขึ้นในแง่อุดมการณ์ความคิด คือช่องว่างระหว่างฝ่ายขบวนการนักศึกษากับฝ่ายผู้บริหาร มันถ่างออกจากกัน รวมทั้งต้องพูดด้วยว่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ไม่ใช่ที่ซึ่งปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองทุกอย่างไป มันก็มีครูบาอาจารย์ซึ่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ครูบาอาจารย์ซึ่งสนับสนุนฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ผมคิดว่าผู้บริหารก็รู้ อาจารย์ป๋วยเองก็ทราบ การบริหารธรรมศาสตร์ยากกว่าการบริหารการเงินการคลังของประเทศหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่นี่คือโจทย์หนึ่งที่อาจารย์ต้องทำ ภาพที่อาจารย์ป๋วยห้ามทัพก็เป็นภาพที่ทุกคนเห็นชัดว่าเป็นเช่นไร

อาจารย์ป๋วยใช้วิธีอะไรในการแก้โจทย์ที่ยากขนาดนั้นในสมัยนั้น

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยมีบารมี มีคนให้การยอมรับอาจารย์ป๋วยอยู่พอสมควร กระแสของการต่อสู้ในสังคมเวลานั้น ด้านหนึ่งเป็นเรื่องชาตินิยมด้วย พยายามดึงให้เห็นว่าเราพยายามทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นสายสังคมนิยมด้วย อาจารย์ป๋วยเห็นใจต่อคนยากคนจนและประโยชน์ของผู้ยากไร้ ซึ่งพวกนี้มีผลต่อการที่อาจารย์ได้รับความนับถือจากนักศึกษา ผมคิดว่ายิ่งอาจารย์เป็นอย่างนี้ นักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ยิ่งแรงกับอาจารย์ คล้ายๆ ว่าถ้าอยู่ข้างนี้แล้ว ขยับมาอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ช่วยอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ผมคิดและเดาว่าคงเป็นความรู้สึกทำนองนั้น ผมเองไม่ได้อยู่กับพรรคนักศึกษาในเวลานั้น เวลาผมสมัครผู้แทนก็สมัครเป็นอิสระ เพื่อนๆ ก็หมั่นไส้เหมือนกัน แต่ผมว่าจริตก็คล้ายๆ กัน คือถูกด่าทั้งคู่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ …

มันหัวใจสลายนะ

เรื่องราวทั้งหมดที่จบลงถือเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของอาจารย์ป๋วยหรือไม่

ผมคิดว่าถ้าคนแบบอาจารย์ ซึ่งเป็นคนที่ใช้และอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คนในสังคมในแบบที่อาจารย์คิดว่าเหมาะสม ยืนหยัดอยู่กับแนวทางที่อาจารย์เชื่อว่ายุติธรรม เสรี เป็นสันติ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ เพราะทุกสิ่งที่อาจารย์เป็นมาตลอด รวมทั้งในฐานะอธิการบดีด้วย เขารู้สึกว่ามีภาระที่จะต้องดูแล สิ่งสำคัญคือต้องดูแลมหาวิทยาลัย ดูแลนักศึกษา อย่างน้อยที่สุดคือเรื่องความปลอดภัย

แต่พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ทั้งการถูกเผา ถูกกระทำ มีคนถูกฆ่า มีคนเจ็บ มีคนถูกรังแก อาจารย์ก็คงไม่พอใจว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ต่อสู้เหมือนกัน คือไม่สบายใจที่เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่เส้นทางที่อาจารย์อยากจะเห็น แต่มันคือเส้นทางของโศกนาฏกรรมซึ่งปูทางมาเรื่อยๆ จนมาระเบิดเมื่อเกิดรัฐประหารหลัง 6 ตุลา 2519 รัฐประหารเป็นตัวปัญหาหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าไม่มีใครไม่เห็นว่ามันเป็นโศกนาฏกรรม สังคมไทยเห็น คนธรรมศาสตร์ยิ่งเห็นภาพชัดกว่า

เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมของธรรมศาสตร์ แต่มันเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศและของชีวิตอาจารย์ป๋วยด้วย

อาจารย์ป๋วย ณ เวลานั้นอธิการบดี เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเลือดท่วมธรรมศาสตร์แล้วอธิการบดีจะทำอย่างไร ในความหมายนั้นก็เหมือนว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่มองดูผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย ถูกทรมาน ถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจารย์ไม่ใช่เป็นคนที่เคร่งครัดนับถือศาสนาอะไร ถ้าจะมีพื้นที่บางพื้นที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่มหาวิทยาลัยคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่ควรจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายเมื่อเกิดขึ้น นั่นแหละจึงเป็นโศกนาฏกรรม

อาจารย์ป๋วยรับมือกับโศกนาฏกรรมอย่างไร

ท่านพยายามจะอยู่กับมัน แต่ความเสียใจก็คงยากที่จะประเมิน เพราะไม่ว่าคุณจะพูดอะไรก็ตาม มันไม่ได้เกิดจากคุณ คุณจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร มันหัวใจสลายนะ แล้วที่สำคัญที่สุด ณ เวลานั้นคุณรับมืออย่างไร คือต้องรับมือกับทั้งหมดที่ตัวเองเคยยืนอยู่ว่า มนุษย์ยังมีส่วนที่ดีอยู่ มนุษย์ยังมีความหวังอยู่ มนุษย์ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ สังคมไทยยังมีทางไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้อาจารย์พยายามรักษาไว้ แต่อาจารย์ก็เขียนไว้ว่าทางข้างหน้ามืดเหลือเกินมองไม่เห็น อาจารย์ป๋วยในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็รับมือได้เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถรับมันได้

อาจารย์ป๋วยออกนอกประเทศในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาอีกหนึ่งปี เส้นเลือดในสมองแตก อาจารย์ต้องอยู่ในความเงียบยาวนานถึง22ปี ความเงียบของอาจารย์ป๋วยบอกอะไรสังคมไทย หรือสังคมไทยได้ยินเสียงอะไรจากความเงียบของอาจารย์ป๋วยบ้าง

การที่จะได้ยินเสียงแห่งความเงียบได้นั้น ต้องการความสามารถในการฟัง ผมไม่รู้ว่าสังคมไทยมีความสามารถในการฟังเสียงแห่งความเงียบของอาจารย์แค่ไหน ผมคิดว่าถ้าเราสามารถได้ยินเสียงอาจารย์ได้ ผมว่าเราคงได้ยินเสียงประสานในเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง อาจรวมทั้งเรื่องเสรีภาพ ความเป็นธรรม การใส่ใจคนเล็กคนน้อยที่เสียเปรียบในสังคมไทย การยอมเสียสละบางอย่าง และที่สำคัญคือแนวทางสันติวิธีเพื่อไปสู่เป้าหมายเหล่านั้น เราต้องหาวิธีฟังเสียงเหล่านั้น แต่ผมไม่รู้สังคมไทยสามารถจะทำได้หรือไม่

มีวิธีใดที่จะทำให้สังคมไทยฟังเสียงเหล่านั้นได้ชัดขึ้น

แคะหู เอาอคติหลายอย่างออก เอาภาพมายาที่อยู่ในชีวิตของตัวเราเอง ของสังคมไทยออก ต้องเปิดตาแล้วก็เปิดหู ในภาษาจีนคำว่า ‘ฟัง’ คือการเปิดใจ การเปิดใจเป็นกุญแจของการฟัง จะเปิดใจได้ก็ต้องเห็นหลายอย่าง บางอย่างเราไม่อยากเห็น เราไม่ชอบ เช่น สังคมไทยเคยทำความผิดพลาดชั่วร้ายอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะเห็น ผมไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยชั่วร้าย แต่เรามีอดีตแบบนั้น และเราจำเป็นที่ต้องเผชิญกับมัน ไม่งั้นเราจะอยู่กับปัจจุบันลำบาก

มรดกทางความคิดที่อาจารย์ป๋วยได้ทิ้งไว้ให้เรา ทั้งแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สันติประชาธรรม มันดำรงอยู่อย่างไรในสังคมไทยปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมากและเต็มไปด้วยปัญหา

ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นมรดกของอาจารย์เป็นสมบัติที่มีค่า วันนี้สมบัติที่มีค่ามันถูกซ่อนอยู่ โจทย์เลยไม่ได้อยู่ที่สมบัตินั้น แต่อยู่ที่ตัวสังคมไทยว่ามีความสามารถที่จะไปตามหามันหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าต้องหาอะไร แล้วถ้ารู้ว่าต้องหาอะไร พร้อมที่จะใช้กำลังวังชาที่มีไปขุดหาหรือไม่ แล้วถ้าเจอมันแล้ว รู้ใช่ไหมว่าจะใช้มันอย่างไร พวกนี้คือโจทย์ที่พวกเราต้องพยายามคิด

อาจารย์ให้ทุกอย่างกับสังคมไทยแล้ว โจทย์อยู่ที่เรา ไม่ใช่อยู่ที่อาจารย์แล้ว คืออาจารย์อาจไม่ได้เจตนาทิ้งโน่นนี่ไว้ อาจารย์เพียงแต่ใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์เพียงแต่ทำในสิ่งที่เชื่อ แต่พอเราคิดว่าอาจารย์ทิ้งไว้ เราก็ต้องหยิบมันขึ้นมา หรือค้นหามัน อันนั้นอาจเป็นโจทย์สำคัญ แต่ที่น่ากลัวก็คือว่าสังคมไทยอาจไม่รู้สึกเลยว่าเราขาดอะไรไป

อาจารย์ยังมองโลกในแง่ดีนะครับ ว่ามรดกแค่ถูกซ่อนอยู่ ต้องไปหา แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายพังเสียหายไปหมด

มีสองวิธีที่จะมองเรื่องนี้ คนจำนวนหนึ่งบอกถูกทำลายหายไป พินาศไปหมดแล้ว ผมบังเอิญไม่เชื่อว่าถูกทำลายแบบนั้น คือของมีค่าหลายอย่างมันไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่ว่ามันถูกผลัก ถูกลบ ถูกกาลเวลาถมทับไป ฝุ่นเยอะมองไม่เห็น อะไรก็แล้วแต่ โจทย์อยู่ที่เราเองรู้ไหมว่าของมันหายไปแล้ว รู้ไหมว่ามันไปซ่อนอยู่ รู้ไหมว่าหน้าที่ของเราคือต้องหามัน

สมมติว่า สิ่งที่ต้องค้นหาคือแนวคิดสันติประชาธรรม มรดกเรื่องสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยดำรงอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มันยังมีน้ำยาและเป็นทางออกให้กับวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในปัจจุบันได้แค่ไหน

เราอาจจะไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรคือทางออก โจทย์ทางออกนี่เรื่องใหญ่มาก แต่ว่าสิ่งที่เรารู้ มันไม่ใช่ว่าสังคมไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าที่ผมคิด คิดเล็กมาก คือในแง่วิธีการไปสู่เป้าว่าคืออะไร เราเรียนรู้ว่าวิธีการที่ใช้ความรุนแรง ราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร

ตัวอาจารย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง อาจารย์ก็ได้จ่ายราคานั้น ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต้องลี้ภัย ไปเสียชีวิตในอังกฤษ อันนั้นเป็นโศกนาฏกรรมส่วนตัว 6 ตุลาฯ เป็นโศกนาฏกรรมของสังคมไทย ของอาจารย์ และของธรรมศาสตร์ ของแบบนี้เราเห็นมาแล้ว เกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นจากอวิชชา เกิดขึ้นจากความเขลา เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง เกิดขึ้นจากการสร้างให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ชั่วร้ายอย่างไร เกิดขึ้นจากการปลุกระดมให้เชื่อว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เกิดขึ้นจากความรักแบบไม่ลืมหูลืมตากับของบางอย่าง ทั้งหมดนี้รวมกัน ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เพราะฉะนั้นถามว่าของทั้งหมดนี้ยังอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ อาจไม่ถึงขนาดนั้นในเวลานี้ แต่ร่องรอยมันมีอยู่

อาจารย์มองสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร ผ่านแว่นตาแบบไหน เข้าหาและพยายามอธิบายมันอย่างไร

ผมคิดว่าตัวอย่างของอาจารย์ป๋วยน่าสนใจ ทำไมอาจารย์ป๋วยไปช่วยคุณสฤษดิ์สมัยนั้น ถ้าเราอธิบายสันติวิธีแบบที่ผมเพิ่งอธิบายให้ฟัง เราสามารถมองเห็นมนุษย์ได้โดยไม่เป็นการลดทอนสภาพ เพราะว่าตรรกะของสงครามคือการลดทอนสภาพ ในสงครามมันเลยไม่เหลืออย่างอื่น ไม่ใช่พวกเราก็เป็นพวกเขา ไม่สีอย่างเราก็ต้องเป็นอีกสีหนึ่ง พอเป็นอย่างนี้ โอกาสของการทำลาย การต่อสู้ และการใช้ความรุนแรงก็สูงขึ้น

ผมคิดว่าสันติประชาธรรมไม่ใช่แค่เป็นวิธีการ แต่มันยังพูดถึงสังคมที่เป็นธรรมด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายกับวิธีการมีส่วนสำคัญมากในความคิดของอาจารย์

เราจะเอาสันติประชาธรรมไปใช้ในสังคมไทยในฐานะเครื่องมือหนึ่งได้อย่างไร

ไม่ว่าจะใช้มันอย่างไร ไม่ว่าจะขุดจะเอาไปอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นพิมพ์เขียวของการแก้ปัญหาบ้านเมือง มันอาจไม่ใช่หรือแม้กระทั่งเป็นแผนที่ไปสู่ที่พึงปรารถนา แต่เป็นการบอกว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยเคยทำได้ คนนี้เคยทำในลักษณะนี้ แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกับชีวิตของเรา

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างอาจารย์ป๋วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนกับอาจารย์ ของบางอย่างที่อาจารย์เคยทำไว้ โจทย์บางอย่างที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ เส้นทางที่อาจารย์เคยเดิน เราอาจมาย้อนคิดดูว่ามีอะไรที่เราทำได้ในบริบทของเราเอง อันนี้อาจคือโจทย์ที่สำคัญกว่า

ขณะเดียวกันในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป เราจะใช้สันติประชาธรรมแบบนี้อย่างไร คือสันติประชาธรรมในสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำอาจไม่สนใจประเด็นเรื่องความเกลียดชัง ไม่ได้สนใจเรื่องวิธีผลิตความเกลียดชังอย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิธีสร้างความเท็จอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความเป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว ของพวกนี้ไม่มีในสมัยอาจารย์ป๋วย แต่วันนี้คือโจทย์ที่เราต้องทำ สันติประชาธรรมอาจจะต้องปรับเปลี่ยนโดยรักษาวิญญาณไว้ แต่หน้าตา ท่าทาง วิธีการ การทำงานอาจจะเปลี่ยนหมดในยุคของเรา

 

สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

อาจารย์ป๋วยมองแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าผมเข้าใจอาจารย์ไม่ผิด ดูจากท่าทีของอาจารย์ อาจารย์คิดถึงห้วงขณะของประชาธิปไตยเหมือนกัน อาจารย์ไม่ได้คิดถึงประชาธิปไตยอย่างตายตัว ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์เป็นนักสังคมศาสตร์ ผมคิดว่าเงื่อนไขประการหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงในการเข้าใจ และผมก็คิดว่าอาจารย์สนใจประเด็นนี้ อาจารย์พัฒนาสมาคมสังคมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราฯ ของพวกนี้เป็นฐานของการใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์มาจัดการความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ อาจารย์เห็นสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของอาจารย์ก็อาจเป็นความหมายแบบนั้นด้วย มันมีองค์ประกอบสองอย่างที่อยู่คู่กัน คือ เสรีนิยมประชาธิปไตย

‘เสรีนิยม’ คือการพูดถึงรัฐที่มีอำนาจจำกัด ส่วน ‘ประชาธิปไตย’ หมายถึงกระบวนการขึ้นครองอำนาจรัฐตามแนวทางของประชาธิปไตยที่คนมีสิทธิมีเสียง ของสองอย่างนี้สำหรับอาจารย์มันไปคู่กัน แต่บางเวลาอันหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอีกอันหนึ่ง ทีนี้อาจารย์อาจมองต่อไปว่าเพื่อทำให้ทั้งสองอย่างนี้ดำเนินไปได้ ต้องมีสถาบันบางอย่างรองรับมัน หรือเตรียมการสำหรับมัน มหาวิทยาลัยก็เป็นพื้นที่อย่างหนึ่ง แบงก์ชาติก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการประชาชนก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการพัฒนาที่อาจารย์สนใจก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง

แนวคิดประชาธิปไตยก็เหมือนสันติประชาธรรมใช่ไหม ประเด็นคือประชาธิปไตยจะปรับเปลี่ยนหน้าตาของมันในโลกยุคใหม่อย่างไร โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณไว้ได้

นักทฤษฎีบางคนบอกว่าสันติวิธีก็เป็นส่วนประกอบของประชาธิปไตยที่สำคัญเหมือนกัน ความสามารถอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยคือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่แก้ปัญหาใหญ่ที่สุดในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าใครควรจะมาเป็นผู้ปกครองรัฐ ประชาธิปไตยตอบปัญหานี้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงมีความหมายในฐานะที่เป็นนวัตกรรมแก้ความขัดแย้งทางการเมือง

มีอย่างอื่นในตัวประชาธิปไตยที่คนไม่พูดถึงกันเท่าไร คือสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่บอกว่าคนนี้เป็นรัฐบาล คนนั้นเป็นรัฐบาล แต่มันคือการบอกว่าอันนี้ไม่ดี เรามีโอกาสจะหวังสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นสังคมจะถูกทำให้มีชีวิตตลอดเวลาเมื่ออยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย ปัญหาของระบอบเผด็จการคือ มันไปแช่แข็งของพวกนี้หมดเลย สังคมก็เลย…จะบอกว่าตายก็ไม่ได้ มันคงไม่ตายหรอก ในขณะที่ถ้าเป็นประชาธิปไตยมันต้องมีสิทธิมีเสียงมีเสรีภาพ มีความโต้เถียง มีชีวิตของมัน

