Time for Nature – บทความพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2563

1

วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี ตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะระลึกถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมคือการดูแลมนุษยชาติ และสุขภาพของเราแยกไม่ออกจากสุขภาพของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าอาหารที่เรารับประทาน น้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ บรรยากาศของโลกที่เรามีชีวิตอยู่ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

2

คำขวัญหรือสโลแกน (slogan) ประจำวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ คือ Time for Nature และมีหัวข้อรณรงค์หรือธีม (theme) คือ Biodiversity ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสำหรับธรรมชาติ เพื่อเรียกร้องให้พลเมืองโลกหันมาตระหนักถึงอันตรายจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ช่วยเร่งฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP : United Nations Environment Programme) ประเมินว่ารอบทศวรรษที่ผ่านมา พืชและสัตว์ราวหนึ่งล้านชนิดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

Time for Nature - บทความพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2563

(ภาพ : Alexis Antoine / unsplash)

3

วันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี พ.ศ.2563 มีประเทศโคลอมเบียซึ่งตั้งอยู่ในแถบละตินอเมริกาเป็นเจ้าภาพ โดยร่วมกับประเทศเยอรมนีในทวีปยุโรป

โคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก เฉพาะกล้วยไม้มีมากกว่า ๓,๕๐๐ สายพันธุ์ และมีนกมากถึงร้อยละ ๑๙ ของชนิดพันธุ์นกทั้งหมดในโลก รัฐบาลโคลอมเบียกำหนดให้การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นของประเทศ

4

ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนับตั้งแต่พืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย ประเมินว่าบนโลกใบนี้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตมากกว่า ๘ ล้านชนิดพันธุ์ ขณะที่ระบบนิเวศที่ถือเป็น “บ้าน” ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีตั้งแต่มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา แนวปะการัง ฯลฯ ผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของสิ่งมีชีวิตคือระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นพื้นฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์

ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเกื้อกูลชีวิตมนุษย์หลายทาง ทั้งช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้สะอาด ผลิตเป็นอาหารและสารปรุงแต่งต่างๆ ที่นำมาบริโภค เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยารักษาโรค ระบบนิเวศที่มีความสมดุลยังช่วยลดทอนความรุนแรงของภัยพิบัติ

5

ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลงในทั่วทุกภูมิภาคของโลก สิ่งนี้บั่นทอนนิเวศบริการ (ecosystem services) หรือความช่วยเหลือจากธรรมชาติให้เรามีชีวิตได้อย่างปกติ แล้วความผิดปกติที่ว่านั้นคืออะไร ?

รอบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างบ่งชี้ว่าเรากำลังปล่อยให้ธรรมชาติถูกทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม นับตั้งแต่การเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในบราซิล สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การรุกรานพืชผลทางการเกษตรและชุมชนเมืองของฝูงตั๊กแตนในแอฟริกา การสูญเสียแนวปะการังใต้ท้องสมุทร

แม้แต่การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙ ก็สันนิษฐานว่ามีที่มาจากการระบาดของเชื้อไวรัสจากสัตว์ป่ามาสู่คน นอกจากจะส่งสัญญาณว่ามนุษย์เข้าไปแทรกแซงการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าผ่านการลักลอบค้าสัตว์ป่า การบุกรุกป่า ยังแสดงให้เห็นว่าสุขภาพของโลกเชื่อมโยงกับสุขภาพของเรา

รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) ระบุว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสุขภาพ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและถิ่นอาศัยดั้งเดิมจะเพิ่มการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อและไวรัส ประเมินว่าการเจ็บป่วยประมาณ ๑ พันล้านกรณี และความตายนับล้านกรณีในปัจจุบันเกิดจาก zoonoses หรือโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (เช่น โรคพิษสุนัขบ้าติดจากสุนัข กาฬโรคติดจากหนู แอนแทรกซ์ติดจากวัว) ประมาณร้อยละ ๖๐ ของโรคติดเชื้อในมนุษย์ทั้งหมดเป็น zoonoses และมีสัดส่วนถึงร้อยละ ๗๕ ของโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่

(ภาพ : Max Rovensky / unsplash)

6

เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศบริการที่เกิดจากความหลากหลายทางชีวภาพประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง ๑๒๕-๑๔๐ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่า ๑.๕ เท่าของขนาดจีดีพีทั่วโลก

หากเราคำนึงถึงอาหารที่เราบริโภค น้ำที่เราดื่มกิน อากาศที่เราสูดลมหายใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากธรรมชาติและธรรมชาติรอบกาย

ขณะที่พลเมืองโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นถึงหลัก ๑ หมื่นล้านคน เราจำเป็นต้องตระหนักถึงคุณค่าที่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมอบให้ และไม่ทำร้ายธรรมชาติ

นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่าถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้เอื้อต่อการก่อเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เราจะตกอยู่ในอันตรายจากไวรัส การระบาดของโรคต่างๆ มากขึ้น เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เราต้องจัดการกับภัยคุกคามธรรมชาติหลายอย่างจากกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การบุกรุกป่า การค้าสัตว์ป่า การปล่อยมลภาวะ

7

ในสถานการณ์ที่โรคโควิด-๑๙ กำลังแพร่ระบาด ผู้คนทั้งโลกจะกำลังเผชิญความยากลำบาก การเวียนมาถึงของวันสิ่งแวดล้อมโลกทำให้เราฉุกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในสถานการณ์ที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ บุคคลากรทางการแพทย์ กำลังระดมสรรพกำลังเพื่อก้าวข้ามโรคระบาดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ภาวะเช่นนี้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพยังเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้าม

ยังไม่สายเกินไปที่จะยับยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเราต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบของพฤติกรรมเราต่อธรรมชาติรอบๆตัว แล้วเพิ่มความมุ่งมั่น และตระหนักถึงความรับผิดชอบที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์ป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ลดระบบเกษตรกรรมและการบริโภคที่มีส่วนรุกรานป่าไม้ นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปรับระบบเศรษฐกิจให้คำนึงถึงความยั่งยืนร่วมกัน

