โควิด-19 : ทำไมเราจึง “ด้านชา” ต่อตัวเลขคนตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด

โควิด-19 : ทำไมเราจึง "ด้านชา" ต่อตัวเลขคนตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด

Author : BBC Thai

“หากฉันมองไปที่คนหมู่มาก ฉันจะไม่มีวันทำอะไรเลย หากฉันมองไปที่คนคนเดียว ฉันจะลงมือทำ”

คำพูดของแม่ชีเทเรซาข้างต้นสะท้อนการตอบสนองของมนุษย์เราได้ดีเวลาเห็นคนอื่นกำลังตกทุกข์ได้ยาก

คนส่วนใหญ่เห็นการตายของคนหนึ่งคนเป็นโศกนาฏกรรม แต่บ่อยครั้ง พอตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มันกลับกลายเป็นแค่เลขสถิติ อย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติ ภาวะอดอยาก และล่าสุด วิกฤตโควิด-19

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 5 แสนราย และมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 11 ล้านคนแล้ว เมื่อเดือน มิ.ย. มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ กว่า 100,000 ราย นับว่ามีชาวอเมริกันเสียชีวิตมากกว่าตอนสงครามเวียดนามถึง 2 เท่าด้วยกัน

การเสียชีวิตแต่ละกรณีเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของแต่ละครอบครัว แต่ยากที่เราจะมีความรู้สึกร่วมได้หากเราถอยออกมามองจำนวนผู้เสียชีวิตโดยรวมเป็นภาพใหญ่

An African child standing among adults and looking into the camera
Getty Images
“ความด้านชาทางจิตใจ” หรือ “psychic numbing” คือยิ่งคนเสียชีวิตมากขึ้น เราก็จะยิ่งให้ความสนใจน้อยลง

 

ผู้เชี่ยวชาญเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความด้านชาทางจิตใจ” หรือ “psychic numbing” คือยิ่งคนเสียชีวิตมากขึ้น เราก็จะยิ่งให้ความสนใจน้อยลง

ตอนนี้ มีหลักฐานให้เห็นแล้วว่าคนเริ่มเบื่อหน่ายที่จะเสพข่าวเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

พอล สโลวิค นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยออริกอนในสหรัฐฯ ผู้ศึกษาเรื่อง “ความด้านชาทางจิตใจ” มาหลายทศวรรษ บอกว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมาจากสัญชาตญาณมนุษย์มีความวิเศษในหลายด้าน แต่ก็มีจุดบกพร่อง

“จุดบกพร่องหนึ่งคือ มันไม่สามารถจัดการกับตัวเลขจำนวนมาก ๆ ได้ดีนัก”

Man looking at pictures of some of the victims of the 1994 Rwandan genocide
Getty Images
ในปี 1994 ภายในช่วงเวลาแค่ 100 วัน กลุ่มหัวรุนแรงเชื้อสายฮูตูได้สังหารผู้คนไปราว 8 แสนคน มุ่งเป้าไปที่ชาวทุตซี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา

 

“หากเราพูดถึงชีวิต ชีวิตหนึ่งชีวิตสำคัญมากและมีค่า เราจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตนั้น แต่เมื่อตัวเลขสูงขึ้น ความรู้สึกเราไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่า ๆ กัน”

งานวิจัยของสโลวิคชี้ว่า เมื่อตัวเลขการสูญเสียจากโศกนาฏกรรมสูงขึ้น มนุษย์เราจะมีการตอบสนองทางอารมณ์น้อยลง

เฉยชาต่อการระบาดใหญ่

นี่เป็นผลทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวน้อยลง ในการเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ให้ส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ หรือให้ผ่านกฎหมายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หรือในกรณีของโควิด-19 คนก็อาจจะเลิกใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาด ล้างมือและใส่หน้ากากอนามัยกันน้อยลง

Three people hug at a cemetery
Getty Images
งานวิจัยของสโลวิคชี้ว่า เมื่อตัวเลขการสูญเสียจากโศกนาฏกรรมสูงขึ้น มนุษย์เราจะมีการตอบสนองทางอารมณ์น้อยลง

 

“หากมองเรื่องนี้จากมุมมองด้านวิวัฒนาการ คนเรามุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่คุกคามจะฆ่าเราตรงหน้า” เมลิซา ฟินูเคน กล่าว เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและสังคมมนุษย์จากองค์กรวิจัยแรนด์คอร์ปอเรชัน และเธอก็ศึกษาด้านการตัดสินใจและการประเมินความเสี่ยงด้วย

เธอบอกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์ด้านสถิติหรือนักระบาดวิทยาไม่มี “เครื่องมือ” ที่จะตัดสินเรื่องที่ใหญ่และซับซ้อนอย่างการระบาดใหญ่ได้

ในงานวิจัยจากปี 2014 สโลวิค และเพื่อนร่วมวิจัย ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมองดูภาพเด็กยากจนหนึ่งคน เทียบกับภาพเด็กยากจนสองคน

แทนที่จะรู้สึกสงสารเพิ่มเป็นสองเท่า ผู้เข้าร่วมการทดลองกลับบริจาคเงินให้น้อยกว่าเมื่อเห็นภาพเด็กยากจนสองคน

สโลวิคบอกว่า นี่เป็นเพราะมนุษย์รู้สึกเห็นอกเห็นใจคนคนเดียวได้ง่ายที่สุด

“คุณสามารถคิดว่าคนคนนั้นเป็นใคร คิดว่าเขาเป็นเหมือนลูก พอเพิ่มมาเป็นสองคน ความสนใจและความรู้สึกคุณกลับเริ่มลดน้อยลง… ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของคนเรา”

การทดลองของสโลวิคยังค้นพบอีกด้วยว่าความรู้สึกดีที่ได้บริจาคเงินให้เด็กยากจนคนหนึ่ง ถูกบั่นทอนลงเมื่อเราบอกกับผู้เข้าร่วมการทดลองว่ายังมีเด็กคนอื่น ๆ ที่พวกเขาไม่สามารถช่วยได้

หลังจากให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดูรูปเด็กยากจนหนึ่งคน นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองครึ่งหนึ่งดูข้อมูลสถิติด้วยว่ามีเด็กคนอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกันที่กำลังหิวโหยอีกมากแค่ไหน

อย่างไรก็ดี คนกลุ่มนี้กลับให้เงินบริจาคน้อยลงแม้ว่าจะเห็นปัญหาเป็นภาพใหญ่กว่า

เหตุผลหนึ่งคือมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว

“เราบริจาคเพราะเราอยากจะช่วย และก็เพราะเราอยากจะรู้สึกดีกับตัวเองด้วย” สโลวิคกล่าว

“มันรู้สึกไม่ดีเท่าเมื่อคุณตระหนักว่าคนที่ให้การช่วยเหลือเป็นแค่หนึ่งในล้าน คุณรู้สึกไม่ดีที่ไม่สามารถช่วยทุกคนได้ และก็รู้สึกแย่”

ในการทดลองอีกชิ้นหนึ่ง สโลวิคและเพื่อนนักวิจัยให้กลุ่มอาสาสมัครจินตนาการว่าพวกเขาเป็นผู้ดูแลค่ายผู้ลี้ภัย และให้ตัดสินใจว่าจะช่วยให้ผู้ลี้ภัย 4,500 คนเข้าถึงน้ำสะอาดได้หรือไม่

นักวิจัยบอกผู้เข้าร่วมการทดลองครึ่งหนึ่งว่าค่ายผู้ลี้ภัยมีคนทั้งหมด 250,000 คน และบอกอีกครึ่งหนึ่งว่ามีผู้ลี้ภัยอยู่ 11,000 คน

“[ผลคือ]คนอยากจะช่วยเหลือคน 4,500 คนจากค่ายที่มีคน 11,000 คน มากกว่าในค่ายที่มีคนทั้งหมด 250,000 คน เพราะว่าพวกเขาตอบสนองกับสัดส่วนมากกว่าตัวเลขจริง ๆ”

ทำอย่างไรให้ไม่รู้สึกเฉยชา

A protest against the death of George Floyd in the US
Getty Images
การเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่ทำให้เกิดกระแสประท้วงไปทั่วโลก

 

ตัวเลขกลม ๆ อย่างเช่น 100 1,000 หรือ 100,000 มักจะทำให้คนทั่วไปฉุกคิดขึ้นได้

เช่นเดียวกับที่นักข่าวพยายามบอกเล่าเรื่องโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ๆ ผ่านตัวละครเพียงคนเดียว และหนังสือพิมพ์มักเลือกเล่าข้อมูลที่ดูเหมือนไม่สำคัญของเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นอายุ อาชีพ หรือว่าคน ๆ นั้นมีลูกหรือไม่ เพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้น “มีความเป็นมนุษย์” มากขึ้น

เราจะเห็นว่าโศกนาฏกรรมของคนหนึ่งคนทรงพลังแค่ไหนจากกรณีการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่ทำให้เกิดกระแสประท้วงไปทั่วโลก

ในทางเดียวกัน ในปี 2015 ภาพของอลัน เคอร์ดี เด็กผู้ลี้ภัยชาวซีเรียวัย 3 ขวบ ที่จมน้ำตายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะครอบครัวเขาพยายามอพยพหนีสงครามในซีเรียไปยังยุโรป ก็ทำให้เกิดกระแสไปทั่วโลก

แต่สงครามซีเรีย เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2011 และถึงปี 2015 มีคนเสียชีวิตไปแล้วถึง 250,000 ราย

Drawing of Aylan Kurdi painted on a wall in Germany
Getty Images
สภากาชาดสวีเดน (Swedish Red Cross) ได้รับเงินบริจาคเพิ่มขึ้น 100 เท่าหลัง เคอร์ดี เด็กผู้ลี้ภัยชาวซีเรียวัย 3 ขวบ เสียชีวิต

 

สโลวิคบอกว่านั่นเป็นแค่ตัวเลขสถิติสำหรับคนส่วนใหญ่จนกระทั่งคนทั่วโลกได้เห็นรูปของอลัน เคอร์ดี

สโลวิคบอกว่า สภากาชาดสวีเดน (Swedish Red Cross) ได้รับเงินบริจาคเพิ่มขึ้น 100 เท่าหลังจากรูปดังกล่าวถูกเผยแพร่ และเมื่อผ่านไป 6 สัปดาห์ ยอดบริจาคจึงได้ลดลงมาอยู่ในระดับปกติ

นี่ทำให้เกิดคำถามว่า เราจะสามารถคงความสนใจต่อโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไร หากไม่มีรูปหรือเรื่องราวที่ทำให้คนสะเทือนใจเหมือนการตายของจอร์จ ฟลอยด์ หรือเด็กผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย

เรายอมรับได้หรือหากยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเราเฉยชา และกลายเป็นเลิกระมัดระวังตัวเอง

การสื่อสาร

ฟินูเคน จากองค์กรวิจัยแรนด์คอร์ปอเรชัน บอกว่ารัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต้องฉลาดเรื่องการสื่อสาร เพราะการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อว่าเพิ่มจาก 2 ล้าน เป็น 2.1 ล้าน คงไม่สามารถกระตุ้นให้คนเลี่ยงพื้นที่แออัดหรือใส่หน้ากากได้

เธอบอกว่าทางการควรสื่อสารถึงคนในระดับรายบุคคลมากกว่าเดิม และพยายามกระตุ้นอารมณ์คน นอกจากนี้การเลือกเวลาสื่อสารอย่างเหมาะสมก็สำคัญเช่นกัน

ด้านสโลวิค ยกคำพูดดังของอาเบล เฮอร์ซเบิร์ก ชาวยิวผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่พูดว่า “ไม่ใช่มีคนยิว 6 ล้านคนถูกฆ่า [แต่]มีเหตุการณ์การฆาตกรรมเกิดขึ้น 6 ล้านครั้ง”

“คุณต้องใช้วิธีครุ่นคิดช้า ๆ เพื่อให้เห็นบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ตัวเลขสถิติ” สโลวิคกล่าว และบอกว่าแม้ว่านั่นอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ควรปิดตาไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ

Author : วิกรม กรมดิษฐ์

หลังเห็นข่าวคราวบนหน้าหนังสือพิมพ์และตามรายการเล่าข่าวที่โพล่มา 3 เวลาก่อนอาหารแล้ว อดให้นึกถึงบทความของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ที่เคยเขียนเกี่ยวกับจุดอ่อนของคนไทยไว้เมื่อปลายปี 2553 เสียไม่ได้ เพราะหลังจากได้เห็นเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ แล้วอดคิดไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีประเทศก็แทบไม่ก้าวไปไหนเลย หรือถ้าใครจะเถียงคุณก็ลองหาคำตอบให้ 10 จุดอ่อนของคนไทย ต่อไปนี้ดูแล้วกันครับ

(1) คนไทยไม่รู้จักพอ
สังคมไทยสมัยใหม่เป็นสังคมประเภท “มือใครยาว สาวได้ก็สาวเอา” และไอ้อาการมือยาวที่ว่านี่ ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังกระจายไปถึงระดับฐานรากของสังคมอย่างครอบครัวด้วยเช่นกัน ที่ต่างก็แข่งขันกันเพื่อความสุขสบายของตัวเอง โดยไม่สนว่าคนรอบข้างจะเป็นอย่างไร เอาแค่ตัวเองรอดก่อนเป็นพอ

(2) การศึกษาอยู่ในกะลา
เรามีคนเก่งๆ ที่ไปแข่งขันระดับโลกทุกปี แต่เทียบกันแล้ว นั่นเป็นเพียงชัยชนะของเศษเสี้ยวที่ทิ้งห่างระดับมาตรฐานอย่างชัดเจน และยังไม่มีนโยบายใดๆ ที่แก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญคือคนไทยส่วนใหญ่ยังเก่งแค่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่พอหลุดไปด้านนอกเมื่อไหร่ก็ขาดความมั่นใจไปซะดื้อๆ และที่แย่ยิ่งกว่าคือเรายังไม่กล้ายอมรับความจริงในเรื่องนี้

(3) มองอนาคตระยะสั้น
คนไทยส่วนมากทำงานแบบไร้เป้าหมาย วางอนาคตแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน และมีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

(4) ไม่จริงจังต่อหน้าที่
คนไทยไม่ชอบอยู่ฉากหลัง ทุกคนล้วนอยากเสนอ แม้จะมีความสามารถที่ไม่ถึงก็ตามที จึงทำให้งานส่วนใหญ่กลายเป็นผักชีโรยหน้าหรือทำไปด้วยความเกรงใจผู้อำนาจ แต่ในใจไม่ได้อยากทำเลยสักนิด ซึ่งต่างกับหลายๆ ชาติที่เขาจะให้ความสำคัญกับหน้าที่ จรรยาบรรณอาชีพ และข้อตกลงมากกว่า

(5) การกระจายความเจริญ
ถ้าไม่ใช่เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ การลงทุนแทบเดินทางไปไม่ถึง จึงไม่แปลกที่คนส่วนมากพยายามหนีเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และเปลี่ยนให้เมืองกลายเป็นชุมชนแออัดไปซะดื้อๆ ในขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมชนบทค่อยๆ หายไป

(6) กฎหมายไม่เข้มแข็ง
อาจไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่นามสกุลและตัวเงินสามารถปิดหูปิดตา และสร้างทางลัดได้ แต่ยังไงซะเราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่าสังคมไทยกำลังประสบปัญหาเช่นนี้อยู่