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยอยู่ในยุคสมัยซึ่งมีชีวิตของประชาธิปไตยแรงมาก มันก็มีปัญหาของมัน มีทางออกของมัน แต่ว่าอย่างที่บอก มันจบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่โศกนาฏกรรมไม่ใช่ความผิดของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมันถูกตัดตอน

การเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

หากเราพินิจชีวิตของอาจารย์ป๋วยทั้งชีวิต เราจะประเมินความสำเร็จและความล้มเหลวของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

มีโจทย์ใหญ่ของวิชาสันติ­วิธีที่ถามว่า ตกลงแต่ละอย่างที่ทำผ่านสันติ­วิธีนั้น มันสำเร็จหรือล้มเหลว ผมยกตัวอย่างเช่น คานธี ในคำอธิบายทางสันติวิธีจะบอกว่าคานธีประสบความสำเร็จโดยการใช้ขบวนการสันติ­วิธีขนาดใหญ่ในการขับไล่อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมออกไป พูดแบบนี้ก็คือสำเร็จ แต่ถ้าพูดใหม่ว่าการขับไล่อังกฤษออกไปผ่านขบวนการสันติวิธีของคานธี ในที่สุดทำให้อนุทวีปแตกออกเป็น 3 ส่วน คืออินเดีย ปากีสถานตะวันตก และปากีสถานตะวันออก การแบ่งแยกประเทศทำให้คนตายเยอะ อันนี้ก็คือล้มเหลว

ความน่าสนใจคือคานธีรู้ว่าสิ่งนี้ล้มเหลว คานธีรู้ว่าสันติวิธีที่ท่านทำหลายครั้ง ไม่ใช่สันติวิธีที่ท่านอยากเห็น ท่านถึงแบ่งสันติวิธีออกเป็นสันติวิธีของคนกล้ากับสันติวิธีของคนขลาด ท่านอยากเห็นสันติวิธีของคนกล้า แต่โอกาสที่จะเห็นมันน้อยไง

ฉะนั้นในทางกลับกัน เราก็ถามโจทย์แบบเดียวกันว่า ชีวิตของคานธีเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลว อันนี้มันต้องอธิบายใหม่ว่า เวลาล้มเหลว…ล้มเหลวอะไร เวลาเรียกว่าสำเร็จ…สำเร็จอะไร ในความล้มเหลวอาจมีความสำเร็จ ในความสำเร็จอาจมีความล้มเหลวอยู่เหมือนกัน ในแง่นี้ ถึงแม้จะล้มเหลวแต่ก็ทำให้แสงสว่างของการต่อสู้มันปรากฏขึ้น มันบอกคนอื่นว่ามันทำได้ แต่มันไม่ได้บอกว่าทำแล้วต้องสำเร็จ

โจทย์สำหรับมนุษย์เลยกลายเป็นว่า เราอาจต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เราทำมันอาจล้มเหลว แล้วตัวเราจะเลือกล้มเหลวในเรื่องอะไร มันมีการล้มเหลวที่สง่างาม ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้ นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม ชีวิตของอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้

อาจารย์เคยพูดถึงกรณีของ Sisyphus ว่าบางครั้งมันเป็นเรื่องกระบวนการ เป็นความงามระหว่างทาง โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย

งานของอัลแบร์ กามูส์พูดถึง Sisyphus คือเขาทำผิด สิ่งที่เทพเจ้าลงโทษคือให้กลิ้งหินขึ้นไปบนยอดเขา ไปถึงยอดสุด หินก็จะตกลงมาใหม่อีก เพราะฉะนั้นเขาจะใช้ชีวิตโดยรู้ว่าสิ่งที่เขาทำถึงอย่างไรก็ล้มเหลว เขาไม่มีวันทำสำเร็จในการเอาก้อนหินไปถึงยอดเขา สิ่งที่น่าสนใจคือ มันมีข้อความที่กามูส์เขียนว่า ในบางทีในตอนนั้น Sisyphus มีความสุข ผมก็เลยสงสัย อันนี้มันเป็นอย่างไร บางทีเราหาความสุขได้จากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะล้มเหลว แต่นั่นหมายความว่า เราต้องรู้ว่าความหมายของสิ่งที่เราทำคืออะไร นึกออกไหมครับ คือบางทีเราไปตัดสินใจว่าสิ่งที่เราทำมีแค่ทางเลือกสองทาง คือสำเร็จกับล้มเหลว

ถ้าคิดแบบนี้ อะไรที่ล้มเหลวเราก็ไม่ทำ เพราะเราคิดว่าความสำเร็จนั้นสำคัญ แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนเรา ความล้มเหลวอาจสำคัญกว่า เพียงแต่คุณต้องมองว่า เรื่องที่สำเร็จอาจเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่เดินไปบนเส้นทางที่เรารู้ว่าล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่กว่า ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่ในมหาวิทยาลัย เราสอนนักศึกษาในชั้นเรียนอาจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ อาจสำเร็จได้ อาจล้มเหลวได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราเขียนเปเปอร์ส่งวารสาร อันนี้โอกาสสำเร็จสูงกว่า แต่ระหว่างของสองอย่างนี้ เราอาจต้องตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ เพราะฉะนั้นคนที่อยากประสบความสำเร็จในอาชีพวิชาการ ก็อยากจะทำอย่างหลังคือเขียนเปเปอร์ส่งเยอะๆ ในที่สุดจะถูกนับว่ามีความสามารถ แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือการสอนนักศึกษา ซึ่งยากลำบากกว่า และพร้อมที่จะล้มเหลว การเลือกอย่างนี้เป็นทางเลือกที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

ความล้มเหลวเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องเจอ

หมายความว่าในเรื่องสำคัญ… แต่ละเรื่องในโลกมันไม่ได้เท่ากัน บางเรื่องโอกาสที่จะสำเร็จน้อยกว่า เราต้องพร้อมที่จะล้มเหลว และผมก็ล้มเหลวเป็นประจำ เช่น ผมเตือนตัวเองไว้ว่าจะสอนอย่างโน้นอย่างนี้ แต่พอเข้าไปในชั้นเรียน นักศึกษาไม่ได้พร้อมสำหรับสิ่งนี้ ผมก็จะถอย ผมจะไม่ดึงดัน สำหรับผม เขาสำคัญ โดยมาตรฐานนี้ผมล้มเหลวเสมอ เพราะผมไม่เคยสอนตามเกณฑ์ที่บอกว่าผมต้องสอน

อาจารย์ป๋วยมักบอกว่าเราควรทำดี ละเว้นสิ่งชั่ว แล้วอาจารย์ป๋วยจะอ้างอิงคำสอนทางพุทธเสมอ พุทธศาสนามีผลต่อความคิดอาจารย์ป๋วยแค่ไหน จริยศาสตร์ของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ป๋วยคิดอย่างไรกับพุทธศาสนา แต่ว่าผมแน่ใจอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นนักสังคมศาสตร์สิ่งหนึ่งที่คุณต้องสนใจคือสังคมของคุณสนใจเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าทำไมอาจารย์ป๋วยถึงสนใจพุทธศาสนา ก็ไม่แปลกเพราะเราทำงานอยู่ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แล้วคุณจะไม่สนใจพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

การพูดในภาษาพุทธมีเหตุผล ไม่ว่าจะโดยความเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในที่สุดแล้ววิธีใดที่จะพูดกับคนในสังคมให้รู้เรื่อง ก็คือการอิงบารมีของคนที่สำคัญ บารมีที่เราอัญเชิญมาเป็นครั้งเป็นคราวก็เช่นพระพุทธองค์ ถ้าคุณดึงพระพุทธองค์มา พระพุทธองค์ก็สามารถทำให้สิ่งที่เราพูดมีคนฟัง มีความชอบธรรมในแง่ของความรู้

ในแง่หนึ่ง ผมเข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเป็น หากดูจากสถานที่ที่สร้างอาจารย์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสรีไทย ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ อาจารย์จะเน้นการปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิภาษวิธีระหว่างอาจารย์กับแหม่มที่เราพูดกันมาตั้งแต่ต้น ก็คืออาจารย์อยู่ในภาคของการปฏิบัติ นี่ก็เป็นจริยศาสตร์แบบหนึ่ง ที่สำคัญคือเรารับผิดชอบกับ means ที่เราเลือก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ตัดสินใจบนฐานของ means ที่เราใช้ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ถ้าอธิบายแบบนี้ การพูดในภาษาพุทธเป็นบางครั้งคราว ถามว่าเป็นจริยศาสตร์ไหม ก็เป็นวิถีจริยศาสตร์แบบหนึ่งเหมือนกัน

‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

22 มิ.ย. 62 อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ “ปัญญาชนสยาม” และนักคิด นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ระบุเนื้อหาใจความว่า

“การเปลี่ยนตัวเรา…ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะครับ
เปลี่ยนตัวเรานี่ยากที่สุดเลย
เปลี่ยนความเกลียดให้เป็นความรัก
เปลี่ยนความหลงให้เป็นรู้รอบรู้จริงเป็นพื้นฐานเลยครับ”

“ที่สำคัญคือ เราต้องพยายามทำไม่ใช่เพื่อ
ความยิ่งใหญ่ของเรา ทำเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรจะทำ
แต่ถ้าทำเช่นนี้แล้ว มันมีคนเห็นแล้วทำอย่างนี้มากขึ้น
สังคมไทยก็จะมีดวงตาเห็นธรรมมากขึ้น
มันก็จะมีคนกล้ามากขึ้น เมื่อมีคนกล้ามากขึ้น
ความกลัวก็จะน้อยลง สังคมไทย ก็จะเปิดกว้าง
สะอาดสว่างขึ้นเท่านั้นเอง
ผมก็ถือว่า ผมเป็นจุดเล็กๆจุดนึงที่จะช่วย”
ส. ศิวรักษ์

อาลัย เขมานันทะ

เขมานันทะ เป็นฉายาของนายโกวิท เอนกชัย เมื่อบวชอยู่ที่สวนโมกข์

น่าเสียดายที่อาจารย์พุทธทาสนั้น นับว่าแตกฉานในทางพระธรรมอย่างหาตัวจับไม่ได้เอาเลยที่ในประเทศนี้ ท่านคล่องแคล่วทั้งปริยัติและปฏิบัติ แต่ท่านไม่สามารถสร้างสังฆบริษัทขึ้นได้ นี่นับว่าต่างไปจากท่านอาจารย์ชา สุภัทโท ซึ่งสามารถสร้างสังฆบริษัทได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย โดยอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเทียบเทียมพระคุณท่านได้เลยในวงการของพุทธศาสนาลังกาวงศ

ศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาสที่สึกหาลาเพศไป ยังคงใช้สมณฉายาสืบต่อไปเรื่อยๆ เว้นเพียงนายประชา หุตานุวัตร ซึ่งก็บวชอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาสกว่าสิบพรรษา และสัมภาษณ์ท่านไว้อย่างมีประโยชน์ยิ่งในเรื่อง “เล่าไว้ในวัยสนธยา” ซึ่งควรมึแปลออกเป็นภาษาต่างๆ

ศิษย์ที่สึกไปและยังใช้ฉายาเป็นชื่ออยู่ ก็เช่น สันติกโร แห่งสหรัฐ และเขมานันทะ แห่งกรุงสยาม ซึ่งแม้เมื่อสึกออกมาแล้ว ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือในวงการธรรมปฏิบัติ ทั้งเขายังเขียนหนังสือไว้อย่างน่าอ่าน รวมถึงการเป็นศิลปินของเขา ที่เอื้อให้เราเข้าถึงความงาม ความดี และความจริงอีกด้วย

เขาป่วยอยู่นานด้วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งไม่อำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิต เป็นอันว่าเขาต้องใช้ธรรมปฏิบัติค่อนข้างสูงในการเผชิญกับโรคาพาธเช่นนี้

แล้วเขาก็ตายจากไปในวัย ๘๐ ปี 

ข้าพเจ้าขอคารวะสักการ สัตบุรุษผู้นี้ ด้วยความเคารพนับถือ
ส. ศิวรักษ์

มองข้ามอคติ ‘กัญชา’ คือสิ่งเสพติดหรือยารักษาโรค

Author : A Day Bulletin

กัญชาเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย เรื่องนี้ถูกสอนให้ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ลืมนึกไปว่าทุกอย่างในโลกนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เมื่อโตขึ้นเราพบว่ากัญชาถูกนำมาใช้ในหลายบริบท ในด้านมืดเรารู้จักมันในฐานะสิ่งเสพติดอันตรายตัวแรกๆ ที่น้ำพุเริ่มเสพในหนังสือ พระจันทร์สีน้ำเงิน รู้จักกับมันในฐานะยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด จากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายของตัวละครที่นำแสดงโดย ซูซาน ซาแรนดอน ในภาพยนตร์เรื่อง Stepmom

กัญชาในตอนนี้จึงกลายเป็นพืชที่อยู่ตรงกลางระหว่างพืชที่ถูกนำไปทำเป็นสารเสพติดอันตราย กับพืชทางเลือกเพื่อช่วยรักษาโรคร้าย เป็นทั้งเทพธิดาผู้มาช่วยเหลือมนุษย์ และปีศาจร้ายที่ทำลายชีวิตคน แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเชื่อในด้านไหน

HISTORY OF CANNABIS

กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี แต่หน้าที่ของมันกลับถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยข้อกำหนดของกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ถูกมองว่าเป็นวายร้าย เป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา บ้างก็เป็นของเล่นของเหล่าหนุ่มสาวและศิลปินที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยมที่ช่วยรักษาให้ใครหลายคนรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง สุดท้ายแล้วจุดยืนที่ถูกต้องของกัญชาอยู่ตรงไหน? เราขอชวนคุณไปสำรวจ เส้นทางประวัติศาสตร์ของพืชชนิดนี้ไปพร้อมๆ กัน

THE FIRST ERA

การใช้กัญชาครั้งแรกของโลกมีขึ้นเมื่อราว 4,700 ปีที่แล้ว โดยจักรพรรดิเสินหนงแห่งประเทศจีน ได้ใช้พืชชนิดนี้เป็นสมุนไพรรักษาโรคข้อต่ออักเสบ (เกาต์) มาลาเรีย และโรคไข้รูมาติก แต่ต่อมาเมื่อราวๆ 2500 ปีที่แล้ว มันก็เริ่มถูกสั่งห้ามในจีน เนื่องจากได้รับการสันนิษฐานว่าทำให้เด็กๆ และวัยรุ่นไม่เคารพผู้ใหญ่ ประมาณว่าพอเสพแล้วสติขาด หัวร้อน ทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ต่างจากอาการเมาสุราที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

ส่วนในประเทศไทย เราใช้กัญชาในการรักษาโรคมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมันเคยเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับแพทย์แผนไทยถึง 93 ตำรับ ส่วนใหญ่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้เจริญอาหาร ตกเลือด แก้ลงแดง ขับลม รักษาอาการปวดต่างๆ และบำรุงกำลัง

ถึงหลายคนจะคิดว่ากัญชาเป็นพืชที่ปลูกได้แค่ในเขตร้อนเท่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ก็ค้นพบว่าในประเทศเขตหนาวอย่างฝั่งยุโรปเองก็มีการใช้กัญชาเป็นสมุนไพรรักษาโลกมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน เช่น ชนเผ่าไวกิ้งในสแกนดิเนเวีย และคนเยอรมันในยุคมืดที่ใช้กัญชาเป็นยาบรรเทาอาการปวดขณะคลอดลูก และปวดฟัน (ใครที่เคยผ่าฟันคุดน่าจะเข้าใจอาการเจ็บปวดนี้ได้เป็นอย่างดี)

GETTING (TOO) POPULAR

ความนิยมของกัญชาค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงการแพทย์และการอุปโภค โดยที่เมืองเจมส์ทาวน์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ออกข้อบังคับให้ประชาชนในเมืองทุกบ้านปลูกกัญชาเพื่อนำเส้นใยมาทำเป็นเชือก สิ่งทอ และผืนผ้าใบเรือ หากบ้านไหนไม่ปลูกกัญชาถือว่าผิดกฎหมาย

แม้กระทั่ง จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ก็บอกว่าเขาปลูกไร่กัญชาไว้บนภูเขาเวอร์นอนเพื่อนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม และแม้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตั้งข้อสงสัย แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาเคยสูบกัญชาหรือไม่

การเสพและใช้กัญชาได้รับความนิยมจนถึงขีดสุดหลังการปฏิวัติเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1910-1920 เนื่องจากชาวเม็กซิกันแห่ข้ามพรมแดนเข้ามาในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับหอบความเพลิดเพลินในรูปแบบของใบไม้สีเขียวเข้ามาด้วย ทำให้คนหนุ่มสาวยุคใหม่เริ่มใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายเป็นจำนวนมาก พฤติกรรมนี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมฮิปปี้ หรือบุปผาชน ในปี ค.ศ. 1940 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวนิยมออกเดินทางท่องเที่ยว เล่นดนตรี พร้อมกับมวนกัญชาในกระเป๋า

แต่ในขณะเดียวกัน ความนิยมที่จะ get high ตลอดเวลานี้ก็ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถในขณะมึนเมา และการทะเลาะวิวาทอย่างขาดสติ หลังจากนั้นไม่นาน อุตสาหกรรมกัญชาจึงเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยน

FROM HERBS TO DRUGS

ในปี ค.ศ. 1961 กัญชากลายเป็นของต้องห้าม ไม่ใช่สมุนไพรหรือของเล่นสนุกของหนุ่มสาวอีกต่อไป เพราะหลังจากที่สหประชาชาติประกาศลงนามในสนธิสัญญาร่วมเพื่อปราบยาเสพติดให้หมดไปจากโลกนี้ ผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา จึงประกาศสงครามยาเสพติด โดยเปลี่ยนกัญชาขึ้นเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮโรอีน พร้อมกับเชิญชวนให้ทั่วโลกร่วมทำสงครามยาเสพติดเช่นกัน