8

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมา วันสิ่งแวดล้อมโลกมีจุดหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้พลเมืองโลกเรียกร้องต่อรัฐบาลของตนดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงการปกป้องธรรมชาติ หยุดสร้างมลพิษ และช่วยกันตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ในภาวะอ่อนระโหยโรงแรง

ภาคเอกชน บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และการผลิตอื่นๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงการผลิตที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ประชาชน และภาคประชาสังคมควรศึกษาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม

ผู้บริโภคควรคิดใหม่ในสิ่งที่พวกเขาซื้อ

เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องรวมกลุ่มกันเพื่อค้นหารูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกลมกลืนกับมนุษย์ด้วยกัน แต่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

การตอบสนองของพลเมืองโลกต่อการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙ แสดงให้เห็นว่าเพื่อจัดการปัญหาเร่งด่วนที่คุกคามสังคมของเรา เรายังมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แนวทางฟื้นฟูเพื่อกลับไปเริ่มต้นการดำรงชีวิตอีกครั้งควรรับเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นประเด็นหลัก เพราะคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราคือคุณภาพชีวิต

วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ได้เวลาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ได้เวลาที่จะทำให้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการตัดสินใจทั้งหมดของเราแล้ว

เอกสารประกอบการเขียน :

  • World Environment Day 2020 : a Practical Guide for individuals, faith groups, businesses, cities, governments, schools & universities, youth groups and civil society

พิเคราะห์สังคมไทย 101 บทนำ: ทำไมต้องรู้จักประวัติศาสตร์ของตนเอง

นี่เป็นหนึ่งในคลิปวีดีโอของ ชุดพิเคราะห์สังคมไทย 101 การบอกเล่าประวัติศาสตร์จากปากคำอ.สุลักษณ์ เป็นประเดิม ในชุดนี้เราจะมาฟังมุมมองประวัติศาสตร์ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ นับแต่การก่อตังราชวงศ์จักรี ผ่านการปฏิรูปสำคัญๆ ในสมัยรัชการที่่ 4 ที่่ 5 ผ่านการปฏิวัติ 2475

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

การรู้จักประวัติศาสตร์ เป็นส่วนสำคัญสำหรับการก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้เท่าทัน เพราะเรารู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นมันคลี่คลายมาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง #อภิวัฒน์๒๔๗๕ เป็นความจริงสำคัญในทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีชนชั้นนำปฏิกิริยาพยายามปิดบัง บิดเบือน แม้กระทั่งใส่ร้ายป้ายสี มาโดยตลอด

ในโอกาสครบรอบ ๘๘ ปีของเหตุการณ์สำคัญนั้น เราได้สัมภาษณ์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ท่านมองเห็นทั้งข้อดีข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ของการเปลี่่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ และเล่าให้เราฟังอย่างมีชีวิตชีวา รวม ๑๕ ตอน เราเริ่มสัมภาษณ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๒ เสร็จสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ และทะยอยนำขึ้นเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ๑๘มีนาคม ๒๕๖๓ และสิ้นสุดครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

บัดนี้เราได้รวบรวมทั้ง ๑๕ ตอนมาอยู่ในที่นี้ เพื่อสะดวกแก่การค้นคว้า ศึกษา สำหรับท่านที่สนใจ หากมีข้อบกพร่องใดๆ เรายินดีรับฟังและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้วิดีทัศน์ชุดนี้สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่กำลังและสติปัญญาอันจำกัดของพวกเราจะทำได้ หากท่านมีคำถามเพิ่มเติม เรายินดีรับไว้ และนำไป ถามอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เพื่อจัดทำเป็นตอนพิเศษ ตอบคำถามต่างๆต่อไป พวกเราขอขอบคุณกำลังใจที่ได้รับจากทุกท่านที่ติชมและในคำแนะนำเข้ามา และช่วยกันเผยแพร่ต่อๆกันไป

ด้วยจิตคารวะ

ประชา หุตานุวัตร
ณพัฒน์ พัฒนพีระเดช
อันวยา แก้วพิทักษ์
คณะทัศนาธิการ

สำนึก ‘ปัจเจกชนนิยมใหม่’

Author : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ความที่จะกล่าวต่อไปนี้มีจุดเริ่มต้นจากการพูดคุย ระหว่างผมกับอาจารย์กฤตภัค งามวาสีนนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ และคุณพงศกร เฉลิมชุติเดช เจ้าหน้าที่ส่วนงานวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นที่น่าสนใจสองเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ “ขัน/ตลก” ของคนในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งทำให้นักแสดงตลกรุ่นเก่าเริ่ม “ตลก” น้อยลงและหางานได้ยากขึ้น ท่านทั้งสองก็ยกตัวอย่างการทำงาน “ตลก” ของคนรุ่นใหม่และท่านก็เน้นว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพราะตลกรุ่นเก่าไม่มีฝีมือแล้ว หากแต่เป็นเพราะความรู้สึก “ตลก” ของคนไทยในสังคมไทยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้พวกเขารู้สึก “ตลก” น้อยลงกับกลเม็ดของตลกรุ่นเก่า

เรื่องความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตลก” นี้น่าสนใจมากนะครับ แต่ผมไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอธิบายได้ จึงขอให้ทั้งสองท่านเขียนออกมาเพื่อให้เกิดการถกเถียงกันในสังคม ซึ่งท่านทั้งสองก็ได้รับปากผมว่าจะเขียนเป็นความเรียงเพื่อเสนอต่อสังคมในเร็วๆนี้ (ผมผูกสัญญาทั้งสองท่านผ่านหน้าหนังสือพิมพ์แล้วนะครับ)

เรื่องที่ 2 ได้แก่ การนิยาม/ให้ความหมายตนเองของคนเล่น “เฟสบุ๊ค” จำนวนมาก คุณพงศกร เฉลิมชุติเดช เล่าให้ฟังว่าคนเล่นเฟสบุ๊กจำนวนไม่น้อยที่เขาอ่านพบ มักจะนิยามตัวเองว่า “เป็นคนแรง เป็นคนตรง” พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น มิหนำซ้ำมักจะสำทับคนที่ไม่พอใจการแสดงออกต่างๆในเฟสบุ๊คของตนทำนองว่าหากไม่พอใจและรับไม่ได้ก็อย่าเข้ามาอ่าน