(7) ขี้อิจฉา
สังคมไทยไม่เคยพอใจสิ่งที่ตัวเองมี คิดแต่ว่าเขามีได้ เราก็ต้องมีได้ แต่ดันไม่เคยตั้งคำถามว่า “จะมีไปทำไม” หรือ “ทำไปทำไม”

(8) ค้านลูกเดียว
คำว่า “ติเพื่อก่อ” เป็นสิ่งที่นำมาใช้ได้จริงยากมากในสังคมไทย เพราะส่วนมากชอบให้คนอื่นชื่นชม แต่มักไม่ชอบชมใครก่อน ส่วนมากมันจึงตั้งคำถามเชิงลบมากกว่าการทำความเข้าใจกับประโยชน์ที่ได้ แถมยังเป็นการค้านแบบหัวชนฝา และไม่ฟังเหตุผลของอีกฝ่าย

(9) ยังไม่พร้อมในเวทีโลก
เราใช้คำว่า AEC กันจนเกร่อ แต่ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไร หรือต่อให้พร้อม เราก็คงไปไม่ได้ง่ายๆ เพราะเรายังขาดทักษะในการทำงานเป็นทีม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบเป็นหาง แถมพอให้เป็นหัวก็ยังไม่อยากเป็นเหมือนกัน ประมาณว่าอยากเสนอหน้าแต่ไม่กล้านำ

(10) คนรุ่นใหม่ไร้คุณภาพ
เด็กไทยขาดภูมิคุ้มกันด้านความอดทน เพราะถูกเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน ไม่เคยรู้จักความลำบาก และมักถูกสปอยในเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าท่า ต่างกับเด็กในอีกหลายๆ ชาติที่เขาเลิกงอมืองอ TEEN และดิ้นรนด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แถมเด็กๆ ในบ้านเขายังถูกสอนให้รับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าของเราซะอีก

อาจจะขัดใจใครหลายๆ คนนะครับ แต่ถ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของคนไทยก็ลองหาคำตอบมาหักล้าง หรือถ้าหาไม่ได้ ก็ลองแก้ไข 10 จุดอ่อนเหล่านี้ ให้หายไปจากตัวคุณซะ เพราะปัญหาของคนไทยคงไม่มีใครแก้ได้ดีไปกว่าคนไทยอีกแล้ว

Source : http://articles.spokedark.tv/2013/06/09/10-weakness/#.UeI4PNLfAb0

ผิดหรือที่จะไม่นับถือศาสนา? เมื่อความเชื่อและความไม่เชื่อต้องอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน

ผิดหรือที่จะไม่นับถือศาสนา? เมื่อความเชื่อและความไม่เชื่อต้องอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน

ในสังคมไทย เรื่องการไม่นับถือศาสนาถือเป็นประเด็นใหญ่และเป็นปรากฏการณ์สำคัญหนึ่งของสังคมวันทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนมีปัญหากับครอบครัวด้วยเหตุผลดังกล่าวจำนวนมาก 

ครั้งหนึ่งมีน้องที่รู้จักกับผู้เขียนมาปรึกษาว่าทะเลาะกับพ่อแม่ เพราะอยากจะออกจากศาสนาที่ตนเองนับถืออยู่ เขาบอกว่าไม่อยากไปร่วมกิจกรรมหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพราะรู้สึกว่าไม่ได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น และซ้ำร้ายเขามองว่ากฎเกณฑ์ทางศาสนากลายเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของเขาอีกด้วย ถือเป็นเสียงสะท้อนของปัญหาหนึ่งจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ทีนี้หากมาดูภาพรวมปรากฏการณ์ของผู้ไม่นับถือศาสนาทั่วโลก จากผลสำรวจองค์กรพิว (The Pew Forum on Religion & Public Life) พบว่าจำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนา (Irreligious Persons) ทั่วโลก เพิ่มมากขึ้นสูงถึง 1,100 ล้านคน มากเป็นอันดับสาม รองจากผู้นับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม 

โดยประเทศที่มีผู้ไม่นับถือศาสนามากที่สุดคือประเทศจีน 700 ล้านคน รองลงมาคือประเทศญี่ปุ่น 72 ล้านคน และสหรัฐอเมริกากว่า 51 ล้านคน ส่วนในสังคมไทย นักวิชาการด้านศาสนวิทยากล่าวว่า แม้ยังไม่มีสถิติที่แน่ชัด แต่คาดการณ์ว่ามีผู้ไม่นับถือศาสนาเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 20 โดยระบุถึงสาเหตุหลักๆ ว่าคนจำนวนมากมองว่าศาสนาไม่จำเป็นต่อชีวิต ทำให้งมงาย รวมถึงเกิดจากความผิดหวังกับบุคคลทางศาสนา

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจากปรากฏการณ์ดังกล่าว คืองานวิจัยโดย พิปปา นอร์ริส และ รอนอลด์ อิงเกิลฮาร์ท เปิดเผยว่า สังคมที่มีระบบสาธารณสุขดี มีระบบกระจายอาหารดี มีที่อยู่อาศัยเพียงพอ มีความยากจนต่ำ และมีความเท่าเทียมกันสูง คนในสังคมนั้นยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม สังคมที่ชีวิตคนไม่แน่นอน ความกินอยู่แร้นแค้น และมีความเสี่ยงจะเสียชีวิตสูง คนจะยิ่งเคร่งครัดศาสนา

จริงๆ ในกรณีนี้ก็ถือว่าไม่แปลกมาก เพราะหากดูตามหลักการพื้นฐานการเกิดขึ้นของศาสนา เหตุผลสำคัญของการกำเนิดเกิดขึ้นคือ เพื่อมาตอบสนองสภาวะความไม่มั่นคงของชีวิตของมนุษย์ เช่นเดียวกับการกำเนิดของศาสนาแรกๆ ของโลก อย่างศาสนาบูชาผีหรือบูชาธรรมชาติ (Animism) เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะฟ้าร้อง ฟ้าผ่า น้ำท่วม คนในยุคนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ และปรากฏการณ์เหล่านั้นก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการใช้ชีวิตของคน มนุษย์จึงสร้างศาสนาขึ้นมาเพื่อบูชาอ้อนวอนใช้เป็นเครื่องมือสร้างทางจิตใจ 

อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ หรือมีวิทยาศาสตร์มาช่วยผู้คนค้นหาความจริงกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้แล้ว แต่สภาวะความไม่มั่นคงในชีวิตของมนุษยก็ไม่ได้หายไปไหน แต่กลับเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแข่งขันในการทำธุรกิจ การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม หรือแม้แต่การต่อสู้กับสภาวะบางสิ่งบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบสนองได้ กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดหากจะยกตัวอย่างคือ กรณีผู้ป่วยโรงมะเร็งระยะสุดท้ายที่วิทยาศาสตร์หมดหนทางที่จะให้คำตอบสำหรับชีวิตมนุษย์แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสภาวะความไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน

กลับมาสู่คำถามที่เป็นปัญหาโจทย์หลักของบทความนี้คือ ผิดหรือไม่ที่จะไม่นับถือศาสนา ผู้เขียนคิดว่าคำถามนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะตอบได้ว่าผิดหรือไม่ เพราะเรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล คนไม่เชื่อเขาก็บอกว่าไม่ผิดที่จะไม่มีศาสนา ส่วนคนที่เชื่อก็มองว่าเป็นเรื่องผิดเพราะทำลายขนบ แต่สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรเอาความเชื่อ (ทั้งที่เชื่อว่าผิดหรือเชื่อว่าไม่ผิด) ของเราเองไปยัดเยียดหรือกดทับความเชื่อของคนอื่น อันนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นประเด็นที่เราทุกคนควรจะตระหนัก

ทีนี้คำถามคือแล้วอะไรที่เป็นปัญหา แล้วอะไรที่ควรจะเป็นจุดกึ่งกลางทางออกของปัญหา ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าสนใจมากกว่า 

ปัญหาหนึ่งในเรื่องการนับถือศาสนาในสังคมไทยคือ เราไม่เคยมองว่าการนับถือศาสนาเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย หนำซ้ำยังมองข้ามไปว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกัน ศาสนาคือเรื่องของศาสนา ประชาธิปไตยหรือเรื่องสิทธิเสรีภาพคือเรื่องทางโลก สองสิ่งนี้ไม่ควรเกี่ยวข้องหรือนำมายุ่งเกี่ยวกัน นี่คือมายาคติที่เป็นปัญหา ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือเรื่องเดียวกันและไม่สามารถแยกขาดจากกันได้

ที่น่าสนใจมายาคตินี้ต้องบอกว่าไม่ได้มีเฉพาะในกลุ่มแนวคิดอนุรักษนิยมเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยด้วย 

คนรุ่นเก่าหรือคนที่เชื่อในศาสนาก็มักจะโจมตีว่าคนรุ่นใหม่คือพวกล้างขนบจารีต ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ส่วนคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์เป็นแกนในการดำเนินชีวิต ก็มักมองว่าคนพวกนั้นงมงาย ไร้สาระ ไม่เป็นสมัยใหม่ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น

ดังนั้นแกนกลางทางออกของปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าคุณจะนับถือศาสนาหรือไม่ หรือถกเถียงกันว่าอะไรดีกว่ากัน แกนกลางทางออกหลักที่ผู้เขียนอยากเสนอ ประการแรกเลยคือ เราต้องทำลายมายาคติที่มองว่าศาสนาคือคนละเรื่องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตยออกก่อน

ประการที่สองคือ เราทุกคนต้องสร้างชุดการรับรู้และความเข้าใจใหม่ว่าการนับถือศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาเป็น ‘สิทธิเสรีภาพ’ ขั้นพื้นฐานประการหนึ่งภายใต้หลักการประชาธิปไตย คุณมีสิทธิและเสรีภาพที่จะนับถือศาสนา และคุณก็มีสิทธิและเสรีภาพที่จะไม่นับถือศาสนา คนที่เลือกที่จะนับถือก็ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่งมงายไร้สาระ เพราะสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะมีคุณค่าบางอย่างในชีวิตและตัวตนของเขา พูดให้ถึงที่สุด แม้หลายคนที่ไม่นับถือศาสนาจะมองว่ามันงมงาย ไร้สาระ ไม่เป็นเหตุเป็นผล เขาก็มีสิทธิที่จะเชื่อหรืองมงาย เรามีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราไม่มีสิทธิไปเหยียดเขา ดังนั้นคำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่คำตอบมันควรจะอยู่ที่ว่าคนๆ นั้นถือสิทธิส่วนบุคคล ส่วนใครจะมองว่าความเชื่อเหล่านั้นค้ำยันโครงสร้างอำนาจแบบอุปถัมภ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไว้ต้องคุยกันต่อ

ดังนั้นกล่าวโดยสรุปหากจะถามว่า “ผิดหรือไม่ผิด” ถ้าจะ ‘นับถือ’ หรือ ‘ไม่นับถือ’ ศาสนา คำตอบที่ได้คือ “ตอบไม่ได้” เพราะส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าการตั้งคำถามลักษณะนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก ส่วนตัวกลับมองว่าสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าคือคำถามที่ว่า “อะไรคือจุดกึ่งกลาง” “อะไรคือแกนกลาง” ที่ความเชื่อและความไม่เชื่อนี้จะอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งผู้เขียนก็ได้เสนอไปเบื้องต้นแล้ว คือ ต้องทำลายมายาคติที่เข้าใจว่าศาสนากับสิทธิเสรีภาพเป็นคนละเรื่องไม่ควรยุ่งเกี่ยวกันออกไปให้หมด และสร้างชุดความเข้าใจใหม่ว่า ความเชื่อหรือความไม่เชื่อเป็นสิทธิเสรีภาพที่สำคัญประการหนึ่งภายใต้หลักการของประชาธิปไตย

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

“ถ้าคุณรักสถาบันจริง อย่ามองว่าคนที่เห็นต่างจากคุณนั้นเลวร้าย” – สุลักษณ์ ศิวรักษ์

“ถ้าคุณรักสถาบันจริง อย่ามองว่าคนที่เห็นต่างจากคุณนั้นเลวร้าย” – สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ในช่วงเวลานับเดือนจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ที่มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ (ยุบสภา-หยุดคุกคามประชาชน-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่) เกิดการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาและนักเรียนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองร้อนขึ้นเรื่อยๆ

10 ส.ค. 2563 การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เสนอ 10 ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ตามมาด้วยความคิดเห็นหลากทิศทางจากสังคม ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนว่าเป็นการแสดงความเห็นอย่างสุจริตในขอบเขตของกฎหมาย และฝ่ายที่เห็นว่าเป็นการสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรง

ความกังวลด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คือ ปฏิกิริยาจากฝ่ายผู้มีอำนาจที่จะทำลายพื้นที่การแสดงความคิดเห็นและพูดคุยกันด้วยเหตุผล จนถึงการโต้กลับด้วยการดำเนินคดี การดำเนินการนอกกฎหมาย และโอกาสที่จะมีการโต้กลับด้วยความรุนแรงจากภาครัฐและมวลชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในการชุมนุมครั้งต่อๆ ไปของนักศึกษา

101 สนทนากับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการอาวุโส เจ้าของฉายา ‘ปัญญาชนสยาม’ ผู้ประกาศตัวและได้รับการยอมรับว่าเป็นฝ่ายกษัตริย์นิยม (royalist) คนสำคัญว่า เขามองข้อเรียกร้องเหล่านี้อย่างไร มีสิ่งใดที่ผู้มีอำนาจต้องระมัดระวัง และสังคมจะสร้างพื้นที่การพูดคุยด้วยเหตุผลอย่างไร

สุลักษณ์ยืนยันว่าเขาเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใจ และเป็นความเคารพที่มีสติวิจารณญาณ โดยไม่ปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์ หากผู้หลักผู้ใหญ่มีการรับฟังข้อเสนอของกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อปรับปรุงแก้ไขก็จะเป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อาจารย์มองการชุมนุมของนักศึกษาช่วงนี้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่มีข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมดีใจที่คนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้อง และคนรุ่นใหม่ในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะนิสิตนักศึกษา แต่ยังรวมถึงนักเรียนด้วย ผมปลื้มปิติด้วยเหตุว่าสถาบันการศึกษากระแสหลัก ไม่ว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างสอนให้คนรุ่นใหม่สยบยอม สอนให้ไต่เต้าเอาดีเพื่อออกไปหางานทำ ไม่เคยสอนให้ปฏิเสธเผด็จการ ไม่สอนให้เป็นตัวของตัวเอง แม้กระนั้นก็มีคนรุ่นใหม่ออกมาได้ถึงเพียงนี้ ผมดีใจมากว่าบ้านเมืองเรามีความหวังแล้ว การที่คนรุ่นใหม่สามารถแหวกกระแสหลักออกมาได้อย่างกล้าหาญ และพูดจามีเหตุผล ทำให้ผมภูมิใจมาก เป็นอันว่าผมคงนอนตายตาหลับแล้ว ตอนนี้ผมก็ใกล้ 88 ปีแล้ว คงอยู่อีกไม่นาน ก็ดีใจว่าผมคงไม่หมดหวังกับบ้านเมืองนี้เสียทีเดียว