ส่วนการปราบปรามกัญชาในประเทศไทยเริ่มในสมัยของพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศ โดยขณะนั้นได้มีพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 ซึ่งห้ามให้ผู้ใดปลูก นำเข้า ซื้อขาย หรือเสพกัญชาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะได้รับโทษทั้งจำและปรับอย่างรุนแรง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2522 รัฐบาลไทยก็ได้ออก พ.ร.บ. ยาเสพติดที่ใช้กันจนมาถึงปัจจุบัน

FINDING THE RIGHT SOLUTION

หลังจากกำหนดให้กัญชากลายเป็นยาเสพติดชนิดรุนแรง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่แพทย์และนักวิชาการทั่วโลก เพราะแม้ว่ากัญชาจะมีฤทธิ์ให้เกิดอาการมึนเมาและเสี่ยงต่อการเสพติด แต่ก็ยังนับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากในเชิงการรักษาโรค ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงตัดสินใจจัดประเภทยาเสพติดใหม่ โดยเลือกให้กัญชาเป็นยาเสพติดชนิดไม่ร้ายแรง และสามารถใช้ในเชิงการผ่อนคลายได้ใน ‘ร้านกาแฟ’

การรักษาโรคโดยใช้กัญชาได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก เนื่องจากทีมแพทย์จากอเมริกาสามารถนำกัญชามารักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1996 จึงประกาศให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย จากนั้นจึงตามมาด้วยประเทศแคนาดา

ปัจจุบัน กว่า 20 ประเทศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไป เพราะบางแห่งเปิดขายแค่เชิงการแพทย์ หรือแค่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น

ส่วนในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีบทที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้ พร้อมประกาศว่า ประเทศไทยจะเดินตามแนวทางใหม่ของสหประชาชาติ แต่ขอบเขตจะกว้างหรือแคบแค่ไหนนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและชั่งน้ำหนักกันต่อไป

Source : https://adaybulletin.com/article-agenda-weed/17764

ชุมชนป้อมมหากาฬ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Author : กาแฟดำ

แม้ชาวชุมชนจะต่อสู้มายาวนานกว่า 26 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามารื้อไล่บ้านเรือน โดยอ้างว่าจะปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ

ถามว่าทำไมต้องทำเป็นสวนสาธารณะ มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการมากมายว่า ทำไมไม่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้เข้าใจอดีต รากเหง้าของตัวเอง และอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ เหมือนดั่งที่ประเทศเจริญแล้วเห็นคุณค่าการอนุรักษ์บ้านเก่าๆ ให้อยู่ร่วมกับเมืองอันทันสมัยได้

 

เพราะเบื้องหลังของกรุงเทพมหานคร คือแผนแม่บทการพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

ในปี 2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องถูกไล่รื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

แผนแม่บทนี้ต้องการพัฒนาให้บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์เป็นแหล่งอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของไทย ได้แก่ วัด วัง โบราณสถาน โดยจะไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ บ้านเรือน หรือชุมชนมารบกวนหรือบดบัง

โบราณสถานที่สมควรได้รับการอนุรักษ์และเป็นต้นแบบของการพัฒนา คือ พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม สิ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนมาถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนสิ่งก่อสร้างอันเกิดมาทีหลัง ไม่ว่าบ้านเรือนหรือตึกรามบ้านช่องจะทำให้เกิดความแออัด หรือเกิดทัศนียภาพไม่งดงาม เป้าหมายก็คือพยายามรื้อและให้ย้ายออก เพื่อเปิดพื้นที่โล่งมากขึ้น

ที่สำคัญคือ แนวคิดของผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดคือคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2521 ว่า ภายในกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่อยากให้มีผู้คน ชุมชน สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ เพราะเชื่อว่าเป็นต้นเหตุแห่งความแออัด เสื่อมโทรม ทำให้โบราณสถานภายในกรุงรัตนโกสินทร์ดูไม่งดงามตา

“วิธีการจัดการก็คือกระจายความแออัดออกไป และสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก พยายามเปิดที่โล่งให้มาก กิจกรรมต่างๆ ที่สวนทางกับบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พยายามขจัดไม่ให้มี อย่างเช่น ปากคลองตลาดซึ่งเป็นตลาดค้าส่ง มีรถส่งของวุ่นวายมาก ขยะก็เยอะ ก็จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บริเวณท่าเตียนก็จะปรับรื้ออาคารที่ไม่เหมาะสม หรือก่อให้เกิดความรกรุงรัง เหลือไว้แต่อาคารที่มีเอกลักษณ์หรืออาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 กิจกรรมที่เป็นการค้าส่งก็จะให้เลิก บริเวณแพร่งนรา แพร่งสรรพศาสตร์ เราจะเคลียร์พื้นที่แล้วสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพื่อให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว” หนึ่งในคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์เคยกล่าวไว้

ความงามทางด้านสถาปัตยกรรมในสายตาของคนเหล่านี้ คือ การเข้ามาท่องเที่ยวชมวัด วัง โบราณสถานอันงดงามภายในกรุงรัตนโกสินทร์ แบบเช้าเย็นกลับ โดยไม่มีชุมชนหรือบ้านเรือนปลูกอาศัยแบบแออัดให้เกะกะ รกสายตา

กรุงรัตนโกสินทร์จะกลายเป็นเมืองที่สวยงาม มีพื้นที่เปิดโล่งให้คนมาเที่ยวพักผ่อน และบางจุดเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรม มีการแสดง การละเล่นตามประเพณีวัฒนธรรมไทย

การมีผู้คนอาศัย มีหาบเร่ มีร้านค้าขายของ มีสถาบันการศึกษาภายในบริเวณนี้ เป็นสิ่งไม่สมควร หรือมีให้น้อยที่สุด

ผลงานล่าสุดที่ผ่านมา คือ การจัดระเบียบตลาดขายส่งดอกไม้ปากคลองตลาดชื่อดัง ที่คึกคักไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยซื้อดอกไม้ เป็นตลาดมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวันทั้งคืน จนดังไปทั่วโลก โดยให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ติดกับถนนมหาไชย ด้านหลังติดคลอง ก็อยู่ในเป้าหมายนี้เช่นกัน

ป้อมมหากาฬสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี 2326 ต่อมาประมาณรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวบ้านค่อยๆ มาอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่หลังกำแพงป้อมมหากาฬ กินพื้นที่ตั้งแต่หัวถนนมหาไชยไปจรดชายคลองหลอด วัดราชนัดดา มีเนื้อที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา จนกลายเป็นชุมชนมีชื่อเสียงเรื่องลิเกโบราณ มีบ้านเรือนประมาณ 50 กว่าหลังคาเรือน ก่อนจะเกิดปัญหาไล่รื้อชุมชนเพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ ภายใต้แผนแม่บทฯ ดังกล่าว

แผนพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ จึงอยู่ภายใต้แนวคิดของคนรุ่นเก่า ที่เชื่อว่าเมืองเก่าที่ดีคือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากอดีต นิ่งสนิท ไม่ต้องมีชีวิตจากผู้คนจากชุมชน

 

ขณะที่เมื่ออาทิตย์ก่อน ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากเมือง Chania บนเกาะครีต ประเทศกรีซ แหล่งกำเนิดอารยธรรมกรีกเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Chania เป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่หลายพันปี เป็นเมืองท่าติดทะเล มีผู้คนอาศัยมาหลายพันปี มีประวัติศาสตร์ทับซ้อนกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยกรีก มาจนถึงชาวเวนิสเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก่อนที่ชาวออตโตมันหรือเติร์กจะเข้าครอบครอง

ทุกวันนี้ Chania เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของกรีซ เพราะเสน่ห์ของเมืองคือการผสมผสานความเก่ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว บ้านเรือนแทบทุกซอกซอย เป็นอาคารเก่าแก่หลายร้อยปีที่สร้างทับซ้อนกันขึ้นมา แต่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

เราจึงเห็นความหลากหลายด้านสถาปัตยกรรม การใช้วัสดุ ไม้ ปูน เหล็ก คอนกรีต หิน อิฐเปลือย เห็นการทาสีบ้านเรือนอย่างอิสระ ตามความเชื่อ ความนิยมของคนหลายสมัย

ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี โรงแรม ร้านขายของ เกือบทั้งหมดมีความงดงามของอาคารต่างกันออกไปตามยุคสมัยอันยาวนาน อาคารบางแห่งยังเห็นร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบเวนิส เห็นบ้านเรือนแบบเติร์ก และซากอิฐที่หลงเหลือจากสมัยกรีก ผสมผสานกันอย่างลงตัว

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือ ความร่วมมือกันทำงานและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างรัฐบาลกรีซกับชาวบ้านในท้องที่ ค่อยๆ พัฒนาเป็นแผนแม่บทในการอนุรักษ์เมืองเก่า จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงก้องโลก

Win Win กันทุกฝ่าย

พวกเขามีแนวคิดคล้ายกันคือ การสร้างเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา มีผู้คนทั้งมาเยี่ยมชมและผู้คนที่เป็นชาวเมืองจริงๆ

ขณะที่แนวคิดของกรุงรัตนโกสินทร์ คิดจากนักวิชาการรุ่นเก่าหยิบมือเดียว ฝ่ายเดียว คือ การอนุรักษ์เมืองให้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต ไม่มีชีวิต ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีเพียงโบราณสถาน ให้นักท่องเที่ยวมาชื่นชมความงดงาม แล้วกลับออกไป

หมดชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Source : https://www.the101.world/mahakan-fort/

จากปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิต สู่บทเรียน

ในที่สุดข่าวดีที่คนไทยทั้งชาติรอคอยก็มาถึง หลังจากทีมชุดประดาน้ำต่างชาติสื่อสารออกมาจากคลิปว่า พบตัวน้องๆ ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า อะคาเดมี และโค๊ชรวม 13 ชีวิต ที่หายตัวไปในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นเวลาเกือบ 10 วัน หรือ 222 ชั่วโมง 22 นาที ตามสถิติที่มีการระบุกันออกมา โดยหายตัวไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน2561 และพบตัวเป็นๆ ราวสี่ทุ่มของวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อว่าทุกคนคงถอนหายใจอย่างโล่งอก

แม้ปฏิบัติการค้นหาจะสิ้นสุดแล้ว แต่ภารกิจจะลุล่วงก็ต่อเมื่อนำตัวทั้งหมดกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวอย่างปลอดภัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะขอแสคงความยินดีกับน้องๆ 13 คนและครอบครัวแล้ว ยังต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐทุกท่าน อาสาสมัครทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ จนบรรลุผลที่น่ามหัศจรรย์ รวมทั้งชื่นชมในความเป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกันของสังคมไทย ถือเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่เคยขาดหายแล้ว โดยส่วนตัวยังเห็นว่ามีประเด็นที่น่าเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว 5 เรื่อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดในอนาคต ดังนี้

1. ความรับผิดชอบของวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน และกรมอุทยานแห่งชาติ

การเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมถ้ำได้ และมีการติดป้ายประกาศด้านหน้าว่า “อันตราย ห้ามเข้า ก่อนได้รับอนุญาต เนื่องจากเป็นฤดูน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งจะมีน้ำเข้าออกจากถ้ำปริมาณมากในระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน” พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า “DANGER FROM JULY-NOVEMBER THE CAVE IS FLOODING SEASON” แสดงให้เห็นว่าทางอุทยานรับทราบถึงอันตรายจากธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่มีสิ่งที่น่าจะนำมาคิดเพิ่มเติมอย่างน้อยสองประเด็นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกคือ

– นอกจากการปิดป้ายประกาศเตือนแล้ว ควรมีรั้วกั้นในลักษณะปิดถ้ำ ป้องกันคนที่ไม่เชื่อคำเตือนแล้วเข้าไปจนเกิดอันตรายเพิ่มเติมหรือไม่

– การกำหนดเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ควรขยับเวลาออกมาไหม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน จะบอกว่าน้อง ๆ ทีมฟุตบอลทำผิดไม่สนใจป้ายเตือนก็ไม่ถูก เนื่องจากยังไม่ถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็เกิดเหตุน้ำหลากจน 13 ชีวิตเสี่ยงต่ออันตราย และทำให้โกลาหลกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

สิ่งที่ทางอุทยานควรพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาในอนาคตคือ ควรปิดถ้ำห้ามนักท่องเที่ยวเข้าตั้งแต่เข้าหน้าฝนเลยหรือไม่ ก็ห้ามเข้าหลังเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น

– บุคลากรของอุทยานแห่งชาติ ควรมีการสำรวจ ศึกษาข้อมูล พื้นที่ทางกายภาพ รวมถึงภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่ตัวเองดูแลอย่างจริงจัง มีภูมิความรู้มากพอที่จะใช้ในการแก้ปัญหาในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ เพราะเท่าที่เห็นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะกลับกลายเป็นนักสำรวจจากภายนอก โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านและผู้ชำนาญการหรือนักสำรวจจากต่างประเทศ

– ป้ายบอกทาง คำเตือนทั้งด้านนอกและภายในถ้ำ ต้องมีการดูแล บำรุงรักษาให้ใช้งานได้ตลอดเวลา ไม่ปล่อยปละละเลยให้ชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้

การดูแลอุทยานแห่งชาติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ต้องได้รับการสังคายนาทั้งระบบ ไม่ใช่ทำให้อุทยานแห่งชาติในแต่ละพื้นที่มีความหมายเพียงแค่เป็นสถานที่รับรองนาย หรือเพื่อรายได้ในระบบเพื่อนำส่งรัฐ หรือรายได้นอกระบบที่พึงมี เพราะเมื่อเปิดให้ท่องเที่ยวแล้ว ต้องมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อชีวิตของนักท่องเที่ยวด้วย โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ ฤดูกาลที่มีผลกระทบ ต้องมีการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อจะได้เข้าใจสภาพธรรมชาติ และดูแลให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างปลอดภัย

2. สำนึกของนักท่องเที่ยว

ผู้ที่นิยมท่องเที่ยว รักธรรมชาติ ต้องตระหนักด้วยว่า ความสวยงามของธรรมชาตินั้น มีอันตรายซ่อนตัวอยู่ด้วย การไปเที่ยวในสถานที่ใดก็ตามควรศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางและเชื่อฟังคำเตือนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งป้ายเตือนภัยที่ติดไว้ด้านหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดใจกับตัวเองจนนำไปสู่ความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง หรือกลายเป็นภาระที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือ ระบบและความรู้ต้องถูกปลูกฝังในระบบการศึกษาของเยาวชนไทย

3. สำนึกความรับผิดชอบของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข่าว

เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ลักษณะนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการแข่งขันระหว่างสื่อมวลชน เพื่อช่วงชิงการนำเสนอข่าว แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีตคือปัจจุบันมีสื่อใหม่ คือโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีแหล่งที่มาที่ไป

แต่มีประเด็นดราม่า หวือหวา post truth หรือ fake news แพร่กระจายออกมา เพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชน สื่อหลักนอกจากต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสโซเชียลแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชนด้วย ไม่ใช่นำมาขยายผลต่อโดยไม่มีการตรวจสอบ จนทำให้เรื่องราวยิ่งบานปลายออกไป

นอกจากนี้ ต้องยึดถือเสมอว่าการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ลักษณะนี้ ต้องไม่เชื่อข่าวลือ และ ไม่มั่วข่าวเอง ทุกรายงานต้องให้น้ำหนักกับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ รับผิดชอบโดยตรง เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง ก่อนคำบอกเล่า แต่ก็ไม่ควรละเลยคำบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาจมีประสบการณ์ตรงและคุ้นชินกับ ภูมิศาสตร์ในพื้นที่ โดยสามารถนำไปต่อยอดเพื่อขยายประเด็นการนำเสนอข่าวได้

ที่สำคัญควรระมัดระวังประเด็นสิ่งลี้ลับ การดราม่ากับญาติผู้สูญหาย ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนเหล่านี้มากกว่าแค่การขยายประเด็น เพื่อขายข่าว หากสื่อทุกสังกัดยึดหลักเช่นนี้ การนำเสนอข่าวก็จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

4. สติของผู้เสพสื่อ

การรับข่าวสารของประชาชนต้องมีสติ ไม่แชร์มั่ว ต้องชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ข่าวลือ ที่สร้างความโกลาหล จนอาจกลายเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน หรือไปซ้ำเติมความรู้สึกของญาติผู้สูญหายได้ ที่สำคัญคือต้องไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวเข้ามาหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ผ่านโลกออนไลน์ ก่อนตัดสินใจอะไรควรหาข้อมูลและใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเลว

5. การจัดการของภาครัฐ

เท่าที่เห็นภาครัฐมีการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดแบบเฉียบพลันนี้ได้ทันท่วงที แต่การตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักให้กับสื่อมวลชน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เท่าที่จำเป็น และตรงประเด็น

สิ่งที่ภาครัฐพึงทำเป็นอันดับแรกหลังเกิดเหตุคือ ประกาศให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนให้ข่าว เพื่อสรุปปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมทั้งหมด และแยกย่อยให้ชัดว่า ใครจะให้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการในถ้ำ การสำรวจ การขุดเจาะ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นทางการ

ส่วนสื่อจะไปสัมภาษณ์ใครเพิ่มเติมก็จะเป็นความรับผิดชอบของสื่อนั้น ๆ ในการนำเสนอ เพราะถือว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ทางการให้ ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองถ้าไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ควรโหนกระแสไปให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่ยุ่งอยู่แล้วต้องมาต้อนรับจนเสียเวลาในการปฏิบัติหน้าที่

อีกประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐควรจะพิจารณาเพิ่มเติมคือ ที่ผ่านมาเรามักจะตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ จากโครงสร้างทางอำนาจตามความรับผิดชอบในพื้นที่ โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของปัญหา ที่อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ตัดสินใจ ในแต่ละเหตุการณ์ เช่น ในอดีตไทยเคยเกิดโศกนาฏกรรมจากสึนามิ