การจะแสดงตนเองว่าเป็น “คนแรง คนตรง” ก็จะเป็นการแสดงความคิดเห็นความรู้สึกที่ปฏิเสธขนบทางสังคมทั้งหลาย เช่นการใช้คำแทนอวัยวะเพศชาย/เพศหญิงอย่างตรงไปตรงมา หรือ การใช้คำที่ถือกันว่าเป็น “คำหยาบ” อย่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ รวมไปถึง การเขียนแสดงความรู้สึกของตนเองต่อเรื่องต่างๆอย่างไม่พะวงอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ หรือชีวิตประจำวันทั่วไป

การแสดงตนเองเช่นนี้กำลังกำเนิดและฝังอยู่ระบอบอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม เป็นปรากฏการณ์สำคัญมากในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นอารมณ์ความรู้สึกสำนึกถึงตนเองอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นสำนึก “ปัจเจกชนนิยมใหม่” (New Individualism ) ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสำนึกเชิง ปัจเจกชนนิยม” ลักษณะเดิม

ความเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดความแตกต่างของสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” นี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องให้ความสนใจมากขึ้น เพราะนี่คือฐานความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” ในสังคมไทยเกิดขึ้นมาหลายระลอก และก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนอย่างชัดเจนจนพลังผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้น นับเนื่องได้ตั้งแต่ทศวรรษ 2460 ซึ่งผู้คนที่กอรป์ด้วยสำนึกเชิงปัจเจกชนได้ลุกขึ้นท้าทายระบบอุดมการณ์ของรัฐสมบูณาญาสิทธิราชย์และดำเนินไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ต่อมาการเริ่มตั้งคำถามกับระบอบอำนาจนิยมในทศวรรษ 2510 ของกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มนิยามตนเองว่าเป็น “เสรีชน” ได้ทำให้ขบวนการนักศึกษาเติบใหญ่และท้าทายอำนาจรัฐทหารในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” ในอดีตของสังคมไทย เป็นสำนึกในศักยภาพของตนเองในฐานะมนุษย์เท่าเทียมกันและที่สำคัญตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลจะมีความสัมพันธ์ผูกมัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเหนียวแน่น คนจำนวนมากจึงพร้อมที่จะอุทิศตนเองให้แก่การทำประโยชน์ให้แก่สังคมเพราะความหมายชีวิตของปัจเจกบุคคลจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้ทำสิ่งที่มีคุณค่ามีความหมายให้แก่สังคม

แต่ความเปลี่ยนแปลงในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยม” แบบเดิมนั้นเริ่มอ่อนพลังลง และได้ก่อเกิดสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” ขึ้นมาแทนที่

สำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” จะเป็นสำนึกที่เน้นความเป็นปัจเจกของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมโดยที่จะไม่ผูกพันกับระบบคุณค่าใดๆของสังคม ซึ่งเป็นสำนึกส่วนตัวที่แยกออกจากสรรพสิ่ง (Individualism as isolated privatism) กรอบการคิดและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจะหมกมุ่นอยู่กับตัวตนของตนเอง และพร้อมที่จะจัดการทุกอย่างรอบตัวเพื่อตอบสนองหรือเติมเต็มความเป็นตัวเอง (self-realization and self- fulfillment ) 

สังคมที่ประกอบไปด้วยผู้คนที่มีสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่ ” จำนวนมากขึ้นๆ ก็จะพบกับการละเมิดพื้นที่สาธารณะทุกรูปแบบมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี/เข่นฆ่ากันในเฟสบุ๊ค หรือ ฆ่ากันจริงจังบนท้องถนน แม้ว่าในวันนี้ เรายังพอจะมีเส้นจริยธรรมขวางกั้นการละเมิดกันอยู่ได้บ้าง เช่น พ่อเฒ่าขับเบนซ์แล้วตบเด็ก ก็ถูกโจมตีจนเสียผู้เสียคน แต่เส้นจริยธรรมนี้ก็จะบางลงไปเรื่อยๆตามจำนวนและความเข้มข้นของผู้คนที่เข้าสู่สำนึก “ปัจเจกชนนิยมใหม่” 

เราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อที่จะทำให้สังคมเราพอจะอยู่กันต่อไปได้

การทำให้เกิดกิจกรรมที่ผู้คนทั้งหลายจะสามารถเชื่อมตัวเองกับคนอื่นๆและมองเห็นผลดีที่เกิดขึ้นกับสังคมจะช่วยผ่อนคลายสำนึกเชิง “ปัจเจกชนนิยมใหม่” ลงไปได้ แต่สังคมจะสร้างกิจกรรมอะไร เพราะเท่าที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้คิดให้คนอื่นๆมาร่วมสร้างกิจกรรมเลย มีแต่สังคม/รัฐ/กลุ่มทุนจัดกิจกรรมแล้วให้คนมาร่วมดูเท่านั้น หากคิดกันใหม่ สนามกีฬาอาจจะต้องเปิดการแข่งขันกีฬาสำหรับผู้ที่เล่นไม่เป็น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยอาจจะต้องยอมให้นักเรียนนักศึกษาได้มีส่วนในการสร้างกิจกรรมด้วยตัวเองไม่ใช่สถานศึกษาจัดกิจกรรมแล้วบังคับให้เด็กมาร่วมเท่านั้น

ตัวตน โศกนาฎกรรม สันติประชาธรรม และ ‘ความล้มเหลวอันสง่างาม’ ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

Author : Pokpong Junvith

“…ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้

นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม

ชีวิตอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้…”

หากจะมีใครสักคนที่สามารถพูดถึง ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ได้อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในนั้นคือ ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ผูกพันกับอาจารย์ป๋วยในฐานะลูกศิษย์ และมีบทบาทสำคัญในการสานต่อพันธกิจแห่ง “สันติประชาธรรม” ที่อาจารย์ป๋วยได้วางรากฐานไว้

ตัวตนและความคิดของป๋วยมีรากที่มาอย่างไร? มรดกทางความคิดของป๋วย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสันติประชาธรรม อยู่อย่างไรในสังคมปัจจุบัน และยังมีน้ำยาอยู่หรือไม่? ชีวิตของป๋วยเป็นชีวิตที่สำเร็จหรือล้มเหลว ในเมื่ออุดมคติของป๋วยอย่างประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสันติวิธี นับวันยิ่งเลือนลางไกลห่างจากสังคมไทย?

‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ตอบคำถาม ‘ปกป้อง จันวิทย์’ บรรณาธิการเซกชัน Thoughts ของ The101.world โปรดิวเซอร์และผู้เขียนบทสารคดี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์: จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในวาระ 100 ปีชาตกาล เมื่อเดือนมีนาคม 2559

หนึ่งปีผ่านไป เราชวนคุณรำลึกถึงอาจารย์ป๋วยด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งเผยแพร่ที่นี่เป็นครั้งแรก

……………………………………………..

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวตนของอาจารย์ป๋วยก่อร่างสร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากอะไรบ้าง

ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่าวิธีที่เราเป็นอะไร มันขึ้นอยู่กับคนที่เราพบ ถ้าจำได้ในงานปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 14 ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “พิศ(ษ)ผู้หญิงในชีวิตของสันติวิธี” ที่ผมแสดงไว้ในวาระครบรอบ 99 ปีชาตกาล ก็พูดถึงอิทธิพลของภรรยา คือ คุณมาร์เกรท สมิธ ที่มีต่อความคิดความอ่านของอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสันติวิธี กล่าวได้ว่าอาจารย์ได้รับอิทธิพลจากคนสำคัญในชีวิตที่เดินเคียงข้างกันมาตลอด

แต่แหม่มมาร์เกรทคงไม่ใช่คนเดียวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตอาจารย์ป๋วย ผมไม่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน แต่ผมคิดว่าอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายว่าภูมิศาสตร์หรือพื้นที่ที่เราอยู่ มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างไร

สำหรับอาจารย์ป๋วย ถ้าไม่นับครอบครัว ผมคิดว่ามีพื้นที่สำคัญๆ อย่างน้อย 4 พื้นที่ที่น่าคิดเกี่ยวกับชีวิตของท่าน พื้นที่แรกคือโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นทั้งนักเรียนที่นั่น และเป็นทั้งมาสเตอร์หรือครู

พื้นที่ที่สองคือ ขบวนการเสรีไทย อาจารย์ป๋วยเข้าร่วมตอนเป็นนักเรียนอังกฤษ ไปฝึกทหาร โดดร่มเสี่ยงตายลงมาปฏิบัติภารกิจที่เมืองไทย แล้วถูกจับได้ อาจารย์มีหลายบทบาท ทั้งการถอดรหัสเอกสารต่างๆ เป็นเซนเตอร์ของวิทยุที่สื่อสารกับฐานกำลังของฝ่ายพันธมิตรที่อินเดีย ภารกิจเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ในฐานะเสรีไทย

พื้นที่ที่สามคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญมากต่อความเป็นอาจารย์ป๋วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่ลายเซ็นของเราจะไปปรากฏบนกระดาษแบงก์ ผมสงสัยเวลาอาจารย์ป๋วยเห็นชื่อตนเองบนธนบัตร คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร หรือเวลาลูกๆ เห็นจะรู้สึกอย่างไร

พื้นที่สุดท้าย ถ้าเป็นฝรั่งจะเรียกว่าเป็นพื้นที่โศกนาฏกรรม มีความสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทสังคม และเข้าใจตัวตนอาจารย์ป๋วยด้วย ก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ถ้าเราเข้าใจพื้นที่เหล่านี้ เราจะรู้ว่าอาจารย์ป๋วยดำเนินชีวิตอย่างไร

การเป็นทั้งนักเรียนและมาสเตอร์ของโรงเรียนอัสสัมชัญ สร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร

ผมตอบไม่ได้ว่าอัสสัมชัญสร้างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาอย่างไร แต่ผมคิดว่าอัสสัมชัญมีสิ่งที่น่าสนใจหลายเรื่อง คืออัสสัมชัญในยุคโน้นเป็นโรงเรียนที่มีนักบวชให้เราเห็น สมัยผมยังทันเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ แน่นอนว่าอาจารย์ป๋วยได้เจอบราเดอร์ฮีแลร์ด้วยเหมือนกัน

ผมเข้าใจว่าในชีวิตของบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นคนที่ยืนหยัดในสิ่งที่ท่านเห็นว่าไม่ชอบ ไม่ถูก ฝ่ายหนึ่งอาจบอกว่าบราเดอร์เป็นตัวแทนของความคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะเรื่องที่เขาคงไม่ชอบการปฏิวัติฝรั่งเศสเท่าไหร่ แต่ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ สำหรับบราเดอร์เหล่านั้น เขามีความคิดว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วเขาก็ยืนหยัดกับสิ่งที่เชื่อว่าถูก

ตัวอย่างเช่น กรณีการโต้เถียงกับฝ่ายรัฐบาลที่บังคับให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนอัสสัมชัญด้วยเหตุผลว่าชื่ออัสสัมชัญไม่ใช่ชื่อไทย รัฐบาลสมัยโน้น ถ้าจำไม่ผิดคือสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม บอกว่าเป็นชื่อฝรั่ง บราเดอร์ฮีแลร์ก็อาศัยความเป็นเอตทัคคะทางภาษาสู้เรื่องนี้ ท่านเถียงว่าชื่อ ‘อัสสัมชัญ’ เป็นภาษาไทย ‘อัสสัม’ มาจากคำว่า ‘อาศรม’ แปลว่า ‘ที่อยู่’ ส่วน ‘ชัญ’ มาจากคำว่า ‘ชโย’ แปลว่า ‘ความรู้’ นี่คือ ‘อาศรมแห่งความรู้’ บรรยากาศเหล่านี้มีส่วนในการปรุงแต่งอาจารย์ป๋วย ตัวท่านเองก็เหมือนกัน สมัยรัฐบาลเผด็จการอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็นไทย อาจารย์ก็ไม่ยอมเปลี่ยน บอกว่าชื่อ “ป๋วย” เป็นคำไทยอยู่แล้ว