อาจารย์มองข้อเรียกร้อง 10 ข้ออย่างไร

ข้อเรียกร้อง 10 ข้อของเขาฟังดูก็สมเหตุสมผล เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ได้ต้องเปิดเผยโปร่งใส พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชจริยวัตรเพื่อความสุขสวัสดีของราษฎร ไม่ใช่ราษฎรทำอะไรต่างๆ เพื่อพระมหากษัตริย์อย่างเดียว ผมเชื่อว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านรับฟังข้อความที่เอ่ยถึงท่านและสถาบันของท่าน ท่านมีใจกว้างพอสมควร แต่ที่น่ากลัวคือพวกที่ทำตัวเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา ไปอ้างอะไรต่างๆ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย เขาอ้างว่าจงรักภักดี แต่เป็นการจงรักภักดีแบบเอาดีให้ตัวเอง เอาความชั่วให้คนอื่น พวกนี้อันตรายมาก

ที่เขาเรียกร้องนั้นสมเหตุผล ไม่มีอะไรเกินเลยไป เรียกร้องด้วยความจงรักภักดี ไม่มีความรุนแรงหรือเป็นไปในทางทำลายล้าง ผมก็คิดว่าเด็กรุ่นใหม่นี้ไว้ใจได้ เชื่อใจได้

บางฝ่ายมองว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นการก้าวล่วงสถาบัน

มันมีพวกขวาจัด ไปแตะอะไรเข้าหน่อยก็หาว่าจาบจ้วง พวกนี้อันตรายมาก ผมเองโดนกล่าวหาว่าหมิ่นพระนเรศวรมหาราช ทั้งที่กฎหมายบอกไว้ว่า ห้ามหมิ่นพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน พระราชินี และรัชทายาท โดยเฉพาะมาตรา 112 พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ท่านให้เลิกหมดเลย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ฟังพระราชกระแส เพราะถ้าฟังก็ควรแก้กฎหมายเลย ทำมาตรา 112 ให้เหมาะควรหรือเลิกไป แต่รัฐบาลก็ไม่ทำแล้วอ้างกฎหมายอื่นมาหาเรื่องจับคน

รัฐบาลควรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร รัฐบาลไม่ควรมีหน้าที่บีบบังคับราษฎร ราษฎรเห็นต่างจากรัฐบาลก็รังแกทุกอย่างเลย แม้จะอ้างตัวเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่หัวใจยังเป็นเผด็จการอยู่

ข้อเรียกร้องของนักศึกษาเป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร

ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ฟังข้อเรียกร้องของเขาและปรับปรุงแก้ไข มันก็เป็นของดี แต่ถ้าไม่ฟังข้อเรียกร้องเหล่านี้แล้วตะแบงยืนยันต่อต้านเขา มันก็ไม่ใช่ของดี เรื่องนี้รัชกาลที่ 6 ท่านถามน้องชาย คือ ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ที่ทรงศึกษาที่รัสเซียและพระเจ้าซาร์เลี้ยงเหมือนพระราชโอรสบุญธรรมว่าทำไมราชวงศ์รัสเซียถึงพังพินาศไป แล้วคอมมิวนิสต์เข้ามาแทนที่ ทูลกระหม่อมบังคมทูลพี่ชายท่านว่า พระเจ้าซาร์เป็นคนน่ารัก เรียบร้อย แต่ท่านไม่ฟังคนที่คัดค้านท่านเลย ท่านฟังเฉพาะคนที่อุดหนุนท่านอย่างเดียว เพราะฉะนั้นสถาบันหลักต้องฟังคนที่คัดค้าน

พระพุทธเจ้าสอนว่ากัลยาณมิตรสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน กัลยาณมิตรคือผู้ที่จะพูดในสิ่งที่เราไม่อยากฟัง เมื่อเราฟังที่เขาพูดแล้ว ถ้าเขาพูดเกินเลยไปก็สงสารเขา ยกประโยชน์ให้เขา ถ้าเขาพูดมีเหตุผลก็ต้องปรับปรุงแก้ไข นี่คือหัวใจ การปรับปรุงแก้ไขเกิดได้เมื่อเราฟังคำเตือน แม้คำเตือนนั้นมาจากความหวังดีหรือไม่หวังดีเราก็ต้องฟัง หากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้จะเป็นของดี

นักศึกษาเหล่านี้กำลังถูกภาครัฐทำให้เป็น ‘ภัยต่อความมั่นคง’ การทำเช่นนี้อาจทำให้สถานการณ์นำไปสู่อะไรได้บ้าง

ผมไม่สามารถพูดแทนทุกคนได้ แต่ต้องเข้าใจว่าคนที่ออกมาเรียกร้องส่วนใหญ่เขามีความปรารถนาดี ควรจะรับฟังเขา อย่างน้อยต้องไม่รังแกหรือไม่ไปโจมตีเขา แต่มีคนที่ตั้งตัวเป็นคนที่จงรักภักดี ซึ่งผมคิดว่าเป็นพวกขวาตกขอบ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ท่านบอกว่าเป็นพวกที่ตั้งตนเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา พวกนี้อันตรายมาก ผมก็เตือนพวกนี้ด้วยความหวังดี ถ้าคุณรักสถาบันจริง อย่ามองว่าคนที่เห็นต่างจากคุณนั้นเลวร้าย เปิดโอกาสให้คนที่เห็นต่างจากคุณ ไม่เห็นด้วยกับเขาก็ไม่เป็นไร ในสังคมมีคนตั้งกี่ล้าน จะเห็นตรงกันหมดไม่ได้หรอก เห็นต่างกันก็ไม่เป็นไร ต้องเคารพเสียงที่คิดต่างจากเรา

เราต้องฝึก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่สอนให้คนคิดเหมือนกันหมด สอนให้เคารพธงชาติเช้าเย็น “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” มันมีที่ไหน ผมนี่ชาติเชื้อเจ๊ก ปักษ์ใต้เป็นมลายูก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเหมือนกัน เพลงชาติเช้าเย็นนี่ให้โทษที่เรามองไม่เห็น เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยนี่ก็อันตราย เพราะคนข้างล่างเขาไม่ใช่คนไทยแต่ก็อยู่ประเทศเดียวกันได้ รักกันได้ จงรักภักดีด้วยกันได้ ต่างศาสนาก็ไม่เป็นไร แต่เราทำให้คนต้องคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน ผมว่าไม่ได้เรื่องเลย

ท่าทีของนักศึกษาส่งผลแค่ไหนต่อการรับฟังข้อเรียกร้อง

ผมคงตอบแทนเขาไม่ได้ แนะนำได้ว่าต้องมีความใจกว้าง ฟังคนที่คิดไม่เหมือนกับเรา อย่าไปดูถูกว่าเป็นเด็กเป็นเล็ก ผมอายุแปดสิบกว่าแล้ว ที่ผมอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะผมฟังเด็กเล็ก ฟังคนที่คัดค้านผม บางครั้งผมก็ยอมรับว่าผมผิดแล้วเดินตามเขา สังคมต้องเป็นอย่างนั้น ผมอยากจะเตือนผู้ใหญ่ทั้งหลายว่าอย่าไปดูถูกคนอื่น อย่าไปโทษคนที่เห็นไม่เหมือนกับเรา ใจกว้างเข้าไว้เป็นของดีที่สุด

หลายฝ่ายกังวลเรื่องการใช้ไม้แข็งกับนักศึกษา

การใช้ไม้แข็งจะทำลายคนมีอำนาจเอง ที่อินเดีย มหาตมะ คานธี ให้คนต่อสู้โดยสันติวิธี ครั้งเดียวที่อังกฤษใช้ความรุนแรง นั่นเป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้อังกฤษพังเลย อังกฤษอยู่ต่อมาโดยไม่ใช้ความรุนแรง แล้วคานธีก็ปลุกระดมคนให้ต่อสู้โดยสันติวิธีและเอาชนะอังกฤษได้ ทั้งที่เวลานั้นอังกฤษเป็นจักรวรรดิซึ่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกดินเลย อินเดียเป็นประเทศยากจน มหาตมะ คานธี ท่านนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวสู้กับจักรวรรดิอังกฤษที่ยิ่งใหญ่มากจนสำเร็จ เพราะท่านสามารถชักชวนคนอินเดียว่าแม้จะยากไร้ขนาดไหนแต่ทุกคนมีความสำคัญและเท่าเทียมกันหมด ที่สำคัญคือสื่อกระแสหลักเห็นด้วยกับ มหาตมะ คานธี ซึ่งสำคัญมาก

สำหรับพวกที่ต่อต้านรัฐบาลในเวลานี้ก็มีสื่อนอกประเทศที่สนใจเรื่องนี้มาก รัฐบาลจะปิดตัวเองไม่ได้ อย่านึกว่าสื่อต่างประเทศไม่สำคัญ สื่อกระแสหลักที่เน้นไปทางบริโภคนิยม-ทุนนิยมอาจไม่สนใจ โฆษณาสินค้ามาจากนายห้างรวยๆ ทั้งนั้น และนายห้างรวยๆ เหล่านั้นก็สยบยอมกับเผด็จการทั้งนั้น แต่มีสื่อกระแสรองทั้งในและนอกประเทศที่พูดสัจจะวาจาขยายไปทั่วโลก ชัยชนะอยู่ที่สัจจะ ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่อสัจ ชัยชนะอยู่ที่ประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ที่เผด็จการ

มีโอกาสที่ชนชั้นนำจะใช้ความรุนแรงไหม อะไรจะเป็นสิ่งป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงได้

ผมตอบแทนชนชั้นบนไม่ได้ แต่หวังว่าชนชั้นบนจะไม่โง่เขลาเบาปัญญาขนาดนั้น บทเรียนจาก 6 ตุลาฯ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าใช้ความรุนแรงแล้วไปกันใหญ่ นองเลือดเลย ตอน 14 ตุลาฯ เผด็จการสามคนที่คุมอำนาจหนีไปก็เลยไม่นองเลือด แต่ 6 ตุลาฯ ดึงดันอยู่ก็เลยพัง

อาจารย์เกิดปี 2475 รัฐประหารทุกครั้งอยู่ในช่วงชีวิตของอาจารย์หมด ถ้าประเมินตอนนี้มีโอกาสเกิดรัฐประหารไหม

มันเกิดอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา ทหารเข้ามาเป็นรัฐ พอเริ่มเชื่อมั่นในตัวเองก็ให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ พอทหารเห็นว่าไม่ได้เรื่อง ก็ล้มรัฐธรรมนูญอีกแล้ว ทำมาตลอดตั้งแต่ 2490 จนเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ประยุทธ์ก็รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นในการมีรัฐธรรมนูญที่เขียนเข้าข้างตัวเอง วุฒิสภาก็พวกตัวเองทั้งนั้น พรรคอนาคตใหม่เพียง 80 คนมีท่าทางหัวก้าวหน้าหน่อยก็รังแกเขา ยุบพรรคเขาเลย ใช้วิธีนี้เป็นวิธีที่โง่เขลา ถ้ารู้จักใช้วิธีที่อะลุ่มอล่วยได้ จะเป็นประโยชน์กับตัวเองเองด้วย เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองด้วย

 

ยังไงการรัฐประหารก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีก

ธรรมดาครับ แต่หวังว่าการประท้วงเหล่านี้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะฟังหรือไม่ฟัง ถึงจะใช้ความรุนแรงแล้วสถานการณ์ดีขึ้น แต่มันดีขึ้นอย่างเจ็บปวดมาก ถ้ารัฐบาลฉลาดมันจะดีขึ้นอย่างเจ็บปวดน้อย

เริ่มมีการพูดถึงการเดินซ้ำรอย 6 ตุลาฯ ที่มีการระดมมวลชนฝ่ายขวา อะไรจะทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

อันนี้ผมไม่ทราบ เพราะเมื่อ 6 ตุลาฯ ตัวเลวร้ายออกมาชัด อย่าง สมัคร สุนทรเวช เป็นทั้งนักการเมือง ทั้งคุมสื่อมวลชน อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ก็คุมสื่อมวลชนแล้วอ้างตัวเป็นราชวงศ์ หรือ อุทิศ นาคสวัสดิ์ นักดนตรีไทยที่คนเชื่อถือว่าเป็นอาจารย์เกษตรฯ คนพวกนี้เอาความน่าเชื่อถือของตัวเองมาสร้างความเลวร้าย บอกว่าธรรมศาสตร์เต็มไปด้วยญวน ป๋วยเป็นคอมมิวนิสต์ คนก็เชื่อไปได้พักเดียว เพราะสัจจะมันต้องปรากฏ ช่วงนี้ผมก็ยังดีใจ ยังไม่มีคนแบบที่กล่าวมา

อาจารย์คิดว่าผู้ใหญ่จำเป็นต้องเตือนหรือช่วยกันดึงแขนเด็กไม่ให้ไปไกลเกินเพื่อความปลอดภัยของเขาไหม

อย่าไปวิตก พยายามให้กำลังใจเขา และเตือนเขาด้วยความหวังดี ถ้าเขาไม่ฟังอย่าไปนึกว่าเขาดื้อ เด็กเขาก็ต้องแสดงความเป็นตัวของเขาเองบ้าง เขาอาจดื้อรั้นไปบ้างก็ให้โอกาสเขา เตือนเขาว่าพยายามอย่าให้หมิ่นเหม่โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน ให้ใช้ภาษาด้วยความเคารพ ช่วยเตือนกันทุกฝ่าย

สำหรับอาจารย์ ในสภาพการณ์ปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ควรมีตำแหน่งแห่งที่แบบไหนในสังคมไทย

สถาบันเป็นนามธรรม ต้องพูดเป็นรูปธรรม พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ท่านฟังและทำหลายเรื่อง ผิดกับพระราชบิดาที่ท่านไม่ได้มาแสดงเอง แต่ท่านให้คนอื่นทำแทนนะครับ อย่างจิตอาสาท่านก็อุดหนุนให้ทำ มีอะไรเดือดร้อนท่านก็ช่วยเหลือเกื้อกูล แม้ท่านจะอยู่ต่างประเทศ เดี๋ยวนี้สะดวก อีเมลถึงท่านทุกวัน หนังสือถึงท่านทุกวัน ท่านทำงานตลอดไม่หยุดยั้ง มองท่านในแง่บวกด้วย บางคนมองท่านในแง่ลบอย่างเดียว

แต่แน่นอนว่าท่านเป็นมนุษย์ ท่านก็มีข้อบกพร่องเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ดีไปตลอดหมด เพราะฉะนั้นเราต้องมองท่านในฐานะมนุษย์ พูดกับท่านในฐานะที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านก็มีข้ออ่อนข้อแข็ง ข้อดีข้อด้อย แต่พูดอย่างเป็นมิตร พูดด้วยความเคารพนับถือก็เป็นประโยชน์กับท่าน เป็นประโยชน์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองทั้งหมด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเรียกร้องของนักศึกษามีส่วนมาจากข้อเสนอของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์เคยดีเบตกับ อ.สมศักดิ์ ในรายการตอบโจทย์ เวลาผ่านไปนับจากดีเบตครั้งนั้นมาถึงตอนนี้ อาจารย์มองเหมือนหรือต่างจากเดิมไหม

เรื่องมันก็หลายปีมาแล้ว วันนั้นที่เขาพูดกับผม ข้อเสนอของเขาเป็นข้อเสนอที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดเลย แต่เสร็จแล้วไทยพีบีเอสยกเลิกรายการนี้เลย แล้วรายการอย่างนี้ก็ไม่มีอีก แสดงว่าผู้นำสื่อแม้กระทั่งสื่อสาธารณะก็ไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมเลย ถ้าสื่อมีความกล้าหาญมากกว่านี้จะช่วยบ้านเมืองได้เยอะ แต่ก็ดีที่มีสื่อนอกกระแสหลัก แล้วคนก็หันมาหาสื่อนอกกระแสมากขึ้น ซึ่งน่าชื่นชม