ตอนนั้นเหตุการณ์วุ่นวาย การจัดการปัญหาของภาครัฐก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในฐานะที่เป็นคนพื้นที่เห็นภาพชัดเจนว่า การกุมสถานการณ์แบบบูรณาการในยามเกิดภัยพิบัติ ถือได้ว่าอ่อนด้อยมาก

ขณะนั้นนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดก็ตาม แต่ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสของประเทศ แตกต่างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่เราเปิดรับความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างเต็มที่ ทำให้ได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เราจะหวังพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการจัดเตรียมบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้พร้อม สำหรับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ

เมื่อเกิดเหตุสามารถส่งตรงลงพื้นที่ไปควบคุมสถานการณ์ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์จากโครงสร้างอำนาจปกติ เพราะถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ ซึ่งน่าจะช่วยให้กุมสภาพได้ดีกว่า คนในโครงสร้างอำนาจปกติที่ไม่มีความรู้เฉพาะด้าน

นอกจากนี้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น การฝึกอบรม และซักซ้อมการป้องกันภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง พอเหตุการณ์จบก็ปล่อยปละละเลย เหมือนระบบเตือนภัยสึนามิ ที่ในวันนี้ก็หละหลวมไป จนน่าหวั่นใจว่าหากเกิดเหตุวิกฤตอีกครั้งประเทศไท ยจะผ่านพ้นไปได้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างไร

กรณี 13 ชีวิตที่สูญหายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อาจเรียกได้ว่า โชคดีที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนนี้ดูแล ถือว่ามีภาวะผู้นำและการตัดสินใจที่ดี อีกทั้งมีความรู้ด้านวิศวกรรมด้วยก็ถือว่าช่วยได้มาก แต่การจัดการปัญหาเราไม่ควรอาศัยโชคอย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องที่เราสามารถกำหนดและบริหารจัดการได้ เพียงแต่ต้องคิดนอกกรอบเพื่อรับกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเอาไว้ล่วงหน้าด้วยเท่านั้น

นี่คือ 5 เรื่องหลักที่คิดว่าสังคมไทยควรจะได้เก็บเกี่ยวแล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเครื่องเตือนใจทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงภัยจากธรรมชาติ รวมทั้งการวางแผนรับมือของภาครัฐ ที่ต้องดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อไป

แต่สิ่งที่น่าจะกล่าวว่าเป็นปาฎิหาริย์ที่สุดคือ การร่วมมือร่วมใจที่ช่วยกับภาวนาและจิตใจที่เมตตาของคนไทย ที่มีมาอย่างท่วมท้นในทุกคราวที่ชาติบ้านเมืองมีภัยภิบัติเสมอนั่นเอง

อำนาจ ความชอบธรรม และความฉ้อฉล

“Power tends to corrupt and absolute power corrupts absolutely”
John Emerich Edward Dalberg-Acton (1834–1902)

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์พื้นฐานที่สุดของการอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิต สำหรับสิ่งชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ อำนาจมักจะแสดงออกมาในรูปธรรมง่าย เช่น หากสัตว์ตัวใดมีความแข็งแรงมากที่สุด สัตว์ตัวนั้นก็มักจะมีอำนาจและกลายเป็นจ่าฝูงของกลุ่มไป ทว่า สำหรับสังคมมนุษย์แล้ว อำนาจมักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ยิ่งสังคมมนุษย์พัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร รูปแบบของอำนาจก็จะยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ‘อำนาจ’ จึงเป็นเรื่องที่มีการศึกษามากที่สุดเรื่องหนึ่งในสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ นักปราชญ์ชื่อก้องเรืองนามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น อริสโตเติล โสเครติส มาเคียเวลลี ขงจื๊อ หานเฟยจื๊อ หรือเล่าจื๊อ ก็ล้วนแล้วแต่ศึกษาและพูดถึงเรื่องอำนาจ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ทั้งสิ้น ในโลกปัจจุบัน ถ้าหากสืบค้นคำว่า “power social science” ในเครื่องมือสืบค้นข้อมูลงานวิชาการอย่างกูเกิลสกอลาร์ (google scholar) จะพบว่ามีวรรณกรรมทางวิชาการกว่า 2.4 ล้านชิ้นที่มีความสัมพันธ์กับหัวข้อนี้

ตัวผมเองเคยได้ลองอ่านงานวิชาการบางชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจอยู่บ้าง แต่ด้วยภูมิหลังการศึกษาและความสนใจส่วนตัว ทำให้งานวิชาการส่วนใหญ่ที่ผมอ่านมักจะเป็นงานวิชาการในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือไม่ก็รัฐศาสตร์เสียมาก จนเมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสได้ลองอ่านงานวิทยานิพนธ์ของเพื่อนคนนึงที่ทำการศึกษาเรื่องอำนาจในมิติของจิตวิทยาสังคม (social psychology) แม้จะเป็นการได้อ่านโดยบังเอิญ แต่เมื่ออ่านในส่วนสำรวจวรรณกรรมดูแล้ว ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจจึงอยากนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในที่นี้ครับ

ในการศึกษาเรื่องอำนาจ หนึ่งในคำถามพื้นฐานที่นักจิตวิทยาสังคมสนใจคือคำถามที่ว่า อำนาจนั้นส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้มีอำนาจและผู้ที่อยู่ใต้อำนาจหรือไม่ อย่างไร หรือ พูดอีกแบบก็คือ อำนาจมันทำให้คนเราเปลี่ยนไปจริงหรือ

นักจิตวิทยาสังคมเองได้ข้อสรุปกันมานานแล้วครับว่า มนุษย์ไม่ได้ได้เพียงแต่เป็นผู้ใช้อำนาจเท่านั้น แต่ยังถูกอำนาจ ‘กระทำด้วย’ กล่าวคือ อำนาจนั้นสามารถแปรสภาวะทางจิตวิทยา (psychological state) ของบุคคลที่มีอำนาจได้ และเปลี่ยนได้อย่างทรงพลังมากด้วย ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยเชิงประจักษ์จำนวนมากยืนยันว่า อำนาจสามารถเปลี่ยนคนได้โดยที่คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องมีอำนาจจริงๆ (having power) หรือใช้อำนาจจริงๆ (using power) ก็ได้ เพียงแค่การคิดถึงอำนาจ (think of power) เช่น การนึกถึงเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่ตัวเองเคยมีอำนาจ หรือการมองเห็นสัญลักษณ์ของอำนาจ อิทธิพลของอำนาจในการเปลี่ยนแปลงคนก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที

คำถามที่ว่า “อำนาจส่งผลต่อผู้ใช้อำนาจอย่างไร” นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ในวรรณกรรมทางด้านจิตวิทยาสังคมที่ผ่านมาก็พบทั้งผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบของอำนาจที่มีต่อผู้ที่ถือครองมัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประวัติศาสตร์โลกบันทึกเรื่องราวด้านมืดของอำนาจ (เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำแห่งนาซี หรือโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว) ไว้มากพอๆ กันกับด้านสว่างของมัน (มหาตมะ คานธี หรือว่าอับราฮัม ลินคอล์น)

สำหรับพฤติกรรมทางด้านบวก มีการศึกษาพบว่า อำนาจนั้นจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมันมีพฤติกรรมในเชิงรุก เช่น มีพลังงานมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น แสวงหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ มักจะใช้อำนาจที่มีในการให้รางวัลมากกว่าทำโทษ รวมไปถึงการมองโลกในแง่ดีด้วย นอกจากนี้ การได้มาซึ่งอำนาจยังสัมพันธ์กับผลในทางจิตวิทยาอื่นๆ อีกด้วย อาทิ ทำให้มีอารมณ์ในด้านบวก ความสุข ความพอใจ และความรู้สึกรัก (affection) มากยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม อำนาจนั้นนำไปสู่ความฉ้อฉลได้เช่นเดียวกัน การศึกษาเชิงประจักษ์พบว่า เมื่อบุคคลมีอำนาจและได้ลองใช้อำนาจแล้ว อัตราการใช้อำนาจของเขาก็มักจะมีความถี่และบ่อยครั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากต้องมีการประเมินผลงานของกลุ่ม คนที่มีอำนาจมีแนวโน้มที่จะมองว่าผลงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะตนเองมากกว่าที่จะยกความดีความชอบให้แก่ลูกน้องของตน นอกจากนี้ อำนาจยังทำให้ผู้มีอำนาจนั้นเข้าใจสังคมและคนอื่นได้ยากมากขึ้น งานวิจัยบางชิ้นที่ศึกษาเรื่องอำนาจกับพฤติกรรมทางเพศพบว่า การมีอำนาจที่มากขึ้นอาจนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้อำนาจเพื่อข่มขู่ทางเพศ ที่สำคัญคือ อำนาจอาจส่งผลถึงขั้นที่ทำให้ผู้มีอำนาจนั้นลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanized) ของบุคคลอื่น ด้วยการมองว่าบุคคลอื่นนั้นเสมือนเป็นสัตว์หรือสิ่งของทั่วไป รวมถึงการคิดถึงบุคคลอื่นในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะเป็นรูปธรรม ในแง่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นผู้มีอำนาจใช้อำนาจของตนในการกีดกัน กดทับ บังคับ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของตน

ควรกล่าวในที่นี้ด้วยครับว่า การพูดถึง ‘พฤติกรรมด้านบวกและด้านลบ’ นั้นเป็นเพียงแค่การแบ่งประเภทของพฤติกรรมอย่างกว้างเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประสิทธิผลและความสำเร็จของการใช้อำนาจ ถ้าเราถกเถียงกันเรื่องประสิทธิผลของการใช้อำนาจ ย่อมมีผู้ที่เสนอว่า การลดทอนความเป็นมนุษย์นั้นเป็น ‘ปีศาจร้ายจำเป็น’ ของผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจมักจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ต้องใช้ความ ‘เลือดเย็นและมีเหตุมีผล’ อยู่บ่อยๆ กลไกดังกล่าวข้างต้นจะช่วยลดความเจ็บปวดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจทำร้ายผู้อื่นได้

แล้วอะไรล่ะ ที่เป็นปัจจัยคอยกับกำกับว่าเมื่อใดที่อำนาจจะส่งผลทางบวก และเมื่อใดที่อำนาจส่งผลในทางลบ นักจิตวิทยาสังคมเองก็พยายามตอบคำถามนี้อยู่เช่นกันครับ บ้างก็ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพของผู้ใช้อำนาจ บ้างก็ให้ความสนใจกับปัจจัยเชิงวัฒนธรรมและสถานการณ์แวดล้อม ของการใช้อำนาจ แต่ปัจจัยที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษและควรจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ความชอบธรรมของอำนาจ (legitimacy)

หากนิยามอย่างกว้างๆ อำนาจที่ชอบธรรม (legitimate power) หมายถึง อำนาจมีฐานมาจากการยอมรับร่วมกันของกลุ่มหรือสังคม โดยกลุ่มหรือสังคมนั้นๆ จะเป็นผู้กำหนดร่วมกันว่า ใครคือผู้ที่สมควรจะมีอำนาจและกลุ่มหรือสังคมจะยอมเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจ ตัวอย่างเช่น หน่วยรักษาความปลอดภัยในสนามบินมีอำนาจที่ชอบธรรมในการสั่งให้ผู้โดยสารถอดรองเท้า อาจารย์มีอำนาจในการไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่มาสายเข้าชั้นเรียน เป็นต้น ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว อำนาจที่ชอบธรรมนั้นยึดโยงอยู่กับหลักการเรื่องความเป็นธรรม (fair) ความยุติธรรม (justice) และความถูกต้อง (righteous)

คุณสมบัติเด่นของความชอบธรรม คือ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจที่ชอบธรรมนั้นจะยอมรับอำนาจนั้นอย่างสมัครใจมากกว่าที่จะเกิดจากความกลัวที่จะถูกทำโทษหรือว่าความอยากได้รางวัล ดังนั้น ถ้าความสัมพันธ์ของอำนาจนั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของความชอบธรรมแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจและผู้อยู่ใต้อำนาจก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขแบบไม่ชอบธรรม ความสัมพันธ์ก็จะไม่ราบรื่น เพราะผู้อยู่ใต้อำนาจย่อมเกิดความรู้สึกต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับผู้มีอำนาจ

คุณสมบัติเด่นของความชอบธรรมข้างต้นนี้เองที่เป็นปัจจัยกำกับว่าผลลัพธ์ของอำนาจนั้นจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ เมื่อใดที่ผู้มีอำนาจรับรู้ว่าอำนาจของเขาเป็นอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม (illegitimate) อำนาจนั้นจะนำไปสู่ความฉ้อฉล เพราะเขาเองจะมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและวิตกกังวลต่ออำนาจที่มี ซึ่งท้ายที่สุดอำนาจจึงมักจะลงเอยด้วยพฤติกรรมด้านลบในที่สุด

ล่าสุด นักจิตวิทยาสังคมเริ่มที่จะพบหลักฐานเชิงประจักษ์บ้างแล้วว่า ความชอบธรรมของอำนาจนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้มีอำนาจอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาพฤติกรรมเชิงทดลองพบว่า เมื่อกระตุ้นให้คนนึกถึงสถานการณ์ที่ตัวเองมีอำนาจที่ชอบธรรม (เช่น การได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าเพราะทำคะแนนทดสอบวัดคุณสมบัติได้ดี) พฤติกรรมด้านบวกที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความพึงพอใจ ความกระตือรือร้น ความมั่นใจตัวเอง การเน้นการให้รางวัลมากกว่าที่จะข่มขู่ ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่เมื่อใดที่กระตุ้นให้คนนึกถึงสถานการณ์ที่ตัวเองมีอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม (เช่น การได้รับเลือกตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าเพราะเพศ หรือ ‘เส้น’) ผลกลับกลายเป็นว่า ผู้มีอำนาจนั้นกลับแสดงพฤติกรรมในด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินผู้ใต้บังคับบัญชาในทางไม่ดี ขี้ระแวง ชอบรับฟังคนขี้ประจบมากกว่าคนวิจารณ์ รวมถึงการมักจะชอบใช้อำนาจในการข่มขู่บังคับมากกว่าที่จะใช้วิธีการแบบให้รางวัล

แม้จะเพิ่งเคยอ่านงานวิชาการในสาขาจิตวิทยาสังคมและมีความรู้ในเรื่องนี้ค่อนข้างจำกัด แต่ในความเห็นของผม ‘จุดเด่น’ ของงานวิชาการทางจิตวิทยาสังคม คือ การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ใน ‘ห้องทดลอง’ เพื่อพยายามควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น การสร้างสถานการณ์จำลองให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสวมบทบาทเป็นหัวหน้างานที่ต้องให้รางวัลหรือทำโทษลูกน้องของตน จากนั้นก็จะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จำลองนั้นๆ ซึ่งการศึกษาในลักษณะนี้มักจะทำให้เราเห็นพฤติกรรมของมนุษย์ในระดับปัจเจกบุคคลได้ดี

ลองคิดดูสิครับ อำนาจมันหอมหวนชนิดที่ว่าถ้าคิดถึงมันก็ทำให้เราเปลี่ยนไปได้แล้ว การมีอำนาจเล็กๆ อย่างการได้เป็นหัวหน้าคนในสถานการณ์จำลองก็ยังทำให้คนเปลี่ยนไปได้ นับประสาอะไรกับโลกแห่งความจริงที่เวลาเราพูดถึงผู้มีอำนาจทีไร เราหมายถึงคนที่มีอำนาจอันล้นเหลือที่สั่งเป็นสั่งตายกับคนอื่นได้จริง

ข้อค้นพบทางจิตวิทยาสังคมบอกเราว่า ความชอบธรรมของอำนาจนั้นจะเป็นตัวกำกับว่าอำนาจจะเปลี่ยนคนอย่างไร ในแง่นี้ จึงไม่แปลกที่เวลาสังคมใดมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ สังคมนั้นมักจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ยาก เพราะท่ามกลางความขัดแย้ง อำนาจมีแนวโน้มที่จะชักนำให้ผู้ที่ครอบครองมันแสดงพฤติกรรมแบบกดทับ ข่มขู่ บังคับ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้มีอำนาจทั้งหลายที่ใช้การข่มขู่ การกดทับ กระทั่งลามปามไปถึงการใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาเองก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า อำนาจของตนมันไม่ชอบธรรม

Source : https://waymagazine.org/gender_event/

99 บทเรียนชีวิต จาก 9 ผู้อาวุโสมากประสบการณ์

Author : A Day Bulletin

บทเรียนชีวิตจากเหล่าผู้อาวุโสที่เดินทางผ่านกาลเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน ประสบการณ์ชีวิตที่บ่มเพาะจนกลายเป็นแนวคิดดีๆ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จากความสำเร็จและข้อผิดพลาด . ทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง บางครั้งหนทางอาจราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือบางครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม ก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตด้วยจิตใจที่แน่วแน่ สวัสดีปีใหม่ไทย

นายแพทย์ เฉก ธนะสิริ (อายุ 91 ปี)
เจ้าของผลงานหนังสือ อายุ 120 ปี ทำไมจะทำให้ไม่ได้