อัสสัมชัญเป็นฐานของความรู้ และมันไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบัน มันมีเนื้อของศีลธรรมบางลักษณะเจืออยู่ในนั้น มีเมล็ดพันธุ์ของมิตรภาพ ผมเชื่อว่าเมื่ออาจารย์ป๋วยโตขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็งอกงามติดตัวอาจารย์ไปในที่ต่างๆ

 

ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย

ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม

แล้ว “เสรีไทย” มีอิทธิพลต่อชีวิตของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

สงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนแปลงโลกในหลายลักษณะ และเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่บนโลกด้วย ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยที่อยู่อังกฤษ ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อพูดถึงปัญหานี้กับแหม่ม ผมคิดว่าทั้งคู่ต้องโต้เถียงกันหรือมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร

สำหรับแหม่มอาจไม่เห็นด้วยเลยกับการเข้าร่วมสงครามทุกชนิด แต่อาจารย์ป๋วยรู้สึกว่าการป้องกันประเทศยังสำคัญอยู่ จึงเข้าไปเป็นทหาร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประสบการณ์นี้ เป็นประสบการณ์หนึ่งที่เชื่อมอาจารย์ป๋วยเข้ากับคนอีกกลุ่ม ซึ่งปกติอาจไม่ใช่ผู้คนในแวดวงของอาจารย์เท่าไหร่ นั่นคือ ผู้คนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง เพราะรากฐานของเสรีไทยคือรัฐไทยหรือผู้มีอำนาจในเวลานั้น ซึ่งตัดสินใจว่าจะต่อสู้กับญี่ปุ่นและช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตรตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎรเองก็มีแนวความคิดเรื่องการไม่ยอมให้ญี่ปุ่นบุก หรือไม่ยอมให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อประเทศไทยมากเกินไป อาจารย์ป๋วยเองก็เชื่อมตัวเองเข้ากับคนเหล่านี้

ภาระงานถอดรหัสที่อาจารย์ป๋วยทำอาจเป็นช่องทางที่เชื่อมโลกของฝรั่ง โลกของสัมพันธมิตร และโลกของการต่อสู้ในประเทศไทย ฝรั่งเชื่อถืออาจารย์ป๋วยพอสมควร เวลาแต่งตั้งใคร หรือเกิดอะไรบางอย่าง ฝรั่งจะมาถาม อาจารย์ป๋วยก็อธิบายให้ฟังว่าคืออะไร นี่ก็สำคัญ อาจารย์ป๋วยคล้ายเป็นวีรบุรุษในแง่ของการต่อสู้เพื่อชาติ แต่วิธีที่อาจารย์เป็นวีรบุรุษ เป็นวิธีที่อาจารย์เชื่อมโลกสองฝั่งเข้าหากัน

อาจารย์ป๋วยสร้างวิธีให้คนสามารถสื่อสารกันได้ พยายามทำงานในส่วนที่เชื่อมโยงสังคมไทยให้เห็นว่าพันธมิตรเป็นอย่างนี้ สังคมไทยเป็นอย่างนี้ วิธีที่อาจารย์ป๋วยทำงานคือพยายามป้องกันสังคมไทยไม่ให้ได้รับอันตรายจากสิ่งต่างๆ

การมีประสบการณ์เข้าร่วมสงครามในบทบาทของเสรีไทยสอนอะไรแก่อาจารย์ป๋วย มันมีส่วนผลักอาจารย์ป๋วยไปสู่เส้นทางสันติประชาธรรมอย่างไร

ผมคิดว่า ณ ช่วงนั้น คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความคิดเรื่องสันติประชาธรรม หรือเรื่องสันติวิธี ยังไม่ก่อร่างสร้างรูปในความคิดความอ่านของอาจารย์ป๋วยถึงขนาดนั้น อาจารย์ได้รับอิทธิพลมาแน่ แต่ใครจะรู้ว่าบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ในสงครามนั้นเองด้วย ในที่สุดจึงทำให้ต้นไม้สันติวิธีในใจงอกงามขึ้นกว่าเดิม เราทุกคนเห็นอยู่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนสามัญล้มตายไปทั่วโลก อันนี้คงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของอาจารย์ป๋วย

อาจารย์ป๋วยตัดสินใจเข้าเป็นทหาร ในขณะที่แหม่มตัดสินใจไม่เข้าร่วมสงคราม ทั้งสองคนเชื่อกันคนละทาง แต่ก็ยังเคารพกันและกัน นี่เป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจ

ทั้งคู่คือภาพสะท้อนของกระแสสันติวิธีหลายแบบ แต่ละคนต่างใช้สันติวิธีอยู่เหมือนกัน คนหนึ่งกำลังใช้ conscientious objector คือไม่เห็นด้วยที่จะเข้าไปมีส่วนกับสงครามในอังกฤษ บนฐานของจริยธรรมและศีลธรรม ส่วนอาจารย์ป๋วยก็ต่อสู้ด้วยอีกวิธีหนึ่ง

แหม่มเป็นนักสันติวิธีแบบไหน ได้อิทธิพลมาจากสำนักคิดใด

สำนักคิดของสันติวิธีมีหลายสาย แต่ถ้าพูดกันอย่างรวดเร็ว ก็อาจบอกว่าพวกหนึ่งเป็นพวกสันติวิธีในสายหลักการ ภาษาฝรั่งใช้คำว่า principle คือยืนอยู่บนหลักการของศีลธรรมบางอย่างที่สมควร อีกอันคือสันติวิธีบนฐานของศาสนา คนเลือกใช้สันติวิธีเพราะว่ามันทำงานได้ เป็นเชิงปฏิบัตินิยม