ในสภาพสังคมแบบนี้ ทำอย่างไรจะเกิดพื้นที่ตรงกลางให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและนักศึกษามาพูดคุยกันได้ด้วยเหตุผล

ไม่ว่าจะขวาตกขอบหรือซ้ายตกขอบ ถ้ามีโอกาสคุยกับฝ่ายตรงกันข้าม เคารพฝ่ายตรงกันข้าม มันจะช่วยทุกๆ คนเลย อย่าไปนึกว่าเราถูกคนเดียว คนอื่นเขาอาจจะถูกก็ได้ ต้องเคารพคนที่เราเห็นต่าง วันก่อนผมไปเยี่ยม เหวง โตจิราการ – วีระ มุสิกพงศ์ ที่ศาลอาญา แล้วผมก็เคยไปเยี่ยม พิภพ ธงไชย – จำลอง ศรีเมือง ตอนเขาติดคุก ผมเยี่ยมทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองเสื้อแดง ไม่ใช่ว่าผมดีวิเศษอะไรหรอก แต่ผมเห็นว่าทุกคนเป็นเพื่อน ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกับผม ผมเคารพความเห็นต่างและเชื่อว่าคนเหล่านี้มีความปรารถนาดีด้วยกันทั้งนั้น จำลองเขาก็ปรารถนาดี เหวงก็ปรารถนาดี แม้เขาจะเห็นตรงกันข้ามก็ตามที

มองสถานการณ์ตอนนี้ อะไรคือสิ่งที่อาจารย์เป็นกังวลมากที่สุด

อย่าไปกังวลอะไรให้มาก ความกังวลไม่ทำให้เราคิดอะไรได้โปร่งใส พยายามคิดอะไรให้ชัดเจนโปร่งใส สำหรับผมที่เป็นพุทธศาสนิกชนต้องมีเวลาภาวนา อย่าใช้หัวสมองแก้ไขอย่างเดียว ใช้หัวใจแก้ไขด้วย คุณไม่ต้องถือศาสนาก็ภาวนาได้ ให้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราคือลมหายใจ หัดฝึกลมหายใจ หายใจสั้นจะเครียด หายใจยาวจะช่วย แล้วจัดลมหายใจสั้นยาว จะสามารถฝึกจิตให้เปลี่ยนความโกรธเป็นความรักได้ แม้แต่พวกที่ไปร้องเย้วๆ อยู่ ถ้ามีเวลาหัดเดินลมหายใจบ้าง มิฉะนั้นจะเครียดเกินไป ต้องมีอารมณ์ขันด้วย หัวเราะเยาะตัวเองด้วย อันนี้จะช่วย

ฝ่ายนักศึกษาเรียกร้องว่านักการเมืองควรนำข้อเสนอไปพูดในสภา

เขาเรียกร้อง รัฐบาลจะทำหรือไม่ก็อีกเรื่อง แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นจะต้องรังเกียจ ก็ทำได้ เอาเข้าสภา ตัวเองก็คุมสภาอยู่นี่ จะกลัวอะไรล่ะ

ฝ่ายนักศึกษาต้องปรับท่าทีหรือทิศทางการเรียกร้องอย่างไรไหม หากอยากให้ฝ่ายอนุรักษนิยมรับฟังอย่างจริงจัง

ยิ่งเรียกร้องมากขึ้น เขาก็จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้มากขึ้น ประสบการณ์จะสอนให้เขาดีขึ้นเรื่อยๆ ธรรมดา เอาใจช่วยเขาเถอะ อย่าไปวิตกแทนเขาเลย

หากต้องพูดกับฝ่ายอนุรักษนิยมและผู้มีอำนาจในเวลานี้ ประเด็นใดที่พวกเขาควรคำนึงในการรับมือกับนักศึกษา

พูดไปแล้วเขาไม่ฟังก็ไม่มีประโยชน์หรอก ผมทั้งเขียน ทั้งลงเฟซบุ๊ก เตือนประยุทธ์มาตลอดเลย ถึงกับตั้งชื่อหนังสือ ‘สีซอให้ คสช.ฟัง’ เขาก็ไม่สนใจ ก็น่าสงสาร ทั้งๆ ที่ผมถือตัวเป็นเพื่อนกับเขานะ ผมไม่ได้ถือเป็นศัตรูกับเขาเลย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่อยากจะฟังเราช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอก พูดกับคนที่อยากฟังเราดีกว่า

Time for Nature – บทความพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2563

Time for Nature – บทความพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2563

1

วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี ตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะระลึกถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือการดูแลมนุษยชาติ และสุขภาพของเราแยกไม่ออกจากสุขภาพของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าอาหารที่เรารับประทาน น้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ บรรยากาศของโลกที่เรามีชีวิตอยู่ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

2

คำขวัญหรือสโลแกน (slogan) ประจำวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ คือ Time for Nature และมีหัวข้อรณรงค์หรือธีม (theme) คือ Biodiversity ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสำหรับธรรมชาติ เพื่อเรียกร้องให้พลเมืองโลกหันมาตระหนักถึงอันตรายจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ช่วยเร่งฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP : United Nations Environment Programme) ประเมินว่ารอบทศวรรษที่ผ่านมา พืชและสัตว์ราวหนึ่งล้านชนิดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

Time for Nature - บทความพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2563

(ภาพ : Alexis Antoine / unsplash)

3

วันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี พ.ศ.2563 มีประเทศโคลอมเบียซึ่งตั้งอยู่ในแถบละตินอเมริกาเป็นเจ้าภาพ โดยร่วมกับประเทศเยอรมนีในทวีปยุโรป

โคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก เฉพาะกล้วยไม้มีมากกว่า ๓,๕๐๐ สายพันธุ์ และมีนกมากถึงร้อยละ ๑๙ ของชนิดพันธุ์นกทั้งหมดในโลก รัฐบาลโคลอมเบียกำหนดให้การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นของประเทศ

4

ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนับตั้งแต่พืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย ประเมินว่าบนโลกใบนี้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตมากกว่า ๘ ล้านชนิดพันธุ์ ขณะที่ระบบนิเวศที่ถือเป็น “บ้าน” ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีตั้งแต่มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา แนวปะการัง ฯลฯ ผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของสิ่งมีชีวิตคือระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นพื้นฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์

ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเกื้อกูลชีวิตมนุษย์หลายทาง ทั้งช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้สะอาด ผลิตเป็นอาหารและสารปรุงแต่งต่างๆ ที่นำมาบริโภค เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยารักษาโรค ระบบนิเวศที่มีความสมดุลยังช่วยลดทอนความรุนแรงของภัยพิบัติ

5

ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลงในทั่วทุกภูมิภาคของโลก สิ่งนี้บั่นทอนนิเวศบริการ (ecosystem services) หรือความช่วยเหลือจากธรรมชาติให้เรามีชีวิตได้อย่างปกติ แล้วความผิดปกติที่ว่านั้นคืออะไร ?

รอบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างบ่งชี้ว่าเรากำลังปล่อยให้ธรรมชาติถูกทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม นับตั้งแต่การเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในบราซิล สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การรุกรานพืชผลทางการเกษตรและชุมชนเมืองของฝูงตั๊กแตนในแอฟริกา การสูญเสียแนวปะการังใต้ท้องสมุทร

แม้แต่การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙ ก็สันนิษฐานว่ามีที่มาจากการระบาดของเชื้อไวรัสจากสัตว์ป่ามาสู่คน นอกจากจะส่งสัญญาณว่ามนุษย์เข้าไปแทรกแซงการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าผ่านการลักลอบค้าสัตว์ป่า การบุกรุกป่า ยังแสดงให้เห็นว่าสุขภาพของโลกเชื่อมโยงกับสุขภาพของเรา

รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) ระบุว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสุขภาพ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและถิ่นอาศัยดั้งเดิมจะเพิ่มการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อและไวรัส ประเมินว่าการเจ็บป่วยประมาณ ๑ พันล้านกรณี และความตายนับล้านกรณีในปัจจุบันเกิดจาก zoonoses หรือโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (เช่น โรคพิษสุนัขบ้าติดจากสุนัข กาฬโรคติดจากหนู แอนแทรกซ์ติดจากวัว) ประมาณร้อยละ ๖๐ ของโรคติดเชื้อในมนุษย์ทั้งหมดเป็น zoonoses และมีสัดส่วนถึงร้อยละ ๗๕ ของโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่

(ภาพ : Max Rovensky / unsplash)

6

เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศบริการที่เกิดจากความหลากหลายทางชีวภาพประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง ๑๒๕-๑๔๐ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่า ๑.๕ เท่าของขนาดจีดีพีทั่วโลก

หากเราคำนึงถึงอาหารที่เราบริโภค น้ำที่เราดื่มกิน อากาศที่เราสูดลมหายใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากธรรมชาติและธรรมชาติรอบกาย

ขณะที่พลเมืองโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นถึงหลัก ๑ หมื่นล้านคน เราจำเป็นต้องตระหนักถึงคุณค่าที่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมอบให้ และไม่ทำร้ายธรรมชาติ

นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่าถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้เอื้อต่อการก่อเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เราจะตกอยู่ในอันตรายจากไวรัส การระบาดของโรคต่างๆ มากขึ้น เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เราต้องจัดการกับภัยคุกคามธรรมชาติหลายอย่างจากกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การบุกรุกป่า การค้าสัตว์ป่า การปล่อยมลภาวะ

7

ในสถานการณ์ที่โรคโควิด-๑๙ กำลังแพร่ระบาด ผู้คนทั้งโลกจะกำลังเผชิญความยากลำบาก การเวียนมาถึงของวันสิ่งแวดล้อมโลกทำให้เราฉุกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในสถานการณ์ที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ บุคคลากรทางการแพทย์ กำลังระดมสรรพกำลังเพื่อก้าวข้ามโรคระบาดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ภาวะเช่นนี้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพยังเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้าม

ยังไม่สายเกินไปที่จะยับยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเราต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบของพฤติกรรมเราต่อธรรมชาติรอบๆตัว แล้วเพิ่มความมุ่งมั่น และตระหนักถึงความรับผิดชอบที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์ป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ลดระบบเกษตรกรรมและการบริโภคที่มีส่วนรุกรานป่าไม้ นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปรับระบบเศรษฐกิจให้คำนึงถึงความยั่งยืนร่วมกัน

8

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมา วันสิ่งแวดล้อมโลกมีจุดหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้พลเมืองโลกเรียกร้องต่อรัฐบาลของตนดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงการปกป้องธรรมชาติ หยุดสร้างมลพิษ และช่วยกันตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ในภาวะอ่อนระโหยโรงแรง

ภาคเอกชน บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และการผลิตอื่นๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงการผลิตที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ประชาชน และภาคประชาสังคมควรศึกษาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม

ผู้บริโภคควรคิดใหม่ในสิ่งที่พวกเขาซื้อ

เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องรวมกลุ่มกันเพื่อค้นหารูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกลมกลืนกับมนุษย์ด้วยกัน แต่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

การตอบสนองของพลเมืองโลกต่อการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙ แสดงให้เห็นว่าเพื่อจัดการปัญหาเร่งด่วนที่คุกคามสังคมของเรา เรายังมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แนวทางฟื้นฟูเพื่อกลับไปเริ่มต้นการดำรงชีวิตอีกครั้งควรรับเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นประเด็นหลัก เพราะคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราคือคุณภาพชีวิต

วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ได้เวลาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ได้เวลาที่จะทำให้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการตัดสินใจทั้งหมดของเราแล้ว

เอกสารประกอบการเขียน :

  • World Environment Day 2020 : a Practical Guide for individuals, faith groups, businesses, cities, governments, schools & universities, youth groups and civil society

พิเคราะห์สังคมไทย 101 บทนำ: ทำไมต้องรู้จักประวัติศาสตร์ของตนเอง

พิเคราะห์สังคมไทย 101 บทนำ: ทำไมต้องรู้จักประวัติศาสตร์ของตนเอง

นี่เป็นหนึ่งในคลิปวีดีโอของ ชุดพิเคราะห์สังคมไทย 101 การบอกเล่าประวัติศาสตร์จากปากคำอ.สุลักษณ์ เป็นประเดิม ในชุดนี้เราจะมาฟังมุมมองประวัติศาสตร์ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ นับแต่การก่อตังราชวงศ์จักรี ผ่านการปฏิรูปสำคัญๆ ในสมัยรัชการที่่ 4 ที่่ 5 ผ่านการปฏิวัติ 2475

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

การรู้จักประวัติศาสตร์ เป็นส่วนสำคัญสำหรับการก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้เท่าทัน เพราะเรารู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นมันคลี่คลายมาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง #อภิวัฒน์๒๔๗๕ เป็นความจริงสำคัญในทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีชนชั้นนำปฏิกิริยาพยายามปิดบัง บิดเบือน แม้กระทั่งใส่ร้ายป้ายสี มาโดยตลอด

ในโอกาสครบรอบ ๘๘ ปีของเหตุการณ์สำคัญนั้น เราได้สัมภาษณ์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ท่านมองเห็นทั้งข้อดีข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ของการเปลี่่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ และเล่าให้เราฟังอย่างมีชีวิตชีวา รวม ๑๕ ตอน เราเริ่มสัมภาษณ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๒ เสร็จสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ และทะยอยนำขึ้นเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ๑๘มีนาคม ๒๕๖๓ และสิ้นสุดครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

บัดนี้เราได้รวบรวมทั้ง ๑๕ ตอนมาอยู่ในที่นี้ เพื่อสะดวกแก่การค้นคว้า ศึกษา สำหรับท่านที่สนใจ หากมีข้อบกพร่องใดๆ เรายินดีรับฟังและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้วิดีทัศน์ชุดนี้สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่กำลังและสติปัญญาอันจำกัดของพวกเราจะทำได้ หากท่านมีคำถามเพิ่มเติม เรายินดีรับไว้ และนำไป ถามอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เพื่อจัดทำเป็นตอนพิเศษ ตอบคำถามต่างๆต่อไป พวกเราขอขอบคุณกำลังใจที่ได้รับจากทุกท่านที่ติชมและในคำแนะนำเข้ามา และช่วยกันเผยแพร่ต่อๆกันไป

ด้วยจิตคารวะ

ประชา หุตานุวัตร
ณพัฒน์ พัฒนพีระเดช
อันวยา แก้วพิทักษ์
คณะทัศนาธิการ

สำนึก ‘ปัจเจกชนนิยมใหม่’

สำนึก 'ปัจเจกชนนิยมใหม่'

Author : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความที่จะกล่าวต่อไปนี้มีจุดเริ่มต้นจากการพูดคุย ระหว่างผมกับอาจารย์กฤตภัค งามวาสีนนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ และคุณพงศกร เฉลิมชุติเดช เจ้าหน้าที่ส่วนงานวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นที่น่าสนใจสองเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ “ขัน/ตลก” ของคนในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งทำให้นักแสดงตลกรุ่นเก่าเริ่ม “ตลก” น้อยลงและหางานได้ยากขึ้น ท่านทั้งสองก็ยกตัวอย่างการทำงาน “ตลก” ของคนรุ่นใหม่และท่านก็เน้นว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพราะตลกรุ่นเก่าไม่มีฝีมือแล้ว หากแต่เป็นเพราะความรู้สึก “ตลก” ของคนไทยในสังคมไทยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้พวกเขารู้สึก “ตลก” น้อยลงกับกลเม็ดของตลกรุ่นเก่า