  1. ผมเริ่มหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 35 ปี ผมเป็นนักกีฬา ไม่เคยป่วย ไม่เคยเจ็บ ตอนทำงานคนอื่นเขาลาป่วยกัน ผมไม่เคยลา ผมวิ่ง ว่ายน้ำ ขึ้นเขาลงห้วยมาหมด พอเป็นอย่างนั้นผมก็มาตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าอยากมีอายุยืนยาวถึง 120 ปี
    .
  2. ที่ผมตั้งเป้าหมายว่าอยากมีอายุถึง 120 ปี ก็เพราะ หนึ่งผมเป็นหมอ เลยอยากทดลองกับตัวเอง และสอง เป็นการทำให้ตัวเองไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่นอนป่วย ถ้าเป็นคนอื่นที่มีอายุขนาดนี้เขาป่วยตายกันไปเเล้ว แต่ผมยังเเข็งแรง ขับรถทางไกลไปหัวหิน ไปไหนมาไหนได้สบายๆ
    .
  3. ผมกินแบบช้าง ม้า วัว ควาย ไม่ได้กินแบบเสือ สิงโต หมา แมว เนื้อสัตว์ผมจะกินให้น้อยที่สุด กินเเต่ผัก กินผลไม้ ก็ทำให้แข็งแรงน่ะสิ ตลอดชีวิตผมให้เลือดไปทั้งหมด 114 ครั้ง ได้เลือดรวม 60 ลิตร ผมให้เลือดจนถึงอายุ 70 กว่าปีเพราะแข็งแรง คนปกติแค่อายุ 60 เขาก็หยุดให้เเล้ว เพราะกรุ๊ปเลือดผมเป็นเอบี หายาก มีน้อย
    .
  4. สุขภาพที่ดีมาจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักส่วนสูงต้องเป๊ะ คนอ้วนๆ ตายเร็วทั้งนั้นแหละ สังเกตดีๆ คนอายุยืนรูปร่างจะสูงเพรียว แต่ถ้าอ้วน ความดัน เบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคอะไรร้อยแปด สุดท้ายก็ตายเร็ว
    .
  5. ถ้าอยากดูแลสุขภาพตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ แค่ดูน้ำหนักกับส่วนสูง ผู้ชายสูงกี่เซนติเมตรให้เอา 100 ลบ แก้ผ้าชั่งน้ำหนักเลยนะ สมมติสูง 170 หัวเด็ดตีนขาดอย่าเกิน 70 กิโลกรัม ถ้าจะให้ดียิ่งไปอีกเอา 105 ลบ ส่วนผู้หญิงให้เอา 110 ลบ หุ่นนางงามอย่าง อาภัสรา หงสกุล สูง 170 น้ำหนัก 50 กิโลกรัม เห็นไหมเขาถึงได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส
    .
  6. การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องมีสระว่ายน้ำ ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร นอกจากไปซื้อรองเท้ามาคู่หนึ่ง คนวัยทำงานควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยๆ 3-4 วันใน 1 สัปดาห์ ก็ไปวิ่งสิ ให้ได้สักวันละ 5 กิโลเมตร วิ่งแล้วหัวใจก็แข็งแรง กล้ามเนื้อเเข็งแรง เหงื่อออก น้ำหนักตัวก็จะลดลง
    .
  7. คนเราก็มีอยู่สองอย่าง มีคิดผิดกับคิดถูก ที่บอกว่ายิ่งแก่ยิ่งหมดไฟในการมีชีวิต ก็คนแบบนั้นมันคิดไม่เป็นไง หรือไม่ได้คิด เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้าเมายา สูบบุหรี่ เที่ยวหามรุ่งหามค่ำ แต่ผมไม่ ทุกวันนี้สนุกจะตาย ทดลองใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
    .
  8. คำว่า ‘ความสุข’ กับ ‘อายุยืน’ นั้นมาคู่กัน สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เพราะฉะนั้น เราก็ทำจิตใจให้สบาย สงบ ไม่เครียด ไม่จุ้นจ้าน ไม่หาเรื่อง ไม่โกรธ จิตใจมันก็สบาย แล้วสร้างแต่บุญสร้างแต่กุศล คนชั่ว คนใจบาปหยาบช้าไม่มีทางมีความสุขและอายุยืนยาวได้เลย คุณต้องทำจิตใจให้สบาย สร้างแต่บุญกุศล และทำแต่ความดี
    .
  9. ผมแทบไม่มีเรื่องที่เสียดายในชีวิต เพราะผมวางแผนไว้หมดทุกอย่าง ผมเริ่มต้นดูแลสุขภาพมาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ วางแผนทุกอย่างตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอาหาร และพักผ่อนนอนหลับ เรื่องที่เสียดายเกือบจะไม่มี เพราะชีวิตมันคือการวางแผน ผมวางแผนไว้ตั้งแต่หนุ่มๆ และมันเป็นไปตามแผนหมดทุกอย่าง หนังสืองานศพก็มี ความหมายของการมีหนังสืองานศพของตัวเองคือการเตรียมตัวเตรียมใจ พูดง่ายๆ ว่าเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว คนเขียนคำไว้อาลัยให้เสร็จสรรพเรียบร้อยหมด
    .
  10. สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับคนวัยผมก็คือการเห็นความก้าวหน้าของลูกหลานและเหลน ลูกทุกคนมีครอบครัวที่ดี เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เห็นต้นไม้ออกดอกผล ไม่มีด้วงไม่มีแมลงมาเกาะมันก็คือความสุข
    .
  11. ชีวิตคนเราไม่ต้องมีต้นแบบ ตัวเราเป็นต้นแบบของตัวเองได้ อย่างผมไง ผมดูแลสุขภาพ วางแผนชีวิตตัวเองมาตลอดตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ไม่จำเป็นต้องหาต้นแบบจากที่ไหน

อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ (อายุ 64 ปี)
นักแสดง, ครูสอนโยคะ และผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ปทุมธานี

  1. คนเราไม่ควรจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย อย่างชีวิตป้าบางทีเหมือนจะไม่มีอะไร ก็ยังมีอะไรให้ทำ ให้ตื่นเต้นอยู่ทุกวัน แต่ไม่ต้องไปมองหาความตื่นเต้นหรอก เพราะมันจะกลายเป็นการเสแสร้ง แค่เอาใจใส่ไปกับทุกสิ่งที่เราทำ อย่าคิดว่ามันเป็นแค่หน้าที่ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
    .
  2. พอมาถึงวัยนี้แล้ว มันทำให้ป้ารู้ว่าเรื่องเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือทุกกิจกรรมในชีวิตและผลประโยชน์ที่คนอื่นได้รับจากการกระทำของเราต่างหาก
    .
  3. ถ้าเรารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีก็ไม่ต้องไปแคร์ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรหรอก ไม่ต้องห่วงหน้าตาเลย เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อหน้าตา เราทำเพราะเป็นงาน เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่ควรทำ คุณค่ามันเกิดจากหลายๆ อย่างรวมกัน ทั้งผลงาน การมีเงินไว้เลี้ยงชีพ ไปจนถึงประโยชน์ที่เกิดกับตัวเองและผู้อื่น
    .
  4. เราทุกคนมีบทบาท มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
    อย่าไปคิดว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องของฉัน’ บางเรื่องในสังคมเกิดมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่เราอาจจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง
    .
  5. บางคนเจอปัญหาเลวร้ายในชีวิต อยากฆ่าตัวตาย ไม่ต้องฆ่าตัวตายตอนนี้หรอกเชื่อสิ เดี๋ยวสักวันก็ต้องตายเหมือนกันหมด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียดายอะไร
    .
  6. มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่คนเราจะต้องใส่ใจกันทุกวัน อย่ารอไปเสียใจในวันที่เขาจากไปแล้ว บางทีเราช่วยคนไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่คนเราต่างก็ต้องการมีใครรับฟัง มีใครทำให้เขารู้สึกไว้วางใจและอบอุ่นใจ
    .
  7. ป้าไม่อยู่กับความฝัน ป้าอยู่กับความจริง เพราะไม่รู้ว่าความฝันจะเกิดขึ้นจริงไหม แต่ความจริงมันเกิดขึ้นแน่ๆ มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้ามัวแต่อยู่กับความฝันและความคิดที่ว่า ‘ฉันน่าจะทำอย่างโน้น ฉันน่าจะทำอย่างนี้’ ก็ไม่ได้เต็มที่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่สักที
    .
  8. เวลามีอะไรเข้ามา ป้าจะพิจารณา ถ้าเหมาะสมที่จะทำก็ทำเลย วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ป้าไม่เสียดาย อย่างตอนนี้ถ้าถามว่าอยากย้อนกลับไปในช่วงวัยไหนหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ เพราะในทุกๆ ช่วงชีวิตเหล่านั้น ป้าได้เต็มที่กับมันแล้ว
    .
  9. ชีวิตป้าไม่มีคำว่า ‘เดี๋ยว’ มีแต่ ‘เดี๋ยวนี้’ ‘ทันที’ เพราะเมื่อเวลามันผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกเวลานั้นกลับมาได้ ฉะนั้น เวลาจะทำอะไรต้องทำทันที
    .
  10. เราต้องรู้จักรักตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเอง มีศักดิ์ศรี แล้วก็รักพ่อแม่ เรามักจะคิดว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวเป็นหมูในอวย จะพูดให้เขาชอกช้ำยังไงก็ได้ เขารักเรา เขาทนเราได้ ในขณะที่คนอื่นที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเราเดี๋ยวเดียว กลับพุ่งทั้งตัวไปหาเขา กลัวเขาอยากเอาใจเขา ก็ลองคิดดูว่าที่เราทำแบบนั้น เราให้เกียรติตัวเองพอหรือยัง
    .
  11. สำหรับเด็กๆ รุ่นใหม่ อย่าไปเซ็ง อย่าไปเบื่อ ช่วงชีวิตตอนนี้เป็นเวลาสำหรับการเรียนและการงาน เต็มที่กับมัน ถ้าผ่านช่วงของการเรียนไปแล้ว มันผ่านแล้วผ่านเลยนะ ช่วงเวลาที่ลุ้นว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ในตอนทำงานแรกๆ ก็ผ่านแล้วผ่านเลยนะ มันจะมันเฉพาะช่วงเวลานั้น เข้มข้นเฉพาะช่วงเวลานั้น และถ้าผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย

รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล (อายุ 76 ปี)
นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา ‘ชัยคุปต์’
ที่มีผลงานเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์มากมาย

  1. ผมอยากขอบคุณความยากจนตอนเป็นเด็ก การซื้อหนังสือเป็นเรื่องที่ยากมาก ผมต้องเก็บเงินประมาณหนึ่งเดือนถึงจะซื้อหนังสือได้หนึ่งเล่ม ดังนั้น ด้วยความที่เราไม่มีเงินจะซื้อหนังสือแต่อยากอ่านหนังสือ จะให้ทำยังไงล่ะ ก็อ่านแหลก ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละสลึงเอง ผมก็จะกินไม่เกิน 15 สตางค์ ที่เหลือก็หยอดกระปุก เดือนหนึ่งก็ได้สองบาท ก็พอซื้อหนังสือได้
    .
  2. การอ่านหนังสือทำให้ผมไปเจอข้อความที่เป็นประโยชน์กับผมมากๆ ก็คือพุทธวจนะ ‘อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน’ มันโดนใจผมมากจนต้องจดไว้เลย อีกข้อความคือ ‘การเป็นหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง’ และสองประโยคนี้ก็เป็นหลักของผมมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างที่ผมอยากได้ผมต้องหามา แล้วหาโดยไม่ต้องเบียดเบียนใคร
    .
  3. ทุกวันนี้ผมซื้อของไม่ว่าจะซื้อของบาทสองบาท เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นล้าน ซื้อบ้าน ผมก็จะซื้อเงินสดหมดเลย ทุกวันนี้ผมก็ยังยึดนิสัยตรงนี้อยู่ แล้วผมก็ไม่เคยเป็นหนี้แม้แต่บาทเดียว มีคนสงสัยว่าทำได้ยังไง ก็มีวินัยในการใช้เงิน วางแผนในการใช้เงิน แต่ผมก็ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนทำตามผมนะครับ ผมไม่มีทั้งบัตรเครดิต ไม่มีทั้งเอทีเอ็ม มันเป็นการทดลองของผมว่าเราจะทำได้ไหม จะอยู่ได้ไหม
    .
  4. ต้องระวังสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์สามข้อ โลภ โกรธ หลง บางทีเราไม่รู้ตัว คิดว่าเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็อยากมีเงินเยอะ ผมจึงมีอีกข้อคิดคอยเตือนใจว่า ระวังของขวัญจากชาวกรีก Beware of Greek bearing gifts. มันคืออะไร ก็คือของขวัญรางวัลอะไรที่มีคนเสนอมาแล้วดีเกินไป อย่ารับเด็ดขาด ที่มาของคำนี้ก็คือ วรรณกรรมระดับโลก อีเลียด หรือ สงครามกรุงทรอย
    .
  5. เราต้องสังเกตตัวเอง ถ้าไม่สบายบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดบ่อย เราตั้งใจทำงานแต่ทำไมไม่มีคนชอบเราเลย เอาล่ะ ถึงเวลาต้องทบทวนตัวเองแล้ว สาเหตุมันจะมาจากสองอย่าง หนึ่ง จากตัวเราเอง หรือสอง จากคนอื่น แต่สาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นก็คือสาเหตุจากตัวเอง แต่ถ้าทบทวนตัวเองก็จะเห็น
    .
  6. ชีวิตไม่ต้องไปเคร่งครัดมากมายนักหรอก ยังมีสีสันในชีวิตได้ ยังดูหนัง ฟังเพลง สนุกกับชีวิตได้ แต่บางเรื่องผมก็จะไม่ทำ เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ไปในที่ที่ไม่ควรไป เที่ยวกลางคืนไม่เอา
    .
  7. สำหรับความรัก เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ ต้องจริงใจต่อกัน ต้องมีความปรารถนาที่อยากให้อีกฝ่ายมีความสุข ไม่อยากให้อีกคนเป็นทุกข์ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องคิดถึงอกเขาอกเรา คิดถึงจิตใจของเขา จะคิด จะทำ จะพูดอะไร ให้คำนึงถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเสมอ เราไม่ชอบแบบไหน เราก็อย่าไปทำ
    .
  8. ผมเชื่อว่า คนจำนวนมากกลัวตาย กลัวตกนรก กลัวคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ตัวเองเคยทำไม่ดี และนั่นคือช่วงที่ทรมานมาก ผมว่าการเตรียมตัวตายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร เรามีสิ่งดีๆ ให้นึกถึงไหม ถามว่ากลัวตายไหม ไม่กลัวนะ มันยิ่งทำให้ผมมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เวลาจะคิดจะพูดก็ต้องไตร่ตรอง คำพูดเมื่อพูดไปแล้วต้องรักษา
    .
  9. สิ่งที่ผมกลัวอย่างเดียวก็คือ กลัวอยู่ในภาวะที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และเป็นภาระให้กับคนอื่น ทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่ ผมก็เลยเข้าใจในบริบทของต่างประเทศที่มีการการุณยฆาต ที่ให้หมอช่วยคนป่วยที่หมดสภาพและอยากตาย ถ้าถามผม ในวันที่ผมหมดสภาพแล้ว ไม่มีประโยชน์แล้ว ผมก็อยากจะไปโดยที่ไม่ทรมาน
    .
  10. ในยุคของผม เรามีสถาบันสังคมที่สำคัญมากๆ 4 สถาบัน ได้แก่ สถาบันผู้ใหญ่ หมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม ในครอบครัว, สถาบันสงฆ์, สถาบันครู และสถาบันเพื่อน ศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ก่อนผู้ใหญ่ก็เป็นที่น่าเคารพจริงๆ เราไหว้ได้อย่างสนิทใจ อย่างสถาบันครูก็สำคัญ ผมยังจำครูในสมัยเด็กๆ ได้ดี อย่างพระสงฆ์เราก็นับถือได้จริงๆ คนไทยสมัยก่อนเวลาต่อยกัน ถ้าพระผ่านมายังหยุดไหว้แล้วค่อยต่อยกันต่อ สถาบันเพื่อนคือ เมื่อก่อนเพื่อนจะไม่หากินกับเพื่อนนะครับ เพื่อนที่คิดไม่ดีกับเพื่อนจะไม่มี แต่เดี๋ยวนี้…
    .
  11. เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด เราต้องมีเงินเพื่อดูแลตัวเอง ดูแลคนที่เรารับผิดชอบได้ และถ้าเราขยันเราก็รวยได้ แต่อย่าไปบ้าเงิน วิธีไหนได้เงินเอาหมด อย่าไปทำ แล้วจะเสียใจ ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เป็นสัจจะวาจาที่จริงเสมอ