สำหรับแหม่ม ผมคิดว่าเป็นนักสันติวิธีเชิงหลักการ ไม่ใช่เชิงศาสนา คุณยายท่านเป็นคนเคร่งศาสนา คุณแม่ของท่านเป็น quaker ตัวแหม่มเป็น socialist หรือเป็น agnostic คือไม่ได้นับถือศาสนาอะไร แต่มีหลักการในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้ขัดกัน แม้ไม่ได้มาจากฐานของศาสนา แต่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาได้ จุดยืนแบบนี้ผมคิดว่าในสายตาของอาจารย์ป๋วยเป็นเรื่องที่กล้าหาญและน่านับถือ

อย่าลืมว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในเวลาไล่ๆ กันกับการรณรงค์เรียกร้องสิทธิผู้หญิงเรื่องการเลือกตั้ง ขบวนการนี้ก็ใช้สันติวิธีเป็นหลักเหมือนกัน ไม่แปลกอะไรที่การยืนหยัดแบบนี้จะเป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียกร้องสิทธิด้วย ผมคิดว่าหลักการและจุดยืนเช่นนี้น่าจะมีอิทธิพลต่ออาจารย์ป๋วยพอสมควร

ในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีส่วนสร้างความเป็น “ป๋วย” อย่างไร

การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งผล 2-3 อย่าง ถ้าการเข้าร่วมเสรีไทยหมายถึงการต้องเข้าทำสงคราม เพื่อให้ประเทศปลอดภัยจากภัยคุกคามของญี่ปุ่น การทำงานที่แบงก์ชาติอาจหมายถึงการต้องเดินไปให้ฝ่ายเผด็จการจับมือ แต่มันคือการทำหน้าที่เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า คือเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ และอาจารย์ป๋วยก็ทำเช่นนั้นได้อย่างงดงาม

ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลฉ้อฉล มีปัญหา มีคอร์รัปชั่น ความน่าสนใจคือในพื้นที่ซึ่งมีความฉ้อฉล คดโกงเต็มไปหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับปรากฏตัวในฐานะที่เป็นปราการแห่งวิชาชีพ ในฐานะที่เป็นปราการแห่งความซื่อสัตย์ ทั้งหมดนี้เป็นมรดกสำคัญยิ่งของอาจารย์ป๋วย

คนแบบอาจารย์ป๋วยต้องกล้าหาญพอสมควร ต้องกล้าแสดงจุดยืน ช่วงนั้นคือวันเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคนซื่อสัตย์ มีหลักการ กล้าหาญ กล้าเถียงกับฝ่ายเผด็จการหรือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในเวลานั้นได้ ผมคิดว่าหาไม่ค่อยได้นะ ฉะนั้นบทบาทของอาจารย์ป๋วยมันก็เลยเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน และมีผลต่อการพัฒนาประเทศในช่วงเวลานั้นด้วย

อาจารย์ป๋วยสร้างแบงก์ชาติให้งามเด่นท่ามกลางความฉ้อฉลได้อย่างไร

ผมว่าอาจารย์ป๋วยทำได้เพราะว่าตอนนั้นคนอื่นยังไม่รู้ว่าแบงก์ชาติสำคัญขนาดไหน คือไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบชั่วร้ายหน่อย ก็ต้องบอกว่าอาจารย์ป๋วยค่อยๆ เข้าไปวางโครงสร้าง วางแนวทาง วางอะไรต่อมิอะไร เพื่อพัฒนาสถาบันนั้นขึ้นมาในช่วงแรก เพราะอาจารย์ป๋วยเห็นอยู่ว่ามันสำคัญขนาดไหนแม้จะไม่ค่อยมีใครสนใจก็ตาม อาจมีคุณสฤษดิ์เห็น แต่ก็เห็นแค่ว่าอาจารย์ป๋วยเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ จึงอยากดึงมาช่วยงาน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้สร้างและวางรากฐานไว้ มันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากบทบาทของแบงก์ชาติในเวลาต่อมา ภาพเงาของอาจารย์ป๋วยก็เลยฉาบทับอยู่ที่แบงก์ชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือความกล้าหาญ ความเป็นมืออาชีพในฐานะที่เป็นคนบริหารการเงินการคลังของประเทศ เพียงแต่ว่าคนนอกอย่างเราไม่เห็น ไม่รู้ว่ากระบวนการบริหารเป็นอย่างไร แต่การที่อาจารย์ป๋วยสามารถทำได้ ผมว่าน่าสนใจมาก ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยเห็นภาพใหญ่ด้วย เห็นว่ามันโยงอยู่กับเรื่องอื่นๆ เช่น ปัญหาการพัฒนาชนบท ซึ่งก็อยู่ในใจท่านเหมือนกัน

อาจารย์ป๋วยบริหารอำนาจ จัดการกับอำนาจที่เหนือกว่าอย่างไร โดยมีสองมิติอยู่ในคนๆเดียวกัน นั่นคือ ความเป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักการ เป็นนักอุดมคติ และความเป็นนักปฏิบัติการ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วต้องหาวิธีจัดการมันให้บรรลุผล หนำซ้ำทั้งสองมิตินี้ยังผสมกันอย่างลงตัวและงดงามเสียด้วย

คนที่ทำงานสันติวิธีต้องเป็นนักปฏิบัติด้วย ผมมักอธิบายว่าจุดเด่นของนักสันติวิธีก็คือความสมจริงของมัน ความสมจริงมาจากไหน ผมอธิบายง่ายๆ ว่าความคิดเรื่องสันติวิธีเหมือนเป็นอาวุธอย่างหนึ่งในทางสังคมการเมือง แต่เป็นอาวุธที่เมื่อถูกใช้ จะมีความสามารถพิเศษในการแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคู่ต่อสู้ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมใช้ปืน ปืนมันแยกแยะบทบาทหน้าที่ของคนไม่ได้