เรื่องความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตลก” นี้น่าสนใจมากนะครับ แต่ผมไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอธิบายได้ จึงขอให้ทั้งสองท่านเขียนออกมาเพื่อให้เกิดการถกเถียงกันในสังคม ซึ่งท่านทั้งสองก็ได้รับปากผมว่าจะเขียนเป็นความเรียงเพื่อเสนอต่อสังคมในเร็วๆนี้ (ผมผูกสัญญาทั้งสองท่านผ่านหน้าหนังสือพิมพ์แล้วนะครับ)

เรื่องที่ 2 ได้แก่ การนิยาม/ให้ความหมายตนเองของคนเล่น “เฟสบุ๊ค” จำนวนมาก คุณพงศกร เฉลิมชุติเดช เล่าให้ฟังว่าคนเล่นเฟสบุ๊กจำนวนไม่น้อยที่เขาอ่านพบ มักจะนิยามตัวเองว่า “เป็นคนแรง เป็นคนตรง” พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น มิหนำซ้ำมักจะสำทับคนที่ไม่พอใจการแสดงออกต่างๆในเฟสบุ๊คของตนทำนองว่าหากไม่พอใจและรับไม่ได้ก็อย่าเข้ามาอ่าน

การจะแสดงตนเองว่าเป็น “คนแรง คนตรง” ก็จะเป็นการแสดงความคิดเห็นความรู้สึกที่ปฏิเสธขนบทางสังคมทั้งหลาย เช่นการใช้คำแทนอวัยวะเพศชาย/เพศหญิงอย่างตรงไปตรงมา หรือ การใช้คำที่ถือกันว่าเป็น “คำหยาบ” อย่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ รวมไปถึง การเขียนแสดงความรู้สึกของตนเองต่อเรื่องต่างๆอย่างไม่พะวงอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ หรือชีวิตประจำวันทั่วไป

การแสดงตนเองเช่นนี้กำลังกำเนิดและฝังอยู่ระบอบอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม เป็นปรากฏการณ์สำคัญมากในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นอารมณ์ความรู้สึกสำนึกถึงตนเองอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นสำนึก “ปัจเจกชนนิยมใหม่” (New Individualism ) ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสำนึกเชิง ปัจเจกชนนิยม” ลักษณะเดิม

ความเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดความแตกต่างของสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” นี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องให้ความสนใจมากขึ้น เพราะนี่คือฐานความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” ในสังคมไทยเกิดขึ้นมาหลายระลอก และก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนอย่างชัดเจนจนพลังผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้น นับเนื่องได้ตั้งแต่ทศวรรษ 2460 ซึ่งผู้คนที่กอรป์ด้วยสำนึกเชิงปัจเจกชนได้ลุกขึ้นท้าทายระบบอุดมการณ์ของรัฐสมบูณาญาสิทธิราชย์และดำเนินไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ต่อมาการเริ่มตั้งคำถามกับระบอบอำนาจนิยมในทศวรรษ 2510 ของกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มนิยามตนเองว่าเป็น “เสรีชน” ได้ทำให้ขบวนการนักศึกษาเติบใหญ่และท้าทายอำนาจรัฐทหารในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” ในอดีตของสังคมไทย เป็นสำนึกในศักยภาพของตนเองในฐานะมนุษย์เท่าเทียมกันและที่สำคัญตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลจะมีความสัมพันธ์ผูกมัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเหนียวแน่น คนจำนวนมากจึงพร้อมที่จะอุทิศตนเองให้แก่การทำประโยชน์ให้แก่สังคมเพราะความหมายชีวิตของปัจเจกบุคคลจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้ทำสิ่งที่มีคุณค่ามีความหมายให้แก่สังคม

แต่ความเปลี่ยนแปลงในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” แบบเดิมนั้นเริ่มอ่อนพลังลง และได้ก่อเกิดสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” ขึ้นมาแทนที่

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” จะเป็นสำนึกที่เน้นความเป็นปัจเจกของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมโดยที่จะไม่ผูกพันกับระบบคุณค่าใดๆของสังคม ซึ่งเป็นสำนึกส่วนตัวที่แยกออกจากสรรพสิ่ง (Individualism as isolated privatism) กรอบการคิดและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจะหมกมุ่นอยู่กับตัวตนของตนเอง และพร้อมที่จะจัดการทุกอย่างรอบตัวเพื่อตอบสนองหรือเติมเต็มความเป็นตัวเอง (self-realization and self- fulfillment ) 

สังคมที่ประกอบไปด้วยผู้คนที่มีสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่ ” จำนวนมากขึ้นๆ ก็จะพบกับการละเมิดพื้นที่สาธารณะทุกรูปแบบมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี/เข่นฆ่ากันในเฟสบุ๊ค หรือ ฆ่ากันจริงจังบนท้องถนน แม้ว่าในวันนี้ เรายังพอจะมีเส้นจริยธรรมขวางกั้นการละเมิดกันอยู่ได้บ้าง เช่น พ่อเฒ่าขับเบนซ์แล้วตบเด็ก ก็ถูกโจมตีจนเสียผู้เสียคน แต่เส้นจริยธรรมนี้ก็จะบางลงไปเรื่อยๆตามจำนวนและความเข้มข้นของผู้คนที่เข้าสู่สำนึก “ปัจเจกชนนิยมใหม่” 

เราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อที่จะทำให้สังคมเราพอจะอยู่กันต่อไปได้

การทำให้เกิดกิจกรรมที่ผู้คนทั้งหลายจะสามารถเชื่อมตัวเองกับคนอื่นๆและมองเห็นผลดีที่เกิดขึ้นกับสังคมจะช่วยผ่อนคลายสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” ลงไปได้ แต่สังคมจะสร้างกิจกรรมอะไร เพราะเท่าที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้คิดให้คนอื่นๆมาร่วมสร้างกิจกรรมเลย มีแต่สังคม/รัฐ/กลุ่มทุนจัดกิจกรรมแล้วให้คนมาร่วมดูเท่านั้น หากคิดกันใหม่ สนามกีฬาอาจจะต้องเปิดการแข่งขันกีฬาสำหรับผู้ที่เล่นไม่เป็น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยอาจจะต้องยอมให้นักเรียนนักศึกษาได้มีส่วนในการสร้างกิจกรรมด้วยตัวเองไม่ใช่สถานศึกษาจัดกิจกรรมแล้วบังคับให้เด็กมาร่วมเท่านั้น

ตัวตน โศกนาฎกรรม สันติประชาธรรม และ ‘ความล้มเหลวอันสง่างาม’ ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ตัวตน โศกนาฎกรรม สันติประชาธรรม และ ‘ความล้มเหลวอันสง่างาม’ ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

Author : Pokpong Junvith

“…ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้

นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม

ชีวิตอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้…”

หากจะมีใครสักคนที่สามารถพูดถึง ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ได้อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในนั้นคือ ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ผูกพันกับอาจารย์ป๋วยในฐานะลูกศิษย์ และมีบทบาทสำคัญในการสานต่อพันธกิจแห่ง “สันติประชาธรรม” ที่อาจารย์ป๋วยได้วางรากฐานไว้

ตัวตนและความคิดของป๋วยมีรากที่มาอย่างไร? มรดกทางความคิดของป๋วย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสันติประชาธรรม อยู่อย่างไรในสังคมปัจจุบัน และยังมีน้ำยาอยู่หรือไม่? ชีวิตของป๋วยเป็นชีวิตที่สำเร็จหรือล้มเหลว ในเมื่ออุดมคติของป๋วยอย่างประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสันติวิธี นับวันยิ่งเลือนลางไกลห่างจากสังคมไทย?

‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ตอบคำถาม ‘ปกป้อง จันวิทย์’ บรรณาธิการเซกชัน Thoughts ของ The101.world โปรดิวเซอร์และผู้เขียนบทสารคดี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์: จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในวาระ 100 ปีชาตกาล เมื่อเดือนมีนาคม 2559

หนึ่งปีผ่านไป เราชวนคุณรำลึกถึงอาจารย์ป๋วยด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งเผยแพร่ที่นี่เป็นครั้งแรก

……………………………………………..

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวตนของอาจารย์ป๋วยก่อร่างสร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากอะไรบ้าง

ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่าวิธีที่เราเป็นอะไร มันขึ้นอยู่กับคนที่เราพบ ถ้าจำได้ในงานปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 14 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “พิศ(ษ)ผู้หญิงในชีวิตของสันติวิธี” ที่ผมแสดงไว้ในวาระครบรอบ 99 ปีชาตกาล ก็พูดถึงอิทธิพลของภรรยา คือ คุณมาร์เกรท สมิธ ที่มีต่อความคิดความอ่านของอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสันติวิธี กล่าวได้ว่าอาจารย์ได้รับอิทธิพลจากคนสำคัญในชีวิตที่เดินเคียงข้างกันมาตลอด

แต่แหม่มมาร์เกรทคงไม่ใช่คนเดียวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตอาจารย์ป๋วย ผมไม่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน แต่ผมคิดว่าอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายว่าภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ที่เราอยู่ มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างไร

สำหรับอาจารย์ป๋วย ถ้าไม่นับครอบครัว ผมคิดว่ามีพื้นที่สำคัญๆ อย่างน้อย 4 พื้นที่ที่น่าคิดเกี่ยวกับชีวิตของท่าน พื้นที่แรกคือโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นทั้งนักเรียนที่นั่น และเป็นทั้งมาสเตอร์หรือครู

พื้นที่ที่สองคือ ขบวนการเสรีไทย อาจารย์ป๋วยเข้าร่วมตอนเป็นนักเรียนอังกฤษ ไปฝึกทหาร โดดร่มเสี่ยงตายลงมาปฏิบัติภารกิจที่เมืองไทย แล้วถูกจับได้ อาจารย์มีหลายบทบาท ทั้งการถอดรหัสเอกสารต่างๆ เป็นเซนเตอร์ของวิทยุที่สื่อสารกับฐานกำลังของฝ่ายพันธมิตรที่อินเดีย ภารกิจเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ในฐานะเสรีไทย

พื้นที่ที่สามคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญมากต่อความเป็นอาจารย์ป๋วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่ลายเซ็นของเราจะไปปรากฏบนกระดาษแบงก์ ผมสงสัยเวลาอาจารย์ป๋วยเห็นชื่อตนเองบนธนบัตร คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร หรือเวลาลูกๆ เห็นจะรู้สึกอย่างไร

พื้นที่สุดท้าย ถ้าเป็นฝรั่งจะเรียกว่าเป็นพื้นที่โศกนาฏกรรม มีความสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทสังคม และเข้าใจตัวตนอาจารย์ป๋วยด้วย ก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ถ้าเราเข้าใจพื้นที่เหล่านี้ เราจะรู้ว่าอาจารย์ป๋วยดำเนินชีวิตอย่างไร

การเป็นทั้งนักเรียนและมาสเตอร์ของโรงเรียนอัสสัมชัญ สร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร

ผมตอบไม่ได้ว่าอัสสัมชัญสร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร แต่ผมคิดว่าอัสสัมชัญมีสิ่งที่น่าสนใจหลายเรื่อง คืออัสสัมชัญในยุคโน้นเป็นโรงเรียนที่มีนักบวชให้เราเห็น สมัยผมยังทันเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ แน่นอนว่าอาจารย์ป๋วยได้เจอบราเดอร์ฮีแลร์ด้วยเหมือนกัน

ผมเข้าใจว่าในชีวิตของบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นคนที่ยืนหยัดในสิ่งที่ท่านเห็นว่าไม่ชอบ ไม่ถูก ฝ่ายหนึ่งอาจบอกว่าบราเดอร์เป็นตัวแทนของความคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะเรื่องที่เขาคงไม่ชอบการปฏิวัติฝรั่งเศสเท่าไหร่ แต่ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ สำหรับบราเดอร์เหล่านั้น เขามีความคิดว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วเขาก็ยืนหยัดกับสิ่งที่เชื่อว่าถูก

ตัวอย่างเช่น กรณีการโต้เถียงกับฝ่ายรัฐบาลที่บังคับให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนอัสสัมชัญด้วยเหตุผลว่าชื่ออัสสัมชัญไม่ใช่ชื่อไทย รัฐบาลสมัยโน้น ถ้าจำไม่ผิดคือสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม บอกว่าเป็นชื่อฝรั่ง บราเดอร์ฮีแลร์ก็อาศัยความเป็นเอตทัคคะทางภาษาสู้เรื่องนี้ ท่านเถียงว่าชื่อ ‘อัสสัมชัญ’ เป็นภาษาไทย ‘อัสสัม’ มาจากคำว่า ‘อาศรม’ แปลว่า ‘ที่อยู่’ ส่วน ‘ชัญ’ มาจากคำว่า ‘ชโย’ แปลว่า ‘ความรู้’ นี่คือ ‘อาศรมแห่งความรู้’ บรรยากาศเหล่านี้มีส่วนในการปรุงแต่งอาจารย์ป๋วย ตัวท่านเองก็เหมือนกัน สมัยรัฐบาลเผด็จการอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็นไทย อาจารย์ก็ไม่ยอมเปลี่ยน บอกว่าชื่อ “ป๋วย” เป็นคำไทยอยู่แล้ว

อัสสัมชัญเป็นฐานของความรู้ และมันไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบัน มันมีเนื้อของศีลธรรมบางลักษณะเจืออยู่ในนั้น มีเมล็ดพันธุ์ของมิตรภาพ ผมเชื่อว่าเมื่ออาจารย์ป๋วยโตขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็งอกงามติดตัวอาจารย์ไปในที่ต่างๆ

 

ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย

ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม

แล้ว “เสรีไทย” มีอิทธิพลต่อชีวิตของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

สงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนแปลงโลกในหลายลักษณะ และเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่บนโลกด้วย ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยที่อยู่อังกฤษ ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อพูดถึงปัญหานี้กับแหม่ม ผมคิดว่าทั้งคู่ต้องโต้เถียงกันหรือมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร

สำหรับแหม่มอาจไม่เห็นด้วยเลยกับการเข้าร่วมสงครามทุกชนิด แต่อาจารย์ป๋วยรู้สึกว่าการป้องกันประเทศยังสำคัญอยู่ จึงเข้าไปเป็นทหาร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประสบการณ์นี้ เป็นประสบการณ์หนึ่งที่เชื่อมอาจารย์ป๋วยเข้ากับคนอีกกลุ่ม ซึ่งปกติอาจไม่ใช่ผู้คนในแวดวงของอาจารย์เท่าไหร่ นั่นคือ ผู้คนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง เพราะรากฐานของเสรีไทยคือรัฐไทยหรือผู้มีอำนาจในเวลานั้น ซึ่งตัดสินใจว่าจะต่อสู้กับญี่ปุ่นและช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตรตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎรเองก็มีแนวความคิดเรื่องการไม่ยอมให้ญี่ปุ่นบุก หรือไม่ยอมให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อประเทศไทยมากเกินไป อาจารย์ป๋วยเองก็เชื่อมตัวเองเข้ากับคนเหล่านี้

ภาระงานถอดรหัสที่อาจารย์ป๋วยทำอาจเป็นช่องทางที่เชื่อมโลกของฝรั่ง โลกของสัมพันธมิตร และโลกของการต่อสู้ในประเทศไทย ฝรั่งเชื่อถืออาจารย์ป๋วยพอสมควร เวลาแต่งตั้งใคร หรือเกิดอะไรบางอย่าง ฝรั่งจะมาถาม อาจารย์ป๋วยก็อธิบายให้ฟังว่าคืออะไร นี่ก็สำคัญ อาจารย์ป๋วยคล้ายเป็นวีรบุรุษในแง่ของการต่อสู้เพื่อชาติ แต่วิธีที่อาจารย์เป็นวีรบุรุษ เป็นวิธีที่อาจารย์เชื่อมโลกสองฝั่งเข้าหากัน