อุดม ทรงแสง หรือ อุดม ชวนชื่น (อายุ 80 ปี)
นักแสดง, นักดนตรี

  1. ทุกวันนี้ความสุขของพ่อคือการเป็นนักดนตรี อายุขนาดนี้ก็ยังฝึกดนตรีอยู่ เครื่องดนตรีก็มีเต็มบ้าน พอว่างๆ ก็มานั่งเล่นเปียโน เป่าแซกโซโฟน หรือเขียนเพลง ขายได้ไม่ได้ไม่สน เพราะความสุขคือการได้นั่งเขียนเพลง แล้วเขียนเสร็จก็ไม่ขายใครอยากได้ก็เอาไปร้องเลย จะให้เงินหรือไม่ให้เงินก็ไม่เป็นไร
    .
  2. ชีวิตคนเราไม่ต้องไปมองคนอื่น มองแค่ตัวเราเองนี่แหละ คนอื่นจะร่ำรวยล้นฟ้ายังไงก็ช่างเขา เรามุ่งไปแค่สิ่งที่เราต้องการ ทำให้ได้ ทำให้สำเร็จ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ชอบอะไรก็ทำไปอย่างที่ตัวเองชอบ แต่ต้องทำให้สำเร็จนะ ถ้าไม่สำเร็จก็ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดู
    .
  3. สมัยก่อนคนจีนเขามาจากแผ่นดินใหญ่เขาไม่มีอะไรเลย บางคนก็มาขายไม้ขีด ขายยาดม ขายลูกอม แต่เขาก็ยังตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ขึ้นมาได้ เพราะเขาทำจริง รักในงานที่ทำ และทำในงานที่รัก ถ้าเราไม่รัก เราก็จะไม่อยากทำ ต่อให้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถ้าได้ทำในสิ่งที่รักก็จะไม่เสียดายที่ลงแรงไป เพราะถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว
    .
  4. ทุกวันนี้ไม่เคยเสียดายอะไรเลย ตอนนี้ถือว่าได้กำไรชีวิตมา 20 ปีแล้ว ชีวิตพ่อไม่เคยมีความเศร้า ไม่เคยร้องไห้ แต่เสียใจอยู่อย่างเดียวตอนที่พ่อแม่ตาย แต่เราไม่มีอะไรจะให้แก แกเลี้ยงเรามา ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเลย เพราะออกจากบ้านมาทำงานด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 15 เข้ากรุงเทพฯ โดยไม่รู้จักใครเลย
    .
  5. พ่อไม่เคยทำตามอย่างใคร เห็นคนนี้เขาเก่งทางนี้ เราก็ไม่ต้องไปแข่งกับเขา แต่ให้ไปหาทางอื่นเอา แล้วจะเจอทางที่เป็นของตัวเอง ส่วนคนไหนเก่งก็อย่าถือว่าตัวเองเก่ง จงนึกเสมอว่าเรายังไม่เก่ง ถ้าถือว่าเก่ง เราก็จะหยุดอยู่แค่ตรงนี้
    .
  6. คนที่เรียนมาเยอะๆ หลายคน พอมาปฏิบัติจริงก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่เคยลงมือทำ เหมือนเวลาเป่าแซกโซโฟน ถ้าเน้นแต่จะเป่าให้ตรงโน้ตอย่างเดียว สำเนียงก็จะใช้ไม่ได้ ทางที่ถูกคืออ่านโน้ตแล้วต้องจำด้วย จากนั้นค่อยหาทางเป่าให้มันเป็นทางของเรา แล้วเสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนใคร เหมือนการใช้ชีวิตนั่นแหละ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ให้มันเป็นตัวเรา อย่าไปเชื่อหรือฟังเสียงคนอื่นมาก
    .
  7. โซเชียลมีเดียก็เหมือนกัน อย่าไปฟังมันมาก เพราะแป๊บเดียวมันก็ทำให้เราพังได้ ถ้าเราไปฟังเสียงคนไม่รู้จักเยอะๆ ประสาทเราก็จะเสีย พอประสาทเสียก็ทำอะไรไม่ถูก และจะไม่กล้าทำอะไรเลย
    .
  8. คนเรามีได้ก็ต้องมีเสีย จะมาได้อย่างเดียวได้ยังไง เหมือนเวลาซื้อรถดีๆ มาขับ พอขับไปชนตู้มเดียว รถแพงแค่ไหนก็หมดค่า บางคนตายไปก็มี เพราะฉะนั้น ใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เสียแล้วเสียไป คิดดีๆ ว่าสิ่งที่เสียไป เราเคยได้มาเยอะกว่านี้อีก
    .
  9. พ่อไม่เคยถือว่าความรักเป็นเรื่องอมตะ เพราะความรักเป็นสิ่งเลื่อนลอย รักได้ก็จากได้ ไม่เคยร้องไห้กับการที่เมียจากไป อยากไปก็ไป ฉันไม่ว่า ไม่รักก็ไม่ต้องรัก มันเป็นเรื่องขี้หมา บางคนเลิกกับเมียร้องไห้จะเป็นจะตาย จะบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เพราะคนไม่รักทำยังไงเขาก็ไม่รัก
    .
  10. ที่อารมณ์ดีได้ตลอดเวลาเพราะเป็นคนไม่คิดมาก เรื่องเครียดๆ ก็ขำได้ ลูกเมียจะเครียด เราก็ขำว่าจะเครียดกันทำไมวะ ถ้าลูกทะเลาะกันก็จะเดินออกจากบ้านเลยไม่อยู่ฟัง เพราะถ้าเราฟังแต่เรื่องดีๆ ชีวิตก็จะมีแต่เรื่องดีๆ แต่ถ้าฟังเรื่องร้ายๆ ชีวิตมันก็ร้าย พอมีคนมาพูดเรื่องร้ายๆ ให้ฟังก็จะแกล้งทำหูทวนลม ใครพูดตลกๆ ถึงจะคุยด้วย ยกเว้นคนเมา เพราะคุยกับมันไม่รู้เรื่อง
    .
  11. พ่อไม่เคยกลัวแก่ เพราะคนเราถึงเวลาก็ต้องแก่ เขาให้พ่อไปดึงหน้าก็ไม่เอา ไม่ต้องไปดึง คนเราความแก่ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหรอก มันอยู่ที่ใจกับปาก ถ้าปากไม่ดีใครก็ไม่มอง ส่วนใจก็ต้องทำตัวให้ไม่แก่ ทุกวันนี้ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ ถ้าคิดว่าแก่ก็คงต้องอยู่บ้าน ไม่ต้องทำอะไรแล้ว แบบนั้นไม่ใช่พ่อ

สุชาดี มณีวงศ์ (อายุ 71 ปี)
ผู้ก่อตั้งรายการสารคดีโทรทัศน์ กระจกหกด้าน
กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด

  1. ที่บอกว่าเรายังมีไฟในการทำงานอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเราทำตัวให้ไม่แก่ เราอยากมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง ตายไม่กลัว แต่กลัวป่วย เพราะฉะนั้น ก็จะดูแลตัวเองทุกอย่าง กำหนดอาหาร กินวิตามิน พักผ่อนมากๆ ตรวจร่างกายเสมอ และที่สำคัญคือ ‘ไม่โกรธ’ เลย
    .
  2. เมื่อก่อนเป็นคนที่ใจร้อนมาก ทุ่มเป็นทุ่ม เขวี้ยงเป็นเขวี้ยง ต่อยเป็นต่อย เพราะเราทำงานสื่อ มีลูกน้องผู้ชายเยอะ ถ้าเราไม่เด็ดขาด ลูกน้องก็จะไม่เกรงใจ แต่เดี๋ยวนี้ก็ปรับตัว สืบเนื่องมาจากการรักตัวเอง กังวลเรื่องสุขภาพตัวเอง เริ่มละวาง ธรรมะก็มีส่วน ตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ ก็นั่งสมาธิภาวนา รักษาศีล และทำทาน
    .
  3. เราเพิ่งจะฝึกตัวเองให้ไม่โกรธเลยได้สักสองปี ไม่มีความโกรธเลย สมัยก่อนเดือดมาก ทะเลาะกับตำรวจ ทะเลาะกับทหาร บอกเลยไม่กลัวหรอก แต่เจอครูบาอาจารย์ดี ท่านก็สอนว่าอย่าถืออัตตา อย่ายึดมั่นถือมั่น ก็เริ่มลดทุกอย่างลง ข้อดีของการไม่โกรธคือทำให้เราสบายใจ และไม่เป็นมะเร็ง (หัวเราะ)
    .
  4. สิ่งที่น่าห่วงสำหรับเด็กยุคนี้คือสังคมหมุนไปเร็วเหลือเกิน บางครั้งเขาก็รับเทคโนโลยีใหม่ๆ กระแสวัฒนธรรมใหม่ๆ โดยไม่กลั่นไม่กรอง เขาเสพทุกอย่างด้วยความรวดเร็วและไม่มีภูมิต้านทาน เพราะฉะนั้น น้อยรายที่เอาตัวรอด และควบคุมตัวเองได้ เพราะเวลาที่อยู่ในสังคม ถ้าเราควบคุมตัวเองไม่ได้ เราจะไปใหญ่โตในโลกนี้ได้อย่างไร
    .
  5. การเสพสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เสพไปเถอะ ถ้ามีภูมิต้านทาน เมื่อตัวเองมีภูมิต้านทานก็จะรู้ว่าอันนี้ถูก อันนี้ไม่ถูก ทุกวันนี้เราเองก็ยังให้วัคซีนตัวเองตลอดเวลา ในทางโลกเราก็ต้องฉีดวัคซีนหวัด อย่างตอนที่ระบาด เราเองก็แค่แสบๆ คันๆ คอ แล้ววัคซีนของใจเราเองล่ะ ทาน ศีล ภาวนา เราต้องมีให้กับตัวเอง
    .
  6. การจะสอนคนมีสองแบบ หนึ่ง สอนปาวๆ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา สอง เราทำให้เขาดู แบบนี้มันซาบซึ้งกว่ากัน สมัยเราสูบบุหรี่ ลูกหัดสูบตาม เราก็ไม่ต้องไปว่าเขา แต่พอเราเลิก เขาก็เลิกไปเอง
    .
  7. ทุกวันนี้สนุกกับชีวิตจะตาย คติพจน์เรามีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าต้อง ‘รักตัวเองให้เป็น’ ถ้าเธอไม่รักตัวเองเธอจะรักใครไม่ได้ในโลกนี้ คนที่เอาแต่ดูแลแต่คนอื่นแต่ไม่ดูแลตัวเองเลย นั่นไม่ถูกต้อง
    .
  8. เรื่องของความรักก็เช่นกัน ความรักคือการทำให้คนที่เรารักมีความสุขอย่างถูกทำนองคลองธรรม สมมติ สมัยเด็กๆ ถ้าลูกจะขอซื้อรถ เราบอกเลยไม่ให้ เพราะว่าไม่ถูกทำนองคลองธรรม เดี๋ยวเธอก็ไปเสยยายแก่ตาย อย่าใจอ่อน เราบอกเลยว่า ขอโทษนะ บางทีเธออาจฟังแล้วไม่ถูกหู แต่เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องสอน
    .
  9. ข้อดีของอายุที่มากขึ้นคือ ทำให้เราฉลาด ตอนนี้ให้กลับไปเป็นสาวเอ๊าะๆ ผิวเต่งตึง ไม่เอา ขออยู่อย่างนี้ เพราะฉลาด เรามองโลกอย่างคนฉลาด ไม่ได้มองอย่างคนโง่ ไม่กลัวไอ้โน่นกลัวไอ้นี่ รักไอ้โน่นโกรธไอ้นี่ แต่ตอนนี้อารมณ์เรามันราบเรียบ รู้ว่าสิ่งรอบตัวเรามันไม่ใช่ของจริง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    .
  10. วิชาชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง สิ่งนี้ไม่มีใครสอน อย่างเราผ่านชีวิตมาหมดแล้ว แก่ตัวไปก็มีสตางค์ดูแลตัวเอง มีบ้านอยู่ ไม่มีหนี้สิน เราต้องเรียนรู้และพอใจกับตัวเอง อย่าไปมองคนที่เขาดีกว่าเรา อย่าไปมองเสี่ยแสนล้าน เสี่ยสองแสนล้าน
    .
  11. เราไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีเลยนะ แต่เราจะบอกว่าตัวเองเป็นคน ‘เลวน้อย’ คนอื่นเขาเลวกันสุดกู่ แต่เราเลวนิดเดียว ถามว่าเป็นมนุษย์มันไม่เลวได้ไหม ไม่ได้หรอก อย่างไรมนุษย์ก็ต้องมีความเลวอยู่บ้าง

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (อายุ 83 ปี)
นักคิดนักเขียนฝีปากกล้าคนสำคัญของไทย
เจ้าของนามปากกา ‘ส.ศิวรักษ์’ ที่ทุกคนรู้จักกันดี

  1. ข้อดีของคนแก่ คือ เราได้ผ่านกาลเวลามามาก กาลเวลาเหล่านั้นก็เป็นประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ข้อดีข้อเสียข้อบกพร่องของเรา นี่คือสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์ยิ่งกว่าคนหนุ่มคนสาว เพราะคนหนุ่มคนสาวเขายังวัยไม่ถึง เขาก็ยังเห็นไม่พอ ยังฟังมาไม่พอ แต่ขณะเดียวกันเวลาคุยกับคนหนุ่มคนสาว เราก็ได้ประโยชน์จากคนหนุ่มคนสาว
    .
  2. วิธีที่จะทำให้ตัวเองไม่เก่าก็คือ หนึ่ง อ่านหนังสือใหม่ๆ อยู่เรื่อย และสอง พบคนใหม่ๆ อยู่เรื่อย ผมชอบแสวงหาเพื่อนตลอดเวลา การได้พบคนหนุ่มมันทำให้ผมได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะ
    .
  3. คนแก่นับว่าเป็นปัญญาของสังคม เป็นชราธรรม เป็นสิ่งที่คนหนุ่มคนสาวไม่มี ในขณะเดียวกัน คนแก่ก็ต้องไม่คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนหนุ่มสาว ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน ผู้หญิงเคารพผู้ชาย ผู้ชายเคารพผู้หญิง มนุษย์เคารพสัตว์ เคารพป่าไม้ เคารพต้นไม้
    .
  4. การย้อนไปเสียดายเรื่องในอดีตไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แต่ถ้าให้คิดดูก็จะมีว่า ตอนหนุ่มๆ ผมก็ใจร้อนมากเกินไป เอาแต่ใจตัวมากเกินไป บางทีลูกน้องเขาก็เดือดร้อน แต่เราไม่รู้ตัว ผมค่อนข้างเผด็จการ ถ้าแก้ได้ก็อยากจะลดทอนความใจร้อน ให้ใจเย็นลง
    .
  5. ใจเย็นเป็นของดี ศาสนาพุทธยกย่องความใจเย็น นิพพานแปลว่าเย็น ยิ่งหนุ่มยิ่งสาวยิ่งต้องใจเย็นให้มาก มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ต้องฝึกให้เป็นคนประเสริฐ เป็นเลิศ เมืองไทยขาดตรงนี้ กลายเป็นฝึกให้เป็นคนกึ่งดิบกึ่งดี ฝึกคนให้หาเงินหาอำนาจ ไม่ฝึกให้คนเป็นเลิศ
    .
  6. Slow is beautiful. ความช้าเป็นของดี ของงาม จิ๋วแต่แจ๋ว ของเล็กๆ นี่แหละงาม คนไทยเราสมัยก่อนเขาก็มุ่งไปที่ความ-เล็กความน้อย สังคมเดี๋ยวนี้เน้นให้คนทำอะไรเร็วๆ แต่การทำอะไรเร็วๆ มันจะทำลายตัวคุณเองนะ ทำลายร่างกาย ทำลายจิตใจ ทำลายสมอง แล้วเราก็ไปฝังหัวหมดทุกอย่าง ต้องมีรถไฟที่เร็ว เรือบินที่เร็ว หารู้ไม่ว่าเครื่องยนต์กลไกที่เร็วมันให้โทษ เทคโนโลยีกระแสหลักให้โทษมากกว่าให้คุณ
    .
  7. สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตเรา เรามักจะมองข้าม เพราะเราไปเชื่อฝรั่ง I think therefore I am. คิดเยอะแปลว่าฉลาด แต่คิดเก่งเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเป็นคนดีได้นะ มันคนละเรื่องกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เพราะอานาปานสติ ท่านเดินตามลมหายใจ ถ้าคุณอยากใช้ชีวิตให้ช้า คุณก็เดินลมหายใจให้ช้าลง คุณสังเกตสิว่าถ้าคุณหายใจเร็ว คุณกำลังผิดปกติ เวลาคุณเครียดจัดก็จะหายใจผิดปกติ
    .
  8. ถามว่ากลัวตายไหม เวลาตอบคุณจะตีฝีปากยังไงก็ได้ว่าไม่กลัวตาย แต่มนุษย์มีความกลัวตลอดเวลา คุณต้องฝึกให้ไม่กลัวตาย แล้วมนุษย์เราก็ไม่ได้กลัวตายอย่างเดียว เรากลัวจะตกงาน กลัวคนไม่นับถือ ความกลัวเป็นพื้นฐานของมนุษย์เลยนะ ลึกๆ แล้วเรามีเซ็กซ์ก็เพราะความกลัว เพราะเราคิดว่าอีกฝ่ายจะให้ความอบอุ่นกับเราได้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับเขา
    .
  9. การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เหมือนคุณว่ายน้ำไม่เป็นแล้วคุณเกาะหยวกกล้วย เกาะทางมะพร้าว แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คุณต้องว่ายน้ำให้เป็น ท่านสอนให้คุณเอาชนะความกลัวให้ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณหมดความกลัว คุณก็จะไม่มีความ-เกลียด แล้วถ้าคุณให้อภัยได้ ก็เพราะคุณไม่มีอะไรจะต้องกลัว
    .
  10. คนถือพุทธต้องภาวนาทุกวัน เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นธรรมดา เราต้องเผชิญสิ่งที่ไม่รักเป็นธรรมดา เรามีกรรมของเราเอง เราทำอะไรไว้กรรมนั้นก็มาสนองเรา
    .
  11. ชีวิตคู่อย่าไปเชื่อฝรั่งมาก ที่บอกว่าคนสองคนเป็นคนคนเดียวกัน ไม่จริง คนสองคนเป็นคนละคนกัน ผู้ชายต้องรู้จักเคารพผู้หญิง ผู้หญิงต้องรู้จักเคารพผู้ชาย อยู่ด้วยกันกระทบกระทั่งกัน ต้องให้อภัย ทะเลาะกัน รุ่งเช้าต้องดีกัน อย่าปล่อยเอาไว้นาน มันไม่ดี ใครทำผิดก็ขอโทษ เหมือนพระที่ต้องปลงอาบัติ ถึงจะอยู่กันยืด

ชมัยภร แสงกระจ่าง (อายุ 65 ปี)
นักเขียน, ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2557