สมมติว่าคุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ผมเห็นคือคุณเป็นคนทำร้ายครอบครัวผม ฉะนั้นเมื่อผมยิงคุณ ผมยิงคุณในฐานะที่คุณทำร้ายครอบครัวผม สิ่งที่ปืนทำไม่ได้คือแยกแยะว่า อ๋อ คุณไม่ได้เป็นแค่คนทำร้ายครอบครัวผม แต่คุณยังเป็นพ่อด้วย เป็นน้องด้วย เป็นลูกด้วย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย

มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์คนไหนจะมีบทบาทเดียว แต่สิ่งที่ความรุนแรงกระทำ คือมันลดรูปทุกอย่างลงมา ทำให้มองเห็นคนเหลือแค่บทบาทเดียว คนนี้เป็นศัตรู คนนี้เป็นยิว คนนี้เป็นเผด็จการ คนนี้เป็นโน่นเป็นนี่ แต่สันติวิธีไม่ทำอย่างนั้น สันติวิธีเห็นคนอย่างสมจริง คนนี้เป็นเผด็จการ แต่ก็เป็นพ่อด้วยนะ มีลูกสาวสองคน ถึงเป็นเผด็จการ แต่ก็ทำตัวดีกับลูกนะ ดูแลคนแก่นะ

พูดง่ายๆ ว่าแม้ด้านหนึ่งเราไม่เห็นด้วยกับเขา แต่อีกด้านเราสามารถเห็นคุณค่าคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ได้ ซึ่งความรุนแรงนั้นทำไม่ได้ เหตุผลที่ทำไม่ได้ก็เพราะความรุนแรงเป็นอาวุธที่ไม่สมจริง เป็นอาวุธที่ลดรูป

ถ้าพูดในมุมนี้ สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็นในตัวของเผด็จการทหารอย่างคุณสฤษดิ์ อาจเป็นลักษณะนี้ก็ได้ ด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเผด็จการ ซึ่งอาจารย์ป๋วยไม่เห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งของคุณสฤษดิ์คือเป็นคนที่พยายามพัฒนาประเทศไทยด้วย

บางคนอาจยกเหตุผลนี้ในการอธิบายว่าทำไมตัวเองจึงเข้าร่วมกับระบอบที่ไม่ชอบธรรม อาจารย์ป๋วยคิดจากฐานคิดนี้หรือไม่

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คนเลือกใช้วิธีการแบบนี้มีอยู่คือ ในด้านหนึ่ง ต้องใส่ใจกับลักษณะหลากหลาย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ใส่ใจเลย อย่างกรณีของอาจารย์ป๋วยก็คิดว่าเมื่อผมทำหน้าที่ ผมทำงานตามแบบของผม อันนี้คือความซื่อตรงของมนุษย์ในอีกทางหนึ่งของอาจารย์ บางคนก็เรียกว่าเป็นความกล้าหาญ แต่เข้าใจว่าอาจารย์ก็ยืนหยัด พูดง่ายๆ ถ้าเรามองกลับไป แล้วมีเหตุบางเหตุซึ่งเผด็จการอย่างจอมพลสฤษดิ์บีบอาจารย์ ผมไม่สงสัยเลยว่าอาจารย์จะเดินออกจากตำแหน่ง อาจารย์พร้อมที่จะทำอย่างนั้น อาจารย์คงไม่ยึดไว้

วิธีคิดที่อาจารย์เล่ามาทำให้เห็นความหลากหลาย มองคนเป็นคน สมจริง มีหลายมิติ ไม่ลดทอน แล้วอีกด้านหนึ่ง วิธีคิดแบบนี้มีปัญหาบ้างไหม เราจะวิพากษ์วิธีคิดแบบนี้อย่างไรได้บ้าง

ถ้าพูดอย่างตรง วิธีคิดแบบนี้จะทำให้มีปัญหาเรื่องของการต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ แต่นี่เรากำลังพูดจากการแบ่งฝ่ายก่อนนะ และเวลาพูดว่าต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายอธรรม หรือทรราชทั้งหลายทั้งปวง มันรบกวนตรรกะของสันติวิธีเองเหมือนกัน เพราะว่าสันติวิธีต่อสู้กับการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายที่เราสู้ด้วย แต่พอทำอย่างนี้ โจทย์ของความชอบธรรมเลยไม่เคลียร์ ไม่ชัด มีปัญหา จะบอกว่าเป็นจุดอ่อนก็ได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สร้างอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ป๋วยสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างไร

ผมจำอาจารย์ป๋วยได้ตอนที่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยขี่โตโยต้า โคโรล่าคันเล็กๆ เข้ามาทางประตูเศรษฐศาสตร์ การเดินทางของอาจารย์จากแบงก์ชาติ ซึ่งคือการบริหารเศรษฐกิจการเมือง การต้องสัมพันธ์กับฝ่ายอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าอาจารย์จะพอใจหรือไม่พอใจ พอเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่งมันเป็นสถานที่ซึ่งดีมาก เป็นสุขในทางจิตวิญญาณได้ เป็นที่ที่เราไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น คนชอบบอกมหาวิทยาลัยเป็นหอคอยงาช้าง หอคอยงาช้างก็มีเสน่ห์ของมัน เพราะเราอยู่ในหอคอยงาช้างเลยทำให้ไม่ต้องไปยุ่งกับโลกซึ่งเราไม่พอใจ ไม่มีใครมาบังคับบัญชาเราได้ ธรรมศาสตร์มีเซนส์แบบนั้นค่อนข้างสูง

ณ เวลานั้นมหาวิทยาลัยและสังคมไทยเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรุนแรง อาจารย์ป๋วยเองก็ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ทำให้เห็นตั้งแต่ “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง” ซึ่งแสดงท่าทีให้เห็นชัดว่าในที่สุดแล้วหมู่บ้านนี้หรือสังคมไทยต้องการทางเดินของตัวเอง อาจถึงเวลาแล้วที่เผด็จการควรจะหยุดเสียที