อาจารย์ป๋วยสร้างวิธีให้คนสามารถสื่อสารกันได้ พยายามทำงานในส่วนที่เชื่อมโยงสังคมไทยให้เห็นว่าพันธมิตรเป็นอย่างนี้ สังคมไทยเป็นอย่างนี้ วิธีที่อาจารย์ป๋วยทำงานคือพยายามป้องกันสังคมไทยไม่ให้ได้รับอันตรายจากสิ่งต่างๆ

การมีประสบการณ์เข้าร่วมสงครามในบทบาทของเสรีไทยสอนอะไรแก่อาจารย์ป๋วย มันมีส่วนผลักอาจารย์ป๋วยไปสู่เส้นทางสันติประชาธรรมอย่างไร

ผมคิดว่า ณ ช่วงนั้น คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความคิดเรื่องสันติประชาธรรม หรือเรื่องสันติวิธี ยังไม่ก่อร่างสร้างรูปในความคิดความอ่านของอาจารย์ป๋วยถึงขนาดนั้น อาจารย์ได้รับอิทธิพลมาแน่ แต่ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม เราทุกคนเห็นอยู่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนสามัญล้มตายไปทั่วโลก อันนี้คงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ป๋วย

อาจารย์ป๋วยตัดสินใจเข้าเป็นทหาร ในขณะที่แหม่มตัดสินใจไม่เข้าร่วมสงคราม ทั้งสองคนเชื่อกันคนละทาง แต่ก็ยังเคารพกันและกัน นี่เป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจ

ทั้งคู่คือภาพสะท้อนของกระแสสันติวิธีหลายแบบ แต่ละคนต่างใช้สันติวิธีอยู่เหมือนกัน คนหนึ่งกำลังใช้ conscientious objector คือไม่เห็นด้วยที่จะเข้าไปมีส่วนกับสงครามในอังกฤษ บนฐานของจริยธรรมและศีลธรรม ส่วนอาจารย์ป๋วยก็ต่อสู้ด้วยอีกวิธีหนึ่ง

แหม่มเป็นนักสันติวิธีแบบไหน ได้อิทธิพลมาจากสำนักคิดใด

สำนักคิดของสันติวิธีมีหลายสาย แต่ถ้าพูดกันอย่างรวดเร็ว ก็อาจบอกว่าพวกหนึ่งเป็นพวกสันติวิธีในสายหลักการ ภาษาฝรั่งใช้คำว่า principle คือยืนอยู่บนหลักการของศีลธรรมบางอย่างที่สมควร อีกอันคือสันติวิธีบนฐานของศาสนา คนเลือกใช้สันติวิธีเพราะว่ามันทำงานได้ เป็นเชิงปฏิบัตินิยม

สำหรับแหม่ม ผมคิดว่าเป็นนักสันติวิธีเชิงหลักการ ไม่ใช่เชิงศาสนา คุณยายท่านเป็นคนเคร่งศาสนา คุณแม่ของท่านเป็น quaker ตัวแหม่มเป็น socialist หรือเป็น agnostic คือไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แต่มีหลักการในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้ขัดกัน แม้ไม่ได้มาจากฐานของศาสนา แต่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาได้ จุดยืนแบบนี้ผมคิดว่าในสายตาของอาจารย์ป๋วยเป็นเรื่องที่กล้าหาญและน่านับถือ

อย่าลืมว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเวลาไล่ๆ กันกับการรณรงค์เรียกร้องสิทธิผู้หญิงเรื่องการเลือกตั้ง ขบวนการนี้ก็ใช้สันติวิธีเป็นหลักเหมือนกัน ไม่แปลกอะไรที่การยืนหยัดแบบนี้จะเป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียกร้องสิทธิด้วย ผมคิดว่าหลักการและจุดยืนเช่นนี้น่าจะมีอิทธิพลต่ออาจารย์ป๋วยพอสมควร

ในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีส่วนสร้างความเป็น “ป๋วย” อย่างไร

การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งผล 2-3 อย่าง ถ้าการเข้าร่วมเสรีไทยหมายถึงการต้องเข้าทำสงคราม เพื่อให้ประเทศปลอดภัยจากภัยคุกคามของญี่ปุ่น การทำงานที่แบงก์ชาติอาจหมายถึงการต้องเดินไปให้ฝ่ายเผด็จการจับมือ แต่มันคือการทำหน้าที่เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า คือเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ และอาจารย์ป๋วยก็ทำเช่นนั้นได้อย่างงดงาม

ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลฉ้อฉล มีปัญหา มีคอร์รัปชั่น ความน่าสนใจคือในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

คนแบบอาจารย์ป๋วยต้องกล้าหาญพอสมควร ต้องกล้าแสดงจุดยืน ช่วงนั้นคือวันเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคนซื่อสัตย์ มีหลักการ กล้าหาญ กล้าเถียงกับฝ่ายเผด็จการหรือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในเวลานั้นได้ ผมคิดว่าหาไม่ค่อยได้นะ ฉะนั้นบทบาทของอาจารย์ป๋วยมันก็เลยเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน และมีผลต่อการพัฒนาประเทศในช่วงเวลานั้นด้วย

อาจารย์ป๋วยสร้างแบงก์ชาติให้งามเด่นท่ามกลางความฉ้อฉลได้อย่างไร

ผมว่าอาจารย์ป๋วยทำได้เพราะว่าตอนนั้นคนอื่นยังไม่รู้ว่าแบงก์ชาติสำคัญขนาดไหน คือไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบชั่วร้ายหน่อย ก็ต้องบอกว่าอาจารย์ป๋วยค่อยๆ เข้าไปวางโครงสร้าง วางแนวทาง วางอะไรต่อมิอะไร เพื่อพัฒนาสถาบันนั้นขึ้นมาในช่วงแรก เพราะอาจารย์ป๋วยเห็นอยู่ว่ามันสำคัญขนาดไหนแม้จะไม่ค่อยมีใครสนใจก็ตาม อาจมีคุณสฤษดิ์เห็น แต่ก็เห็นแค่ว่าอาจารย์ป๋วยเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ จึงอยากดึงมาช่วยงาน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้สร้างและวางรากฐานไว้ มันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากบทบาทของแบงก์ชาติในเวลาต่อมา ภาพเงาของอาจารย์ป๋วยก็เลยฉาบทับอยู่ที่แบงก์ชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือความกล้าหาญ ความเป็นมืออาชีพในฐานะที่เป็นคนบริหารการเงินการคลังของประเทศ เพียงแต่ว่าคนนอกอย่างเราไม่เห็น ไม่รู้ว่ากระบวนการบริหารเป็นอย่างไร แต่การที่อาจารย์ป๋วยสามารถทำได้ ผมว่าน่าสนใจมาก ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยเห็นภาพใหญ่ด้วย เห็นว่ามันโยงอยู่กับเรื่องอื่นๆ เช่น ปัญหาการพัฒนาชนบท ซึ่งก็อยู่ในใจท่านเหมือนกัน

อาจารย์ป๋วยบริหารอำนาจ จัดการกับอำนาจที่เหนือกว่าอย่างไร โดยมีสองมิติอยู่ในคนๆเดียวกัน นั่นคือ ความเป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักการ เป็นนักอุดมคติ และความเป็นนักปฏิบัติการ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วต้องหาวิธีจัดการมันให้บรรลุผล หนำซ้ำทั้งสองมิตินี้ยังผสมกันอย่างลงตัวและงดงามเสียด้วย

คนที่ทำงานสันติวิธีต้องเป็นนักปฏิบัติด้วย ผมมักอธิบายว่าจุดเด่นของนักสันติวิธีก็คือความสมจริงของมัน ความสมจริงมาจากไหน ผมอธิบายง่ายๆ ว่าความคิดเรื่องสันติวิธีเหมือนเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในทางสังคมการเมือง แต่เป็นอาวุธที่เมื่อถูกใช้ จะมีความสามารถพิเศษในการแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคู่ต่อสู้ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมใช้ปืน ปืนมันแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคนไม่ได้

สมมติว่าคุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ผมเห็นคือคุณเป็นคนทำร้ายครอบครัวผม ฉะนั้นเมื่อผมยิงคุณ ผมยิงคุณในฐานะที่คุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ปืนทำไม่ได้คือแยกแยะว่า อ๋อ คุณไม่ได้เป็นแค่คนทำร้ายครอบครัวผม แต่คุณยังเป็นพ่อด้วย เป็นน้องด้วย เป็นลูกด้วย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย

มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์คนไหนจะมีบทบาทเดียว แต่สิ่งที่ความรุนแรงกระทำ คือมันลดรูปทุกอย่างลงมา ทำให้มองเห็นคนเหลือแค่บทบาทเดียว คนนี้เป็นศัตรู คนนี้เป็นยิว คนนี้เป็นเผด็จการ คนนี้เป็นโน่นเป็นนี่ แต่สันติวิธีไม่ทำอย่างนั้น สันติวิธีเห็นคนอย่างสมจริง คนนี้เป็นเผด็จการ แต่ก็เป็นพ่อด้วยนะ มีลูกสาวสองคน ถึงเป็นเผด็จการ แต่ก็ทำตัวดีกับลูกนะ ดูแลคนแก่นะ

พูดง่ายๆ ว่าแม้ด้านหนึ่งเราไม่เห็นด้วยกับเขา แต่อีกด้านเราสามารถเห็นคุณค่าคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ได้ ซึ่งความรุนแรงนั้นทำไม่ได้ เหตุผลที่ทำไม่ได้ก็เพราะความรุนแรงเป็นอาวุธที่ไม่สมจริง เป็นอาวุธที่ลดรูป

ถ้าพูดในมุมนี้ สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็นในตัวของเผด็จการทหารอย่างคุณสฤษดิ์ อาจเป็นลักษณะนี้ก็ได้ ด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเผด็จการ ซึ่งอาจารย์ป๋วยไม่เห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเป็นคนที่พยายามพัฒนาประเทศไทยด้วย

บางคนอาจยกเหตุผลนี้ในการอธิบายว่าทำไมตัวเองจึงเข้าร่วมกับระบอบที่ไม่ชอบธรรม อาจารย์ป๋วยคิดจากฐานคิดนี้หรือไม่

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คนเลือกใช้วิธีการแบบนี้มีอยู่คือ ในด้านหนึ่ง ต้องใส่ใจกับลักษณะหลากหลาย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ใส่ใจเลย อย่างกรณีของอาจารย์ป๋วยก็คิดว่าเมื่อผมทำหน้าที่ ผมทำงานตามแบบของผม อันนี้คือความซื่อตรงของมนุษย์ในอีกทางหนึ่งของอาจารย์ บางคนก็เรียกว่าเป็นความกล้าหาญ แต่เข้าใจว่าอาจารย์ก็ยืนหยัด พูดง่ายๆ ถ้าเรามองกลับไป แล้วมีเหตุบางเหตุซึ่งเผด็จการอย่างจอมพลสฤษดิ์บีบอาจารย์ ผมไม่สงสัยเลยว่าอาจารย์จะเดินออกจากตำแหน่ง อาจารย์พร้อมที่จะทำอย่างนั้น อาจารย์คงไม่ยึดไว้

วิธีคิดที่อาจารย์เล่ามาทำให้เห็นความหลากหลาย มองคนเป็นคน สมจริง มีหลายมิติ ไม่ลดทอน แล้วอีกด้านหนึ่ง วิธีคิดแบบนี้มีปัญหาบ้างไหม เราจะวิพากษ์วิธีคิดแบบนี้อย่างไรได้บ้าง

ถ้าพูดอย่างตรง วิธีคิดแบบนี้จะทำให้มีปัญหาเรื่องของการต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ แต่นี่เรากำลังพูดจากการแบ่งฝ่ายก่อนนะ และเวลาพูดว่าต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายอธรรม หรือทรราชทั้งหลายทั้งปวง มันรบกวนตรรกะของสันติวิธีเองเหมือนกัน เพราะว่าสันติวิธีต่อสู้กับการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายที่เราสู้ด้วย แต่พอทำอย่างนี้ โจทย์ของความชอบธรรมเลยไม่เคลียร์ ไม่ชัด มีปัญหา จะบอกว่าเป็นจุดอ่อนก็ได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สร้างอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ป๋วยสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างไร

ผมจำอาจารย์ป๋วยได้ตอนที่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยขี่โตโยต้า โคโรล่าคันเล็กๆ เข้ามาทางประตูเศรษฐศาสตร์ การเดินทางของอาจารย์จากแบงก์ชาติ ซึ่งคือการบริหารเศรษฐกิจการเมือง การต้องสัมพันธ์กับฝ่ายอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าอาจารย์จะพอใจหรือไม่พอใจ พอเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่งมันเป็นสถานที่ซึ่งดีมาก เป็นสุขในทางจิตวิญญาณได้ เป็นที่ที่เราไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น คนชอบบอกมหาวิทยาลัยเป็นหอคอยงาช้าง หอคอยงาช้างก็มีเสน่ห์ของมัน เพราะเราอยู่ในหอคอยงาช้างเลยทำให้ไม่ต้องไปยุ่งกับโลกซึ่งเราไม่พอใจ ไม่มีใครมาบังคับบัญชาเราได้ ธรรมศาสตร์มีเซนส์แบบนั้นค่อนข้างสูง

ณ เวลานั้นมหาวิทยาลัยและสังคมไทยเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรุนแรง อาจารย์ป๋วยเองก็ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ทำให้เห็นตั้งแต่ “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง” ซึ่งแสดงท่าทีให้เห็นชัดว่าในที่สุดแล้วหมู่บ้านนี้หรือสังคมไทยต้องการทางเดินของตัวเอง อาจถึงเวลาแล้วที่เผด็จการควรจะหยุดเสียที

สถานที่อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้อาจารย์ป๋วยเปล่งเสียงเหล่านั้นได้หนักแน่นขึ้นกว่าสมัยทำงานอยู่แบงก์ชาติด้วยใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าธรรมศาสตร์มีอะไร ผมคิดว่ามีหลายอย่าง เราชอบบอกว่านักศึกษาเป็นพลังสร้างสรรค์ พลังบริสุทธิ์ แล้วถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราถูกสร้างโดยสิ่งหรือคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย ก็ไม่แปลกอะไร คนที่มาบริหารมหา­วิทยาลัยมีหลายประเภท ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเหมือนกัน แต่ผมหมายความว่า คนอย่างอาจารย์ป๋วยอาจหันด้านซึ่งเหมาะสมกับยุคสมัย ช่วงเวลาและผู้คนก็ปรากฏชัดขึ้น ธรรมศาสตร์มันเอื้อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มีประวัติศาสตร์ของมัน ประวัติศาสตร์ของการต่อต้านเผด็จการ ประวัติศาสตร์ของการเดินขบวนคัดค้าน ประวัติศาสตร์ของขบวนการนักศึกษาที่เข้มแข็ง มีอะไรต่ออะไรในตัวมันอยู่ แล้วมันยังคืออดีตของเสรีไทย