  1. ทุกวันนี้มีสองอย่างหลักๆ ที่ทำอยู่ คือเขียนหนังสือ กับสอนหนังสือ เขียนหนังสือก็เพื่อทำความเข้าใจชีวิตของตัวเอง สอนหนังสือก็คือสอนเพื่อให้คนอื่นเข้าใจชีวิต การทำความเข้าใจชีวิตจะทำให้เรารู้จักมนุษย์คนอื่นและตัวเราชัดเจนมากขึ้น เพราะว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราจะดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อรับรู้ว่าคนรอบๆ เรามีอยู่จริง
    .
  2. การเขียนเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้เรา เวลาที่เขียนหนังสือเหมือนกับว่าเราได้ทำให้สิ่งที่มีอยู่ข้างในตัวเราได้มีที่ทางอย่างชัดเจน การที่เราสามารถระบายอารมณ์ หรือทำให้ตัวเองรู้สึกอิ่มสมบูรณ์ภายใน เป็นความสุขอย่างยิ่ง มันเป็นการทำความเข้าใจขั้นตอนการมีชีวิตอย่างหนึ่ง
    .
  3. คนมักจะบอกว่าในหนังสือของเราไม่มีตัวร้าย เพราะเราคิดว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้ายในสังคมหรอก ทุกคนอยากเป็นคนดี แต่วิถีชีวิตกดดันให้ต้องทำอะไรที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากไม่ดี เวลาเขียนเราจึงแสดงให้เขาได้ดูว่าความไม่อยากหรือความอยากของตัวละครเหล่านั้นคืออะไร พอคนอ่านเข้าใจ มันก็คือการที่มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกัน สิ่งนี้จะทำให้คนเราเห็นใจคนอื่นมากขึ้น
    .
  4. ช่วงชีวิตที่แย่ที่สุดของเราคือช่วงที่รับราชการ และถูกกล่าวหาว่าประพฤติปฏิบัติมิชอบต่อหน้าที่ จนกระทั่งเขาให้ออกจากราชการไว้ก่อน ช่วงนั้นเป็นความมืดดำของชีวิตมืดดำเสียขนาดที่ถ้ารับมันไม่ทัน ทุกวันนี้อาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้าไปเลยก็ได้ เราอยู่ในคดีความหรือหลุมดำมายาวนาน 23 ปี แต่ที่เราผลักตัวเองออกมาจากหลุมดำได้ก็เพราะว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นเหลือ คือถ้าเราอยู่แต่ในหลุมดำเท่ากับว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย จึงไม่มีทางเลือก ต้องโผล่ออกมาจากหลุมให้ได้
    .
  5. อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่มองเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย เราไม่ใช่คนประเภทปิดตา ที่คิดว่าฉันตกหลุมแล้วจะก้มหน้าอยู่อย่างนี้ เราไม่ก้มหน้า เราเงยหน้า พอเงยหน้าก็จะเห็นคนที่เขายื่นมือมาหา พอเราจับมือเขาขึ้นไปจากหลุมสุดท้ายก็จะเจอทางเดินในชีวิต
    .
  6. ความทุกข์เป็นสิ่งที่เมื่อมันเข้ามาแล้ว เราต้องหาประโยชน์จากมัน ถ้าความทุกข์เข้ามาแล้วเราจะบอกว่าไม่เอา ไล่มันก็ไม่ไป มันจะอยู่ตรงนั้นแหละ รูปร่างเป็นอย่างไรก็คิดไม่ออก เราต้องนั่งคิดเลยว่าแล้วจะใช้ประโยชน์อะไรต้องยืนสู้กับมันให้ได้ เรียนรู้สิว่ามันคืออะไร
    .
  7. ถ้าไม่อยากย้อนมาเสียดายเวลาในชีวิต สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อคุณเลือกอะไรไปแล้ว ให้คุณก้าวต่อไปจากจุดนั้น อย่าถอยหลัง ยกเว้นแต่ว่าถ้าคุณตระหนักรู้ว่าสิ่งที่คุณก้าวเข้ามามันเป็นไฟ และแน่นอน ชีวิตมันย้อนหลังไม่ได้ คราวนี้คุณก็ต้องเลือกว่าจะก้าวไปทางซ้ายหรือทางขวาถึงจะดีที่สุด
    .
  8. การมีอายุมากขึ้นจะทำให้คุณเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต คุณจะมีโอกาสให้คนอื่นมากขึ้น ถึงคุณไม่มีทรัพย์สมบัติจะให้เขา แต่คุณให้ประสบการณ์เขาก็ได้ หรือการกระทำบางอย่างที่ตอนเด็กไม่เข้าใจ เราก็เข้าใจมากขึ้น พอแก่เรารู้เลยนะว่าเราหรือเขามีความอยาก ความแก่มันสอนให้เราอ่านชีวิตเป็น อ่านพฤติกรรมมนุษย์เป็น
    .
  9. อีกอย่างที่ความแก่มอบให้ คือทำให้เรากกกอดสิ่งต่างๆ ไว้กับตัวเองน้อยลง เมื่อก่อนสิ่งที่ปล่อยวางไม่ได้เลยก็คือการให้หนังสือคนอื่น (หัวเราะ) เพราะหนังสือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเรา เดี๋ยวนี้ก็โอเค ไม่เป็นไร มีใครมาขอเจ้าชายน้อย ก็เอาไป เราเก็บเวอร์ชันเก่าๆ ไว้พอ หรือใครยืมหนังสือไปไม่คืนก็ไม่เป็นไร เริ่มรู้ตัวว่าไม่มีที่วาง (หัวเราะ)
    .
  10. สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนแก่ก็คือการรับมือกับความตายนี่แหละ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน มันเข้ามาเป็นวิถีชีวิตอยู่แล้ว ได้เห็นอยู่แล้ว เราก็แทบจะไม่ต้องรับมือเลย เหมือนอย่างตอนเด็กๆ เราดูเขาเผาศพบนกองฟืน ได้เห็นและรู้จักความตาย แต่สมัยใหม่ความตายถูกซ่อนอยู่ในโลงศพอันงดงาม อยู่ในเมรุ ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ใกล้ชิด ไม่ตระหนักในความตาย การรับมือจึงทำได้ยากกว่า น่าเสียดาย
    .
  11. นอกจากเรื่องความตาย คนแก่ก็ควรเรียนรู้เรื่องคนแก่ด้วย อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเราแก่ผิดทางนี่ยุ่งเลย แก่แล้วโมโห แก่แล้วเครียด มีปัญหากับลูกหลาน มันเป็นภาระหมด เราควรเรียนรู้ว่าแก่แล้วทำอย่างไรให้ชีวิตมีความหมาย ทำให้ชีวิตเราสบาย ไม่เป็นภาระกับคนอื่น แก่แล้วสบายๆ ดีที่สุด เพราะว่าแก่แล้วไม่มีอะไรดี เราก็ต้องทำชีวิตให้ดี

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (อายุ 76 ปี)
ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน นักเขียนเจ้าของผลงาน เข็นครกตัวเบา ฯลฯ, ที่ปรึกษาสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ, ผู้ขับเคลื่อนให้เกิดศูนย์ดูแลเพื่อผู้ป่วยระยะท้าย (Hospice) ในประเทศไทย

  1. ใครว่าความแก่ไม่ดี ป้าสนุกขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่อายุ 53-54 ยิ่ง 70 กว่านี่ดีมากๆ เลย คนแก่รู้ว่าชีวิตเหลือน้อย ก็ยิ่งรู้ค่าของแต่ละวันที่เหลือ
    .
  2. ‘ตัวฉันวันนี้’ ‘ตัวฉันเมื่อปีก่อน’ เป็นคนละคนกันนะ เพราะทุกครั้งที่เราคิดอะไร ทำอะไรลงไป เราก็จะเป็นสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ลดละอะไร ก็เป็นอย่างนั้นน้อยลง แล้วจะยึด ‘ตัวฉัน’ คนไหน ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว (หัวเราะ)
    .
  3. ป้าเคยทุกข์มาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงอายุ 40-50 สมองกับใจเหมือนเครื่องซักผ้าที่ข้างในสกปรกมากๆ กลัว โกรธ อยาก ไม่อยาก สารพัน เหมือนผ้าสกปรกที่หมุนวน อัตตาตอนนั้นมันข้นคลั่ก เคราะห์ดีที่ช่วงหนึ่งพอจะมีสติถอยออกมามอง เห็นได้เลยว่าถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไป คงไม่ฆ่าตัวตายก็เป็นบ้า
    .
  4. สำหรับป้า ยามนี้ชีวิตมีสมดุลที่การยอมรับ ไม่ใช่การฝืน ป้าเป็นศิษย์พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ว่าด้วยเรื่องวิถีสู่ความตายอันสงบ เรื่องความตาย ถ้าไม่มีอะไรตายก็ไม่มีอะไรเกิด พืช ผัก สัตว์ ต้องตายเพื่อให้สิ่งมีชีวิตได้กินเพื่ออยู่
    .
  5. ป้าไม่อยากเป็นไอดอลของใคร เพราะตัวเราเองจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ป้าไม่ ‘ชัวร์’ อะไรสักอย่าง เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่ ‘ชัวร์’ ได้ ใครอย่ามาถามอะไรกับป้าว่า ‘แน่ใจไหม’ เพราะป้าไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง นอกจากเรื่องความ ‘ไม่แน่’
    .
  6. ‘ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน’ ป้าไม่กล้าพูดหรอก แหม เตาต้มน้ำร้อนสมัยป้ากับสมัยนี้เทคโนโลยีมันห่างกันไกล หนุ่มๆ สาวๆ เข้าอาบน้ำร้อนแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ เราต้องนับถือเขา นี่เป็นโลกของคนยุคใหม่
    .
  7. ความแก่ให้ ‘อิสรภาพ’ ทางใจกับเรา เมื่อก่อนจะออกไปไหนต้องผัดหน้าทาปาก อยากให้คนเห็นว่าสวย ตอนนี้มันเหี่ยวหมดแล้ว แค่ดูแลพอไม่ให้ดูทุเรศนัยน์ตาก็พอ
    .
  8. เวลาบอกคนอื่นว่า 76 แล้วนะ เขาก็ยกโทษให้ ขึ้นรถไฟฟ้าหรือใต้ดิน ใครลุกให้เราก็รู้สึกแสนดี เขาไม่ลุกให้ก็แสนดีอีก ฝึกการ-ทรงตัวไง เรายึดติดน้อยลงเพราะไม่รู้ว่าจะยึดไปทำไม (หัวเราะ) ไม่ใช่เพราะว่าเฉลียวฉลาดอะไรหรอก มันเหลือเวลาน้อย
    .
  9. ที่ป้ามีความสุขได้อย่างทุกวันนี้เพราะได้อยู่กับสามีที่แสนดี อยู่กับงานด้านคุณภาพความแก่ และคุณภาพความตาย เป็นงานที่ใครๆ ชื่นชมว่าเป็นงานของการให้ แต่การให้กับการรับเป็นเนื้อเดียวกัน แยกกันไม่ออกหรอก ป้าได้รับความสุขมากมายจากการทำงานนี้ ทำไปเรื่อยๆ ทำไม่ไหวเมื่อใดก็หยุด
    .
  10. การเตรียมรับมือกับความตาย คือไม่คาดหวัง แค่เตรียมพร้อมว่าถ้าจะตายพรุ่งนี้ วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งก็ทำได้ไม่หมดหรอก ถึงมันก็ค้างๆ อยู่บ้างก็ช่างมัน ฝึกตัวเองให้พร้อมที่จะอยู่กับความ-ไม่รู้ คนเรามักจะชินกับการควบคุมโน่นนี่ให้เป็นอย่างที่ต้องการ พอควบคุมไม่ได้ก็เครียด แต่ความตายมันควบคุมไม่ได้นะ
    .
  11. ฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า ให้เป็น ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง’ อยู่กับเพื่อนที่ดีที่สุดคนนั้นให้ได้ อย่างไม่เบื่อ ไม่เหงา เวลาเขาผิดพลาดทุกข์ร้อน คุณก็แนะนำเขาว่าทำอย่างไรจะดีที่สุด คุณจะไม่ทำร้ายเขา เพราะเขาเป็นเพื่อนที่อยู่กับคุณตลอดเวลา

นิรุตติ์ ศิริจรรยา (อายุ 68 ปี)
นักแสดงที่มีผลงานทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มากว่า 50 ปี

  1. ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีเรื่องตื่นเต้นเข้ามาอยู่เสมอ ซึ่งเราสามารถเก็บเกี่ยวมันได้ในทุกวัน สมมติว่าคุณมีสัตว์เลี้ยงอยู่ตัวหนึ่ง เห็นมันวิ่งกระโดดโลดเต้นหรือทำท่าทางแปลกๆ คุณก็ตื่นเต้นแล้ว หรือวันหนึ่งลูกหลานคุณวิ่งเข้ามาหอมแก้มสักที คุณก็ตื่นเต้นได้เหมือนกัน ฉะนั้น คำพูดที่ว่าอายุมากขึ้นแล้วความตื่นเต้นจะลดถอยลง มันไม่จริงเลย
    .
  2. ประสบการณ์คือข้อดีที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น เพราะมันไม่มีอยู่ในตำรา ไม่มีอยู่ในหนังสือ ประสบการณ์ที่แท้จริงเริ่มขึ้นเมื่อเราลงมือทำอะไรสักอย่าง ครูสามารถสอนให้เราอ่านออกเขียนได้ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องประสบการณ์ ไม่มีครูคนไหนสามารถสอนได้หรอก
    .
  3. ที่มนุษย์เราวุ่นวายแบบทุกวันนี้เป็นเพราะ ‘ความอยาก’ ทั้งนั้น เพราะมนุษย์ไม่ค่อยมองตัวเอง เวลาบอกว่าอยากทำอย่างโน้นอยากทำอย่างนี้ ถามว่าคุณประเมินตัวเองก่อนหรือยัง ถ้าอยากเป็นอย่างนี้ คุณมีความสามารถพอแล้วหรือเปล่า เพราะแค่ความอยากมันยังไม่พอ ในความอยากมันต้องมีความสุข ความรัก และความพอใจ ทั้งที่เราจะให้กับเขาและเราจะได้จากเขาด้วย
    .
  4. อย่าเสียดายอะไรในโลกนี้หรือในชีวิตคุณเลย เรื่องเดียวที่ควรเสียดายคือ ความรักที่คุณมีต่อพ่อแม่เท่านั้น ผู้ชายบางคนอยู่กับพ่อแม่น้อยกว่าผู้หญิง แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้รักพวกท่าน แค่การแสดงความรักของผู้ชายมันยากกว่าเท่านั้นเอง
    .
  5. เรื่องความรักแบบหนุ่มสาวมันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งมีในสมัยนี้ มันมีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ฝรั่งเขามีคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า puppy love ไม่ว่าใครที่เห็นลูกหมาก็ใจสลายเพราะความน่ารักของมันทั้งนั้น แต่พอมันโตขึ้น สกปรกขึ้น ซนขึ้น เราก็ไม่มองว่ามันน่ารักเหมือนแต่ก่อน เลยเอาไปปล่อยบ้าง ทิ้งบ้าง ลูกหมาก็เหมือนจิตใจของมนุษย์ เราต้องคิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจจะเลี้ยงดูมัน ความรักก็เหมือนกัน
    .
  6. หนุ่มสาวหลายคู่แสดงความรักในวันวาเลนไทน์โดยการซื้อกุหลาบราคาแพงไปตามธรรมเนียมที่ฝรั่งเขาทำกัน ถามว่าทุกวันจะรักกันไม่ได้เหรอ ลองสังเกตรุ่นใหญ่ที่แต่งงานกันมาเป็นสิบๆ ปีดู ขนาดแค่ดอกไม้หน้าบ้านเขายังไม่เคยไปเด็ดมาให้กันเลย มันเป็นความเคยชินไปแล้ว เพราะผมรักคุณ ให้คุณไปหมดทุกอย่างแล้ว มันจะสำคัญอะไรนักเชียวกับแค่ดอกไม้ดอกเดียว ตอนนี้คุณคือตัวผม และผมก็คือตัวคุณไปแล้ว
    .
  7. ถ้าให้บอกว่าใครถูกใครผิด ทำไมลูกไม่ดูแลพ่อแม่ ผมว่ามันไม่ค่อยยุติธรรม ตอนเรายังเด็ก เราก็นั่งรอแม่กลับจากทำงานทุกคืน มาตอนนี้ถึงเวลาที่เขาแก่ตัวลง เราก็กลับมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ อาจจะไม่มีเวลามาดูแลพ่อแม่เท่าที่ควร แต่การตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อส่งเสียครอบครัวก็เป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งไม่ใช่เหรอ
    .
  8. เราต้องเข้าใจมนุษย์ว่า เด็กเหมือนคนแก่ คนแก่ก็เหมือนเด็ก พออายุมากขึ้นก็อยากให้คนเอาใจ ต้องการให้มีคนคอยอยู่ด้วย ก็เหมือนกับเด็กนั่นแหละที่ถ้าปล่อยไว้คนเดียวจะร้องไห้บ้านแตก แต่ผู้ใหญ่เขาไม่ร้อง เขาเงียบ แต่บ้านก็แตกได้เหมือนกัน
    .
  9. สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์คือ การมีงานทำ ถ้าไม่มีงานทำ ทุกอย่างในชีวิตจะหยุด เพราะการทำงานทำให้เรารู้สึกมีค่า รู้สึกเป็นที่ต้องการ รู้สึกว่ามีหน้าที่ และยังมีความสำคัญกับคนบางกลุ่มอยู่
    .
  10. ถ้าความรู้สึกที่เรามีต่องานที่ทำอยู่ ไม่เหมือนกับความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงที่เรารัก แปลว่ามันมีอะไรไม่ถูกต้องแล้ว
    .
  11. เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา การสอนที่จะช่วยพัฒนาตรงนี้ได้คือ การอบรมบ่มนิสัยจากครอบครัวและโรงเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า เด็กไม่เคยโดนทำโทษ ครูก็ตีไม่ได้แล้ว โดนไล่ออก ถ้าเป็นสมัยผมไปโรงเรียนสาย จะโดนสั่งให้วิ่งรอบสนาม อายเพื่อนทั้งโรงเรียน แต่เทคโนโลยีไม่สอนให้เราอายเวลาทำความผิด เพราะเรื่องน่าอายมีเกลื่อนไปหมด เด็กเลยมองเรื่องน่าอายเป็นเรื่องปกติ ขนาดเรื่องน่าอายกว่านี้ก็ยังเคยมีคนทำมาแล้ว

Source : https://adaybulletin.com/ อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ ที่นี่

คนทุกคนจะถูกลืม

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในเสื้อสีขาว ผ้านุ่งสีครีม พร้อมไม้เท้าข้างตัว ยืนรอรับเราอยู่ที่กลางซอยโดยไม่สนใจรถยนต์ที่กำลังขับตรงเข้ามาหา

บุคคลผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปัญญาชนสยาม’ ความคิดอันลุ่มลึกของท่านถูกถ่ายทอดออกมาในหนังสือมากกว่าสองร้อยเล่ม บทบาทของการเป็นนักคิด นักเขียน นักพูด และนักวิชาการ ล้วนเป็นงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยมที่ถึงแก่นและเฉียบคม การที่ ส.ศิวรักษ์ ในวัยย่าง 82 ปี ออกจากบ้านมายืนรอรับคนทำหนังสือตัวเล็กๆ อย่างเราด้วยตัวเองเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย

“ถ้าคุณถามคนแถวนี้คุณก็ไม่หลงแล้ว คนในซอยนี้เป็นเพื่อนกับผมหมด” อาจารย์เดินนำเราลัดเลาะบ้านไม้สีน้ำตาลไปยังโต๊ะกลางโถงบ้าน ไม่มีรอยยิ้มต้อนรับ แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ถืออาวุโส

หลังจากได้ลงนั่งดื่มชาที่อาจารย์รินให้เรากับมือ เราเหลือบมองเห็นกรอบรูปของท่านในบางช่วงชีวิตวางประดับอยู่หลายแห่ง งานเชิงวิพากษ์สังคมของท่านมีบทบาทต่อวัยรุ่นยุคแสวงหาอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาฯ งานเขียนที่เกิดจากความรอบรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย เรื่องเจ้าขุนมูลนาย และเรื่องศาสนา ล้วนสร้างคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เทียบดูแล้ว บทบาทสมัยหนุ่มของท่านดูจะมีคุณค่ากว่าวัยรุ่นสมัยนี้อยู่มาก

กรอบรูปในวัยหนุ่มของท่านมีอะไรที่ต่างจากกรอบรูปวัยรุ่นยุคนี้บ้าง นั่นคือสิ่งแรกที่เราอยากรู้

“ยุคสมัยต่าง มันก็แตกต่างกัน คุณบอกว่าวัยรุ่นสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ไม่ได้ บางอย่างดีกว่า บางอย่างก็เลวกว่า เด็กคนหนึ่งประกาศตัวไม่นับถือศาสนา ไม่ไหว้พระ ครูโกรธมาก ลากไปตีที่หน้าเสาธง นี่ผิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนะ บางคนบอกว่าตัวเองนับถือศาสนา แต่ความจริงนับถือทุนนิยม บริโภคนิยมกันทั้งนั้น ถือพุทธนี่คุณต้องตื่นจากความโลภ โกรธ หลง คนไทยทำได้กี่คน เห็นไหมปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก คนแก่เนี่ย ถ้าเราไม่ฟังคนรุ่นใหม่เราก็นึกว่าเราเก่ง ใครนึกว่าตัวเองเก่งอันตรายทั้งนั้น”

อาจารย์เล่าเรื่องความขบถสมัยหนุ่มหลายต่อหลายเรื่องให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลในละครชาตรี ความเกลียดที่โรงเรียนบังคับให้ท่องจำ การตกหลุมรักหนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เหล่านี้หลอมรวมให้อาจารย์เริ่มสั่งสมความรู้และมีความคิดที่เป็นของตัวเอง

“ถ้าได้คิดเป็นตัวเองแล้วคุณจะเติบโต เราลืมไปว่ามนุษย์เราต้องเป็นตัวเองก่อน เพราะระบบสอนให้เราคิดเหมือนกันหมด ต้องเรียนแพทย์ วิศวะฯ ต่อ MBA เหมือนเป็นปศุสัตว์ กฎเกณฑ์บางอย่างมีไว้เพื่อประโยชน์ของเรา เช่น เดินรถซ้ายมือ ไม่งั้นรถชนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเดินตามทุกอย่าง ปัญหาคือเราไปอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของสังคมจนหมดความเป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี ไม้ซีกทั้งนั้นที่งัดไม้ซุงได้

“ผมโชคดีที่รู้จักเด็กวัยรุ่นพวกนี้เยอะ เขามาหาผม หลายคนเขามาสอนผมนะ เนติวิทย์ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) สอนผมว่า หนึ่ง เราต้องฟังคนที่ต่างจากเรา สอง อย่านึกว่าเขามาหาเราแล้วเขาจะเห็นเราเป็นเทวดา เขามาเพราะเห็นว่าเราฟังเขา เราคุยกันเป็นเพื่อน มนุษย์เราต้องเคารพคนที่คิดต่างจากเรา เท่านั้นเอง นี่คือพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ถ้าคุณมี แก่แล้วคุณก็เป็นวัยรุ่นได้”

อาจารย์สุลักษณ์ใช้ชีวิตโดยยึดหลักสัจจะ ความเป็นวัยรุ่นของท่านแสดงออกมาทุกครั้งที่วิพากษ์สิ่งต่างๆ เราเอ่ยปากขอให้ท่านสอนคนรุ่นใหม่ว่า ท่ามกลางโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรคือความจริง หากคนรุ่นใหม่อยากเติบโตไปเป็นปัญญาชนต้องทำตัวอย่างไร

“ปัญญาเกิดขึ้นจากการฝึก ถ้าฝึกปัญญา มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ประเสริฐได้หมด เริ่มจากควรจะฟังให้มาก อย่าด่วนโจมตีคนที่เห็นไม่เหมือนกับเรา ศาสนามีสอนอคติ 4 คือ รัก-ฉัทนาคติ เกลียด-โทสาคติ กลัว-ภยาคติ หลง-โมหะคติ เราต้องถามตัวเองว่าเรารักหรือเกลียดใครสักคนมากๆ นี่เราฉันทาคติหรือเปล่า โมหะคติหรือเปล่า หรือกลัวว่าไม่รักไม่ได้หรือเปล่า พิจารณาดู ทุกคนมีความน่ารักและน่าเกลียด จะตัดสินอะไรต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ เรายืนหลายจุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยืนจุดเดียว”

การไม่มีจุดยืนก็เท่ากับเราไม่สามารถมีบทบาทในสังคมสิคะ-เราเถียง

“ก็มีบทบาทเล็กๆ สิ ผมก็มีบทบาทเล็กๆ ถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นคนเล็กๆ เราก็ยอมรับบทบาทเล็กๆ ได้วันก่อนผมนั่งเครื่องบินไปเชียงรายกับคุณพิภพ ธงไชย แอร์โฮสเตสขอลายเซ็นคุณพิภพ ผมก็ถามไปว่า พวกคุณไม่มีใครรู้จักผมเลยหรอ เขาบอก เอ๊ะ ลุงนี่เป็นลูกครึ่งรึเปล่าคะ เห็นไหม ผมยังไม่ทันตายคนก็ลืมไปแล้ว ถ้าคุณยอมรับความจริงข้อนี้ได้คุณอยู่ได้สบายเลย วัยรุ่นต้องเรียนอันนี้ไว้ เพราะสมัยนี้เขาคิดว่าทุกคนต้องเป็นดารา อย่าไปนึกว่าเราเป็นคนสำคัญ จงจำไว้ว่า คนทุกคนจะถูกลืม”

ก่อนลากลับ เราคุยกันเรื่องต้นมะม่วงพันธุ์อกร่องอายุราวหกสิบปีที่ยืนตระหง่านอยู่ในรั้วบ้าน อาจารย์บอกว่าแทบไม่ได้กินผลมะม่วงเลยปล่อยให้กระรอกกินไปเสียหมด เล่าแล้วท่านก็ยิ้ม ก่อนจะชี้ให้ดูรูปโปสเตอร์ปิดผนังใบหนึ่ง เป็นรูปผู้หญิงใส่แว่นผู้มีแววตามุ่งมั่น

“ความสำเร็จทุกอย่างคือความล้มเหลวยังไม่ปรากฏ” อาจารย์พูดชัดถ้อยชัดคำ

“ที่ผมนับถือมด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เพราะเขาต่อสู้เพื่อสมัชชาคนจน เขาไม่เคยต่อสู้เพื่อความสำเร็จ แต่เขาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และหลายต่อหลายครั้งเขาก็แพ้ ผมนี่ต่อสู้มาตลอดชีวิตยังไม่ได้เจอความสำเร็จสักอย่าง แพ้มาตลอด จะทำอะไรอย่าไปนึกถึงความสำเร็จ สำเร็จไม่สำเร็จคนละเรื่อง”

“ศาสนาพุทธสอนว่าท้ายที่สุดแล้วอนัตตา ไม่มีอะไรเลย ผมแปดสิบกว่า อีกไม่เท่าไหร่ผมก็จากชีวิตนี้ไป ความตายคือความล้มเหลวครั้งสุดท้ายของมนุษย์ที่ไม่สามารถเป็นอมตะได้ คนเรานี่อยากเป็นอมตะ ตายแล้วยังทำหนังสืองานศพแจก พิมพ์ทีเป็นแสนๆ ถามจริงๆ ใครอ่านบ้าง หลอกตัวทั้งนั้น ตายแล้วก็ตายไป หมดไปแล้ว” อาจารย์พูดทิ้งท้ายไม่วายจิกกัดได้เฉียบคมเช่นเคย

ขากลับอาจารย์สุลักษณ์ไม่ได้เดินออกมาส่งด้วยตัวเอง แต่คำถามที่ติดตัวเราออกมาหลังเข้าพบปัญญาชนแห่งสยามท่านนี้คือ หากตัวเราตายไป อะไรจะคงอยู่บ้าง

Source : คอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า – a day 162 กุมภาพันธ์ 2557
http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-suluck-siwaluck

ทำไมเผด็จการจึงยังไม่ตายไปจากสังคมไทย?

ในเมื่อหลายประเทศเลิกใช้ระบอบการปกครองนี้ไปแล้ว สงสัยไหมว่าทำไมระบอบเผด็จการทหารถึงยังใช้ได้ในประเทศไทย คำตอบที่ได้คือ…

“เผด็จการจะอยู่ได้ด้วยเครื่องมือ 2-3 อย่าง อย่างแรกคือควบคุมด้วยอำนาจดิบ หรือความกลัว ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สุด แต่ไม่ยั่งยืนที่สุด เพราะไม่มีใครชอบโดนกดขี่บังคับไปตลอด เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นให้ประชาชนเลย สักวันก็ต้องโดนประท้วงขับไล่

“ฉะนั้นจึงต้องมีเครื่องมือตัวที่ 2 คือคุณต้องบริหารจัดการประเทศให้ดี ให้เศรษฐกิจยังพอไปได้ ให้คนรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพ แต่ชีวิตด้านอื่นๆ ก็ยังได้รับความสะดวกสบาย แต่เครื่องมือนี้ก็ยังมีความเปราะบาง เพราะวันหนึ่งเมื่อเศรษฐกิจล่มสลาย ชีวิตไม่ได้ดีเหมือนก่อน การบริหารจัดการล้มเหลว คนก็จะออกมาเรียกร้องหาระบอบอื่น เหมือนอินโดนีเซียที่ซูฮาร์โตอยู่มา 31 ปี พอเจอวิกฤตเศรษฐกิจก็เกิดการประท้วงจนอยู่ไม่ได้

“แต่จะอยู่ได้นานต้องใช้เครื่องมือที่ 3 ซึ่งลึกซึ้งที่สุด ถ้าทำได้ก็จะอยู่ได้นานที่สุด คือการควบคุมทางอุดมการณ์ ถ้าคุณสามารถควบคุมความคิดคนให้เห็นว่าการปกครองของคุณ ต่อให้ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดสำหรับสังคม ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ถ้าทุกคนถูกดัดแปลงความคิดจนคิดเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกัน แล้วความคิดนั้นตรงกับรัฐ ก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเมืองอีกต่อไป จะเหลือแต่การปกครอง ทุกคนจะเป็นพลเมืองเชื่องๆ เหมือนหุ่นยนต์ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ปกครองได้ตลอดไป”

 

แล้วเราจะรับมือกับระบอบเผด็จการได้อย่างไร?

ถ้าใครเคยได้อ่านงานเขียนของ จอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง 1984 จะพบว่าสิ่งหนึ่งที่พี่เบิ้ม หรือ Big Brother หวาดกลัวที่สุดก็คือพลเมืองที่สามารถรักษาความคิดอิสระของตัวเองไว้ได้

แม้จะเป็นเพียงนิยาย แต่หลายอย่างใน 1984 ก็ทาบทับได้อย่างพอดิบพอดีกับโลกความเป็นจริง และ Big Brother ในเรื่องก็ไม่ต่างจากระบอบเผด็จการในยุคปัจจุบันมากนัก ดังนั้นวิธีรับมือกับระบอบนี้ได้ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาจุดยืนทางความคิดของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคง และไม่สั่นคลอนไปตามวาทกรรมชวนเชื่อที่รัฐพยายามปลูกฝัง

“ในฐานะคนสอนหนังสือ ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ โดยที่ยังสามารถรักษาความคิดอิสระของตัวเองไว้ได้ เพราะหน้าที่ของคนที่เป็นนักคิดคือ การชี้ให้คนทั่วไปเห็นว่าโลกไม่จำเป็นต้องเป็นในแบบที่มันเป็นอยู่ มันมีโอกาสที่จะมีสิ่งที่ดีกว่านี้เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นถ้าระบอบเผด็จการทำงานอยู่บนฐานของการเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันให้คุณยอมรับว่าตอนนี้ดีที่สุดแล้ว ความหวังของสังคมไทยก็อยู่ที่นักคิดที่ต้องชี้ให้เห็นว่ามันมีอนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน”

 

ทำไมต้องประชาธิปไตย?

ในทางรัฐศาสตร์ เผด็จการ หรือประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าระบอบการปกครองรูปแบบหนึ่งที่ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง แต่ถ้าเลือกได้คุณอยากจะอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบไหน

อย่าเพิ่งตอบคำถามนี้จนกว่าได้จะฟังแนวคิดของประจักษ์ที่มีต่อระบอบการปกครองทั้ง 2 แบบ

“ผมไม่ได้มองว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เลิศเลอ เผด็จการก็เช่นกัน สำหรับนักรัฐศาสตร์เวลาพูดถึงระบอบการปกครองจะถือว่าเป็นความหมายธรรมดาสามัญมากเลย แค่พูดถึงระบอบการเมืองต่างชนิดกัน เหมือนเป็น OS ทางการเมือง

“ทีนี้ทำไมผมถึงเชื่อในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า ก็เพราะอย่างน้อยมันผ่านการพิสูจน์ และทดลองใช้มาแล้วในที่ต่างๆ ทั่วโลก มันเป็น OS ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้มากกว่าระบอบเผด็จการ โดยเฉพาะระบอบเผด็จการแบบทหารซึ่งเป็น OS ที่ล้าหลังที่สุด”

ถึงแม้จะยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยอาจจะยังไม่ใช่ระบอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน แต่ข้อดีของมันคือเป็นระบอบที่ยังอัพเดตให้ดีขึ้นได้ ต่างจากระบอบเผด็จการที่อาจเดินทางมาถึงทางตันจนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

“คุณจะไปคาดหวังให้เขาเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเอาทหารประเทศไหนก็ตามมาบริหารประเทศก็ต้องเจอแบบนี้แหละ เพราะทหารส่วนใหญ่ถูกฝึกมาให้คิดถึงเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก นอกนั้นเป็นเรื่องรองหมด ดังนั้นทหารจึงมองทุกอย่างจากเลนส์ของความมั่นคง โปเกมอนโกก็เป็นภัยความมั่นคงได้ ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ โปเกมอนโกอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจ ถ้าคุณเป็นวัยรุ่น โปเกมอนโกคือการพักผ่อนหย่อนใจ แต่ถ้าคุณเป็นทหาร คุณจะมองว่าโปเกมอนโกเป็นภัยความมั่นคงหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติเขาถูกฝึกมาปกป้อง คุ้มครองความปลอดภัยของพวกเรานี่แหละ

“ฉะนั้นพอเราเอาเผด็จการทหารมาใช้ในฐานะระบอบการเมือง นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ คุณจะไปคาดหวังในสิ่งที่เขาไม่มีไม่ได้ ทั้งความโชติช่วงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสมัยใหม่ การปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก ในขณะที่ประชาธิปไตยมีความลื่นไหล ยืดหยุ่นมากกว่า แล้วก็มีตัวอย่างให้เห็นเป็นไม่รู้กี่สิบประเทศ ระบอบเผด็จการสร้างแค่ความสงบ แต่เป็นความสงบที่มีต้นทุนสูงมาก และเป็นต้นทุนที่ถูกทำให้มองไม่เห็น เพราะมีการควบคุมข้อมูลข่าวสาร มีปัญหาเราก็พูดไม่ได้อย่างเต็มที่หรอก มันถึงดูสงบสุขดี ต้นทุนก็เลยสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการอยู่แบบสงบอย่างนี้”

สุดท้ายถึงวันนี้เราจะเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองรูปแบบไหน แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้คือพยายามเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้รู้เท่าทัน และช่วยกันเฝ้าระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป เหมือนที่ประจักษ์ทิ้งท้ายไว้ว่า

“วิกฤติในสังคมตอนนี้ ถ้าจะมีข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ อย่างน้อยสังคมไทยก็เรียนรู้แล้วว่าระบอบประชาธิปไตยมีความบกพร่อง ผิดพลาดได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ดีเสมอไป เราจะได้รู้จักตรวจสอบนักการเมือง รัฐบาล หรือใครก็ตามที่ใช้อำนาจประชาชนผ่านการเลือกตั้งในนามของประชาธิปไตย

“แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดก็คือ สังคมไทยยังไม่ได้วิพากษ์ หรือรู้เท่าทันระบอบเผด็จการเท่าๆ กับที่เราวิพากษ์ระบอบประชาธิปไตย พูดง่ายๆ คือสังคมไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังโลกสวยกับเผด็จการ เวลาพูดถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะตื่นตัวมาก อยากจะตรวจสอบ

“แต่พอเป็นระบอบเผด็จการ เรากลับบอกว่า ให้เขาบริหารบ้านเมืองไปเถอะ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ซึ่งจะว่าไปมันก็ประหลาดนะ”

Source : http://themomentum.co/momentum-feature-dictatorship-prajak