อาจารย์ป๋วยมีส่วนช่วยทำอะไรให้กับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไทยเดินไปบนเส้นทางเสรีประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าโจทย์ของอาจารย์ป๋วยตลอดมาคือ ฉันเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ฉันจะช่วยสังคมไทยอย่างไร เวลาสังคมไทยถูกรุกราน ฉันก็ทำอย่างหนึ่ง เวลาสังคมไทยอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ฉันกลัวมันจะทำเศรษฐกิจการคลังเจ๊ง ฉันก็ช่วยมันแบบหนึ่ง ฉันไม่ได้ช่วยเผด็จการ แต่ฉันช่วยสังคมไทย พอมาอยู่ในธรรมศาสตร์ก็อาจมองเห็นว่า ตอนนี้สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ฉันจะช่วยสังคมไทยให้ก้าวไปในเส้นทางเสรีประชาธิปไตยได้อย่างไร ฉันอยากจะทำ นี่อาจจะคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็น

อาจารย์ป๋วยทำให้คนธรรมศาสตร์เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และคล้ายๆ ว่ามีโปรแกรมของอนาคตด้วย ก็คือ “ปฏิทินความหวัง” “สันติประชาธรรม” “จดหมายนายเข้มฯ” ทั้งหมดนี้รวมๆ กันในฐานะมรดกและตัวตนของอาจารย์ อาจารย์ได้รับความนับถือเพราะต่อสู้มาแล้วในฐานะเสรีไทย ทำมาแล้วในแบงก์ชาติ พออาจารย์เข้ามาที่นี่ ผมคิดว่าบรรยากาศในเวลานั้นเอื้อต่อการที่อาจารย์จะทำให้เห็นว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องการอะไร

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่อาจารย์เลือกคนไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์เสน่ห์ จามริก อาจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี ซึ่งเป็นคนมีฝีมือ และอาจารย์ก็สามารถบริหารจัดการคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งเวลาที่ต้องเจอกับขบวนการนักศึกษาซึ่งกำลังลุกเป็นไฟ

อาจารย์อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน บรรยากาศของความยากลำบากที่อาจารย์ป๋วยต้องอยู่ระหว่างเขาควายของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาเป็นอย่างไร

ตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราเห็นชัดว่าเราอยู่ตรงไหน หรือควรจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนเหล่านั้นเขามองในมุมผู้ใหญ่ ในด้านหนึ่งเขาก็อยากจะป้องกันเด็ก แต่ขณะเดียวกันเวลาเราพูดถึง 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ สิ่งที่น่าสนใจคือระหว่าง 14 ตุลาฯ ถึง 6 ตุลาฯ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่ไม่โดนกระทำนะ ถูกบุก ถูกเผา ถูกกระทำเยอะแยะไปหมด แล้วใครต้องรับภาระในการจัดการปัญหาพวกนี้ ผมคิดว่าก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยในตอนนั้น อาจารย์ป๋วยเองก็ต้องรับผิดชอบดูแลสิ่งเหล่านี้พอสมควร

ตอนเป็นนักศึกษา อาจารย์คิดเห็นอย่างไร เข้าใจผู้ใหญ่อย่างอาจารย์ป๋วยอย่างไร

ด้านหนึ่งนักศึกษาก็เข้มข้นขึ้นในแง่อุดมการณ์ความคิด คือช่องว่างระหว่างฝ่ายขบวนการนักศึกษากับฝ่ายผู้บริหาร มันถ่างออกจากกัน รวมทั้งต้องพูดด้วยว่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ไม่ใช่ที่ซึ่งปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองทุกอย่างไป มันก็มีครูบาอาจารย์ซึ่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ครูบาอาจารย์ซึ่งสนับสนุนฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ผมคิดว่าผู้บริหารก็รู้ อาจารย์ป๋วยเองก็ทราบ การบริหารธรรมศาสตร์ยากกว่าการบริหารการเงินการคลังของประเทศหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่นี่คือโจทย์หนึ่งที่อาจารย์ต้องทำ ภาพที่อาจารย์ป๋วยห้ามทัพก็เป็นภาพที่ทุกคนเห็นชัดว่าเป็นเช่นไร

อาจารย์ป๋วยใช้วิธีอะไรในการแก้โจทย์ที่ยากขนาดนั้นในสมัยนั้น

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยมีบารมี มีคนให้การยอมรับอาจารย์ป๋วยอยู่พอสมควร กระแสของการต่อสู้ในสังคมเวลานั้น ด้านหนึ่งเป็นเรื่องชาตินิยมด้วย พยายามดึงให้เห็นว่าเราพยายามทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นสายสังคมนิยมด้วย อาจารย์ป๋วยเห็นใจต่อคนยากคนจนและประโยชน์ของผู้ยากไร้ ซึ่งพวกนี้มีผลต่อการที่อาจารย์ได้รับความนับถือจากนักศึกษา ผมคิดว่ายิ่งอาจารย์เป็นอย่างนี้ นักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ยิ่งแรงกับอาจารย์ คล้ายๆ ว่าถ้าอยู่ข้างนี้แล้ว ขยับมาอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ช่วยอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ผมคิดและเดาว่าคงเป็นความรู้สึกทำนองนั้น ผมเองไม่ได้อยู่กับพรรคนักศึกษาในเวลานั้น เวลาผมสมัครผู้แทนก็สมัครเป็นอิสระ เพื่อนๆ ก็หมั่นไส้เหมือนกัน แต่ผมว่าจริตก็คล้ายๆ กัน คือถูกด่าทั้งคู่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ …

มันหัวใจสลายนะ

เรื่องราวทั้งหมดที่จบลงถือเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของอาจารย์ป๋วยหรือไม่

ผมคิดว่าถ้าคนแบบอาจารย์ ซึ่งเป็นคนที่ใช้และอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คนในสังคมในแบบที่อาจารย์คิดว่าเหมาะสม ยืนหยัดอยู่กับแนวทางที่อาจารย์เชื่อว่ายุติธรรม เสรี เป็นสันติ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ เพราะทุกสิ่งที่อาจารย์เป็นมาตลอด รวมทั้งในฐานะอธิการบดีด้วย เขารู้สึกว่ามีภาระที่จะต้องดูแล สิ่งสำคัญคือต้องดูแลมหาวิทยาลัย ดูแลนักศึกษา อย่างน้อยที่สุดคือเรื่องความปลอดภัย

แต่พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ทั้งการถูกเผา ถูกกระทำ มีคนถูกฆ่า มีคนเจ็บ มีคนถูกรังแก อาจารย์ก็คงไม่พอใจว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ต่อสู้เหมือนกัน คือไม่สบายใจที่เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่เส้นทางที่อาจารย์อยากจะเห็น แต่มันคือเส้นทางของโศกนาฏกรรมซึ่งปูทางมาเรื่อยๆ จนมาระเบิดเมื่อเกิดรัฐประหารหลัง 6 ตุลา 2519 รัฐประหารเป็นตัวปัญหาหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าไม่มีใครไม่เห็นว่ามันเป็นโศกนาฏกรรม สังคมไทยเห็น คนธรรมศาสตร์ยิ่งเห็นภาพชัดกว่า

เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมของธรรมศาสตร์ แต่มันเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศและของชีวิตอาจารย์ป๋วยด้วย

อาจารย์ป๋วย ณ เวลานั้นอธิการบดี เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเลือดท่วมธรรมศาสตร์แล้วอธิการบดีจะทำอย่างไร ในความหมายนั้นก็เหมือนว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่มองดูผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย ถูกทรมาน ถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจารย์ไม่ใช่เป็นคนที่เคร่งครัดนับถือศาสนาอะไร ถ้าจะมีพื้นที่บางพื้นที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่มหาวิทยาลัยคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่ควรจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายเมื่อเกิดขึ้น นั่นแหละจึงเป็นโศกนาฏกรรม

อาจารย์ป๋วยรับมือกับโศกนาฏกรรมอย่างไร

ท่านพยายามจะอยู่กับมัน แต่ความเสียใจก็คงยากที่จะประเมิน เพราะไม่ว่าคุณจะพูดอะไรก็ตาม มันไม่ได้เกิดจากคุณ คุณจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร มันหัวใจสลายนะ แล้วที่สำคัญที่สุด ณ เวลานั้นคุณรับมืออย่างไร คือต้องรับมือกับทั้งหมดที่ตัวเองเคยยืนอยู่ว่า มนุษย์ยังมีส่วนที่ดีอยู่ มนุษย์ยังมีความหวังอยู่ มนุษย์ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ สังคมไทยยังมีทางไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้อาจารย์พยายามรักษาไว้ แต่อาจารย์ก็เขียนไว้ว่าทางข้างหน้ามืดเหลือเกินมองไม่เห็น อาจารย์ป๋วยในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็รับมือได้เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถรับมันได้

อาจารย์ป๋วยออกนอกประเทศในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาอีกหนึ่งปี เส้นเลือดในสมองแตก อาจารย์ต้องอยู่ในความเงียบยาวนานถึง22ปี ความเงียบของอาจารย์ป๋วยบอกอะไรสังคมไทย หรือสังคมไทยได้ยินเสียงอะไรจากความเงียบของอาจารย์ป๋วยบ้าง

การที่จะได้ยินเสียงแห่งความเงียบได้นั้น ต้องการความสามารถในการฟัง ผมไม่รู้ว่าสังคมไทยมีความสามารถในการฟังเสียงแห่งความเงียบของอาจารย์แค่ไหน ผมคิดว่าถ้าเราสามารถได้ยินเสียงอาจารย์ได้ ผมว่าเราคงได้ยินเสียงประสานในเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง อาจรวมทั้งเรื่องเสรีภาพ ความเป็นธรรม การใส่ใจคนเล็กคนน้อยที่เสียเปรียบในสังคมไทย การยอมเสียสละบางอย่าง และที่สำคัญคือแนวทางสันติวิธีเพื่อไปสู่เป้าหมายเหล่านั้น เราต้องหาวิธีฟังเสียงเหล่านั้น แต่ผมไม่รู้สังคมไทยสามารถจะทำได้หรือไม่

มีวิธีใดที่จะทำให้สังคมไทยฟังเสียงเหล่านั้นได้ชัดขึ้น

แคะหู เอาอคติหลายอย่างออก เอาภาพมายาที่อยู่ในชีวิตของตัวเราเอง ของสังคมไทยออก ต้องเปิดตาแล้วก็เปิดหู ในภาษาจีนคำว่า ‘ฟัง’ คือการเปิดใจ การเปิดใจเป็นกุญแจของการฟัง จะเปิดใจได้ก็ต้องเห็นหลายอย่าง บางอย่างเราไม่อยากเห็น เราไม่ชอบ เช่น สังคมไทยเคยทำความผิดพลาดชั่วร้ายอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะเห็น ผมไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยชั่วร้าย แต่เรามีอดีตแบบนั้น และเราจำเป็นที่ต้องเผชิญกับมัน ไม่งั้นเราจะอยู่กับปัจจุบันลำบาก

มรดกทางความคิดที่อาจารย์ป๋วยได้ทิ้งไว้ให้เรา ทั้งแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สันติประชาธรรม มันดำรงอยู่อย่างไรในสังคมไทยปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมากและเต็มไปด้วยปัญหา

ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นมรดกของอาจารย์เป็นสมบัติที่มีค่า วันนี้สมบัติที่มีค่ามันถูกซ่อนอยู่ โจทย์เลยไม่ได้อยู่ที่สมบัตินั้น แต่อยู่ที่ตัวสังคมไทยว่ามีความสามารถที่จะไปตามหามันหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าต้องหาอะไร แล้วถ้ารู้ว่าต้องหาอะไร พร้อมที่จะใช้กำลังวังชาที่มีไปขุดหาหรือไม่ แล้วถ้าเจอมันแล้ว รู้ใช่ไหมว่าจะใช้มันอย่างไร พวกนี้คือโจทย์ที่พวกเราต้องพยายามคิด

อาจารย์ให้ทุกอย่างกับสังคมไทยแล้ว โจทย์อยู่ที่เรา ไม่ใช่อยู่ที่อาจารย์แล้ว คืออาจารย์อาจไม่ได้เจตนาทิ้งโน่นนี่ไว้ อาจารย์เพียงแต่ใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์เพียงแต่ทำในสิ่งที่เชื่อ แต่พอเราคิดว่าอาจารย์ทิ้งไว้ เราก็ต้องหยิบมันขึ้นมา หรือค้นหามัน อันนั้นอาจเป็นโจทย์สำคัญ แต่ที่น่ากลัวก็คือว่าสังคมไทยอาจไม่รู้สึกเลยว่าเราขาดอะไรไป

อาจารย์ยังมองโลกในแง่ดีนะครับ ว่ามรดกแค่ถูกซ่อนอยู่ ต้องไปหา แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายพังเสียหายไปหมด

มีสองวิธีที่จะมองเรื่องนี้ คนจำนวนหนึ่งบอกถูกทำลายหายไป พินาศไปหมดแล้ว ผมบังเอิญไม่เชื่อว่าถูกทำลายแบบนั้น คือของมีค่าหลายอย่างมันไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่ว่ามันถูกผลัก ถูกลบ ถูกกาลเวลาถมทับไป ฝุ่นเยอะมองไม่เห็น อะไรก็แล้วแต่ โจทย์อยู่ที่เราเองรู้ไหมว่าของมันหายไปแล้ว รู้ไหมว่ามันไปซ่อนอยู่ รู้ไหมว่าหน้าที่ของเราคือต้องหามัน

สมมติว่า สิ่งที่ต้องค้นหาคือแนวคิดสันติประชาธรรม มรดกเรื่องสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยดำรงอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มันยังมีน้ำยาและเป็นทางออกให้กับวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในปัจจุบันได้แค่ไหน

เราอาจจะไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรคือทางออก โจทย์ทางออกนี่เรื่องใหญ่มาก แต่ว่าสิ่งที่เรารู้ มันไม่ใช่ว่าสังคมไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าที่ผมคิด คิดเล็กมาก คือในแง่วิธีการไปสู่เป้าว่าคืออะไร เราเรียนรู้ว่าวิธีการที่ใช้ความรุนแรง ราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร

ตัวอาจารย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง อาจารย์ก็ได้จ่ายราคานั้น ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต้องลี้ภัย ไปเสียชีวิตในอังกฤษ อันนั้นเป็นโศกนาฏกรรมส่วนตัว 6 ตุลาฯ เป็นโศกนาฏกรรมของสังคมไทย ของอาจารย์ และของธรรมศาสตร์ ของแบบนี้เราเห็นมาแล้ว เกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นจากอวิชชา เกิดขึ้นจากความเขลา เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง เกิดขึ้นจากการสร้างให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ชั่วร้ายอย่างไร เกิดขึ้นจากการปลุกระดมให้เชื่อว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เกิดขึ้นจากความรักแบบไม่ลืมหูลืมตากับของบางอย่าง ทั้งหมดนี้รวมกัน ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เพราะฉะนั้นถามว่าของทั้งหมดนี้ยังอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ อาจไม่ถึงขนาดนั้นในเวลานี้ แต่ร่องรอยมันมีอยู่

อาจารย์มองสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร ผ่านแว่นตาแบบไหน เข้าหาและพยายามอธิบายมันอย่างไร

ผมคิดว่าตัวอย่างของอาจารย์ป๋วยน่าสนใจ ทำไมอาจารย์ป๋วยไปช่วยคุณสฤษดิ์สมัยนั้น ถ้าเราอธิบายสันติวิธีแบบที่ผมเพิ่งอธิบายให้ฟัง เราสามารถมองเห็นมนุษย์ได้โดยไม่เป็นการลดทอนสภาพ เพราะว่าตรรกะของสงครามคือการลดทอนสภาพ ในสงครามมันเลยไม่เหลืออย่างอื่น ไม่ใช่พวกเราก็เป็นพวกเขา ไม่สีอย่างเราก็ต้องเป็นอีกสีหนึ่ง พอเป็นอย่างนี้ โอกาสของการทำลาย การต่อสู้ และการใช้ความรุนแรงก็สูงขึ้น

ผมคิดว่าสันติประชาธรรมไม่ใช่แค่เป็นวิธีการ แต่มันยังพูดถึงสังคมที่เป็นธรรมด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายกับวิธีการมีส่วนสำคัญมากในความคิดของอาจารย์

เราจะเอาสันติประชาธรรมไปใช้ในสังคมไทยในฐานะเครื่องมือหนึ่งได้อย่างไร

ไม่ว่าจะใช้มันอย่างไร ไม่ว่าจะขุดจะเอาไปอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นพิมพ์เขียวของการแก้ปัญหาบ้านเมือง มันอาจไม่ใช่หรือแม้กระทั่งเป็นแผนที่ไปสู่ที่พึงปรารถนา แต่เป็นการบอกว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยเคยทำได้ คนนี้เคยทำในลักษณะนี้ แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกับชีวิตของเรา

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างอาจารย์ป๋วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนกับอาจารย์ ของบางอย่างที่อาจารย์เคยทำไว้ โจทย์บางอย่างที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ เส้นทางที่อาจารย์เคยเดิน เราอาจมาย้อนคิดดูว่ามีอะไรที่เราทำได้ในบริบทของเราเอง อันนี้อาจคือโจทย์ที่สำคัญกว่า

ขณะเดียวกันในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป เราจะใช้สันติประชาธรรมแบบนี้อย่างไร คือสันติประชาธรรมในสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำอาจไม่สนใจประเด็นเรื่องความเกลียดชัง ไม่ได้สนใจเรื่องวิธีผลิตความเกลียดชังอย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิธีสร้างความเท็จอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความเป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว ของพวกนี้ไม่มีในสมัยอาจารย์ป๋วย แต่วันนี้คือโจทย์ที่เราต้องทำ สันติประชาธรรมอาจจะต้องปรับเปลี่ยนโดยรักษาวิญญาณไว้ แต่หน้าตา ท่าทาง วิธีการ การทำงานอาจจะเปลี่ยนหมดในยุคของเรา

 

สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

อาจารย์ป๋วยมองแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าผมเข้าใจอาจารย์ไม่ผิด ดูจากท่าทีของอาจารย์ อาจารย์คิดถึงห้วงขณะของประชาธิปไตยเหมือนกัน อาจารย์ไม่ได้คิดถึงประชาธิปไตยอย่างตายตัว ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์เป็นนักสังคมศาสตร์ ผมคิดว่าเงื่อนไขประการหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงในการเข้าใจ และผมก็คิดว่าอาจารย์สนใจประเด็นนี้ อาจารย์พัฒนาสมาคมสังคมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราฯ ของพวกนี้เป็นฐานของการใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์มาจัดการความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ อาจารย์เห็นสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของอาจารย์ก็อาจเป็นความหมายแบบนั้นด้วย มันมีองค์ประกอบสองอย่างที่อยู่คู่กัน คือ เสรีนิยมประชาธิปไตย

‘เสรีนิยม’ คือการพูดถึงรัฐที่มีอำนาจจำกัด ส่วน ‘ประชาธิปไตย’ หมายถึงกระบวนการขึ้นครองอำนาจรัฐตามแนวทางของประชาธิปไตยที่คนมีสิทธิมีเสียง ของสองอย่างนี้สำหรับอาจารย์มันไปคู่กัน แต่บางเวลาอันหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอีกอันหนึ่ง ทีนี้อาจารย์อาจมองต่อไปว่าเพื่อทำให้ทั้งสองอย่างนี้ดำเนินไปได้ ต้องมีสถาบันบางอย่างรองรับมัน หรือเตรียมการสำหรับมัน มหาวิทยาลัยก็เป็นพื้นที่อย่างหนึ่ง แบงก์ชาติก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการประชาชนก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการพัฒนาที่อาจารย์สนใจก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง

แนวคิดประชาธิปไตยก็เหมือนสันติประชาธรรมใช่ไหม ประเด็นคือประชาธิปไตยจะปรับเปลี่ยนหน้าตาของมันในโลกยุคใหม่อย่างไร โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณไว้ได้

นักทฤษฎีบางคนบอกว่าสันติวิธีก็เป็นส่วนประกอบของประชาธิปไตยที่สำคัญเหมือนกัน ความสามารถอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยคือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่แก้ปัญหาใหญ่ที่สุดในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าใครควรจะมาเป็นผู้ปกครองรัฐ ประชาธิปไตยตอบปัญหานี้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงมีความหมายในฐานะที่เป็นนวัตกรรมแก้ความขัดแย้งทางการเมือง

มีอย่างอื่นในตัวประชาธิปไตยที่คนไม่พูดถึงกันเท่าไร คือสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่บอกว่าคนนี้เป็นรัฐบาล คนนั้นเป็นรัฐบาล แต่มันคือการบอกว่าอันนี้ไม่ดี เรามีโอกาสจะหวังสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นสังคมจะถูกทำให้มีชีวิตตลอดเวลาเมื่ออยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย ปัญหาของระบอบเผด็จการคือ มันไปแช่แข็งของพวกนี้หมดเลย สังคมก็เลย…จะบอกว่าตายก็ไม่ได้ มันคงไม่ตายหรอก ในขณะที่ถ้าเป็นประชาธิปไตยมันต้องมีสิทธิมีเสียงมีเสรีภาพ มีความโต้เถียง มีชีวิตของมัน

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยอยู่ในยุคสมัยซึ่งมีชีวิตของประชาธิปไตยแรงมาก มันก็มีปัญหาของมัน มีทางออกของมัน แต่ว่าอย่างที่บอก มันจบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่โศกนาฏกรรมไม่ใช่ความผิดของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมันถูกตัดตอน

การเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

หากเราพินิจชีวิตของอาจารย์ป๋วยทั้งชีวิต เราจะประเมินความสำเร็จและความล้มเหลวของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

มีโจทย์ใหญ่ของวิชาสันติ­วิธีที่ถามว่า ตกลงแต่ละอย่างที่ทำผ่านสันติ­วิธีนั้น มันสำเร็จหรือล้มเหลว ผมยกตัวอย่างเช่น คานธี ในคำอธิบายทางสันติวิธีจะบอกว่าคานธีประสบความสำเร็จโดยการใช้ขบวนการสันติ­วิธีขนาดใหญ่ในการขับไล่อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมออกไป พูดแบบนี้ก็คือสำเร็จ แต่ถ้าพูดใหม่ว่าการขับไล่อังกฤษออกไปผ่านขบวนการสันติวิธีของคานธี ในที่สุดทำให้อนุทวีปแตกออกเป็น 3 ส่วน คืออินเดีย ปากีสถานตะวันตก และปากีสถานตะวันออก การแบ่งแยกประเทศทำให้คนตายเยอะ อันนี้ก็คือล้มเหลว

ความน่าสนใจคือคานธีรู้ว่าสิ่งนี้ล้มเหลว คานธีรู้ว่าสันติวิธีที่ท่านทำหลายครั้ง ไม่ใช่สันติวิธีที่ท่านอยากเห็น ท่านถึงแบ่งสันติวิธีออกเป็นสันติวิธีของคนกล้ากับสันติวิธีของคนขลาด ท่านอยากเห็นสันติวิธีของคนกล้า แต่โอกาสที่จะเห็นมันน้อยไง

ฉะนั้นในทางกลับกัน เราก็ถามโจทย์แบบเดียวกันว่า ชีวิตของคานธีเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลว อันนี้มันต้องอธิบายใหม่ว่า เวลาล้มเหลว…ล้มเหลวอะไร เวลาเรียกว่าสำเร็จ…สำเร็จอะไร ในความล้มเหลวอาจมีความสำเร็จ ในความสำเร็จอาจมีความล้มเหลวอยู่เหมือนกัน ในแง่นี้ ถึงแม้จะล้มเหลวแต่ก็ทำให้แสงสว่างของการต่อสู้มันปรากฏขึ้น มันบอกคนอื่นว่ามันทำได้ แต่มันไม่ได้บอกว่าทำแล้วต้องสำเร็จ

โจทย์สำหรับมนุษย์เลยกลายเป็นว่า เราอาจต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เราทำมันอาจล้มเหลว แล้วตัวเราจะเลือกล้มเหลวในเรื่องอะไร มันมีการล้มเหลวที่สง่างาม ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้ นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม ชีวิตของอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้

อาจารย์เคยพูดถึงกรณีของ Sisyphus ว่าบางครั้งมันเป็นเรื่องกระบวนการ เป็นความงามระหว่างทาง โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย

งานของอัลแบร์ กามูส์พูดถึง Sisyphus คือเขาทำผิด สิ่งที่เทพเจ้าลงโทษคือให้กลิ้งหินขึ้นไปบนยอดเขา ไปถึงยอดสุด หินก็จะตกลงมาใหม่อีก เพราะฉะนั้นเขาจะใช้ชีวิตโดยรู้ว่าสิ่งที่เขาทำถึงอย่างไรก็ล้มเหลว เขาไม่มีวันทำสำเร็จในการเอาก้อนหินไปถึงยอดเขา สิ่งที่น่าสนใจคือ มันมีข้อความที่กามูส์เขียนว่า ในบางทีในตอนนั้น Sisyphus มีความสุข ผมก็เลยสงสัย อันนี้มันเป็นอย่างไร บางทีเราหาความสุขได้จากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะล้มเหลว แต่นั่นหมายความว่า เราต้องรู้ว่าความหมายของสิ่งที่เราทำคืออะไร นึกออกไหมครับ คือบางทีเราไปตัดสินใจว่าสิ่งที่เราทำมีแค่ทางเลือกสองทาง คือสำเร็จกับล้มเหลว

ถ้าคิดแบบนี้ อะไรที่ล้มเหลวเราก็ไม่ทำ เพราะเราคิดว่าความสำเร็จนั้นสำคัญ แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนเรา ความล้มเหลวอาจสำคัญกว่า เพียงแต่คุณต้องมองว่า เรื่องที่สำเร็จอาจเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่เดินไปบนเส้นทางที่เรารู้ว่าล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่กว่า ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่ในมหาวิทยาลัย เราสอนนักศึกษาในชั้นเรียนอาจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ อาจสำเร็จได้ อาจล้มเหลวได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราเขียนเปเปอร์ส่งวารสาร อันนี้โอกาสสำเร็จสูงกว่า แต่ระหว่างของสองอย่างนี้ เราอาจต้องตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ เพราะฉะนั้นคนที่อยากประสบความสำเร็จในอาชีพวิชาการ ก็อยากจะทำอย่างหลังคือเขียนเปเปอร์ส่งเยอะๆ ในที่สุดจะถูกนับว่ามีความสามารถ แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือการสอนนักศึกษา ซึ่งยากลำบากกว่า และพร้อมที่จะล้มเหลว การเลือกอย่างนี้เป็นทางเลือกที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

ความล้มเหลวเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องเจอ

หมายความว่าในเรื่องสำคัญ… แต่ละเรื่องในโลกมันไม่ได้เท่ากัน บางเรื่องโอกาสที่จะสำเร็จน้อยกว่า เราต้องพร้อมที่จะล้มเหลว และผมก็ล้มเหลวเป็นประจำ เช่น ผมเตือนตัวเองไว้ว่าจะสอนอย่างโน้นอย่างนี้ แต่พอเข้าไปในชั้นเรียน นักศึกษาไม่ได้พร้อมสำหรับสิ่งนี้ ผมก็จะถอย ผมจะไม่ดึงดัน สำหรับผม เขาสำคัญ โดยมาตรฐานนี้ผมล้มเหลวเสมอ เพราะผมไม่เคยสอนตามเกณฑ์ที่บอกว่าผมต้องสอน

อาจารย์ป๋วยมักบอกว่าเราควรทำดี ละเว้นสิ่งชั่ว แล้วอาจารย์ป๋วยจะอ้างอิงคำสอนทางพุทธเสมอ พุทธศาสนามีผลต่อความคิดอาจารย์ป๋วยแค่ไหน จริยศาสตร์ของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ป๋วยคิดอย่างไรกับพุทธศาสนา แต่ว่าผมแน่ใจอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นนักสังคมศาสตร์สิ่งหนึ่งที่คุณต้องสนใจคือสังคมของคุณสนใจเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าทำไมอาจารย์ป๋วยถึงสนใจพุทธศาสนา ก็ไม่แปลกเพราะเราทำงานอยู่ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แล้วคุณจะไม่สนใจพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

การพูดในภาษาพุทธมีเหตุผล ไม่ว่าจะโดยความเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในที่สุดแล้ววิธีใดที่จะพูดกับคนในสังคมให้รู้เรื่อง ก็คือการอิงบารมีของคนที่สำคัญ บารมีที่เราอัญเชิญมาเป็นครั้งเป็นคราวก็เช่นพระพุทธองค์ ถ้าคุณดึงพระพุทธองค์มา พระพุทธองค์ก็สามารถทำให้สิ่งที่เราพูดมีคนฟัง มีความชอบธรรมในแง่ของความรู้

ในแง่หนึ่ง ผมเข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเป็น หากดูจากสถานที่ที่สร้างอาจารย์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสรีไทย ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ อาจารย์จะเน้นการปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิภาษวิธีระหว่างอาจารย์กับแหม่มที่เราพูดกันมาตั้งแต่ต้น ก็คืออาจารย์อยู่ในภาคของการปฏิบัติ นี่ก็เป็นจริยศาสตร์แบบหนึ่ง ที่สำคัญคือเรารับผิดชอบกับ means ที่เราเลือก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ตัดสินใจบนฐานของ means ที่เราใช้ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ถ้าอธิบายแบบนี้ การพูดในภาษาพุทธเป็นบางครั้งคราว ถามว่าเป็นจริยศาสตร์ไหม ก็เป็นวิถีจริยศาสตร์แบบหนึ่งเหมือนกัน

‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

22 มิ.ย. 62 อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ “ปัญญาชนสยาม” และนักคิด นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ระบุเนื้อหาใจความว่า

“การเปลี่ยนตัวเรา…ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะครับ
เปลี่ยนตัวเรานี่ยากที่สุดเลย
เปลี่ยนความเกลียดให้เป็นความรัก
เปลี่ยนความหลงให้เป็นรู้รอบรู้จริงเป็นพื้นฐานเลยครับ”

“ที่สำคัญคือ เราต้องพยายามทำไม่ใช่เพื่อ
ความยิ่งใหญ่ของเรา ทำเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรจะทำ
แต่ถ้าทำเช่นนี้แล้ว มันมีคนเห็นแล้วทำอย่างนี้มากขึ้น
สังคมไทยก็จะมีดวงตาเห็นธรรมมากขึ้น
มันก็จะมีคนกล้ามากขึ้น เมื่อมีคนกล้ามากขึ้น
ความกลัวก็จะน้อยลง สังคมไทย ก็จะเปิดกว้าง
สะอาดสว่างขึ้นเท่านั้นเอง
ผมก็ถือว่า ผมเป็นจุดเล็กๆจุดนึงที่จะช่วย”
ส. ศิวรักษ์