สถานที่อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้อาจารย์ป๋วยเปล่งเสียงเหล่านั้นได้หนักแน่นขึ้นกว่าสมัยทำงานอยู่แบงก์ชาติด้วยใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าธรรมศาสตร์มีอะไร ผมคิดว่ามีหลายอย่าง เราชอบบอกว่านักศึกษาเป็นพลังสร้างสรรค์ พลังบริสุทธิ์ แล้วถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราถูกสร้างโดยสิ่งหรือคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย ก็ไม่แปลกอะไร คนที่มาบริหารมหา­วิทยาลัยมีหลายประเภท ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเหมือนกัน แต่ผมหมายความว่า คนอย่างอาจารย์ป๋วยอาจหันด้านซึ่งเหมาะสมกับยุคสมัย ช่วงเวลาและผู้คนก็ปรากฏชัดขึ้น ธรรมศาสตร์มันเอื้อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มีประวัติศาสตร์ของมัน ประวัติศาสตร์ของการต่อต้านเผด็จการ ประวัติศาสตร์ของการเดินขบวนคัดค้าน ประวัติศาสตร์ของขบวนการนักศึกษาที่เข้มแข็ง มีอะไรต่ออะไรในตัวมันอยู่ แล้วมันยังคืออดีตของเสรีไทย

อาจารย์ป๋วยมีส่วนช่วยทำอะไรให้กับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไทยเดินไปบนเส้นทางเสรีประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าโจทย์ของอาจารย์ป๋วยตลอดมาคือ ฉันเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ฉันจะช่วยสังคมไทยอย่างไร เวลาสังคมไทยถูกรุกราน ฉันก็ทำอย่างหนึ่ง เวลาสังคมไทยอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ฉันกลัวมันจะทำเศรษฐกิจการคลังเจ๊ง ฉันก็ช่วยมันแบบหนึ่ง ฉันไม่ได้ช่วยเผด็จการ แต่ฉันช่วยสังคมไทย พอมาอยู่ในธรรมศาสตร์ก็อาจมองเห็นว่า ตอนนี้สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ฉันจะช่วยสังคมไทยให้ก้าวไปในเส้นทางเสรีประชาธิปไตยได้อย่างไร ฉันอยากจะทำ นี่อาจจะคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเห็น

อาจารย์ป๋วยทำให้คนธรรมศาสตร์เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ และคล้ายๆ ว่ามีโปรแกรมของอนาคตด้วย ก็คือ “ปฏิทินความหวัง” “สันติประชาธรรม” “จดหมายนายเข้มฯ” ทั้งหมดนี้รวมๆ กันในฐานะมรดกและตัวตนของอาจารย์ อาจารย์ได้รับความนับถือเพราะต่อสู้มาแล้วในฐานะเสรีไทย ทำมาแล้วในแบงก์ชาติ พออาจารย์เข้ามาที่นี่ ผมคิดว่าบรรยากาศในเวลานั้นเอื้อต่อการที่อาจารย์จะทำให้เห็นว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องการอะไร

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่อาจารย์เลือกคนไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์เสน่ห์ จามริก อาจารย์นงเยาว์ ชัยเสรี ซึ่งเป็นคนมีฝีมือ และอาจารย์ก็สามารถบริหารจัดการคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งเวลาที่ต้องเจอกับขบวนการนักศึกษาซึ่งกำลังลุกเป็นไฟ

อาจารย์อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน บรรยากาศของความยากลำบากที่อาจารย์ป๋วยต้องอยู่ระหว่างเขาควายของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาเป็นอย่างไร

ตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราเห็นชัดว่าเราอยู่ตรงไหน หรือควรจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนเหล่านั้นเขามองในมุมผู้ใหญ่ ในด้านหนึ่งเขาก็อยากจะป้องกันเด็ก แต่ขณะเดียวกันเวลาเราพูดถึง 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ สิ่งที่น่าสนใจคือระหว่าง 14 ตุลาฯ ถึง 6 ตุลาฯ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่ไม่โดนกระทำนะ ถูกบุก ถูกเผา ถูกกระทำเยอะแยะไปหมด แล้วใครต้องรับภาระในการจัดการปัญหาพวกนี้ ผมคิดว่าก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยในตอนนั้น อาจารย์ป๋วยเองก็ต้องรับผิดชอบดูแลสิ่งเหล่านี้พอสมควร

ตอนเป็นนักศึกษา อาจารย์คิดเห็นอย่างไร เข้าใจผู้ใหญ่อย่างอาจารย์ป๋วยอย่างไร

ด้านหนึ่งนักศึกษาก็เข้มข้นขึ้นในแง่อุดมการณ์ความคิด คือช่องว่างระหว่างฝ่ายขบวนการนักศึกษากับฝ่ายผู้บริหาร มันถ่างออกจากกัน รวมทั้งต้องพูดด้วยว่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ไม่ใช่ที่ซึ่งปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองทุกอย่างไป มันก็มีครูบาอาจารย์ซึ่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ครูบาอาจารย์ซึ่งสนับสนุนฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ผมคิดว่าผู้บริหารก็รู้ อาจารย์ป๋วยเองก็ทราบ การบริหารธรรมศาสตร์ยากกว่าการบริหารการเงินการคลังของประเทศหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่นี่คือโจทย์หนึ่งที่อาจารย์ต้องทำ ภาพที่อาจารย์ป๋วยห้ามทัพก็เป็นภาพที่ทุกคนเห็นชัดว่าเป็นเช่นไร

อาจารย์ป๋วยใช้วิธีอะไรในการแก้โจทย์ที่ยากขนาดนั้นในสมัยนั้น

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยมีบารมี มีคนให้การยอมรับอาจารย์ป๋วยอยู่พอสมควร กระแสของการต่อสู้ในสังคมเวลานั้น ด้านหนึ่งเป็นเรื่องชาตินิยมด้วย พยายามดึงให้เห็นว่าเราพยายามทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นสายสังคมนิยมด้วย อาจารย์ป๋วยเห็นใจต่อคนยากคนจนและประโยชน์ของผู้ยากไร้ ซึ่งพวกนี้มีผลต่อการที่อาจารย์ได้รับความนับถือจากนักศึกษา ผมคิดว่ายิ่งอาจารย์เป็นอย่างนี้ นักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ยิ่งแรงกับอาจารย์ คล้ายๆ ว่าถ้าอยู่ข้างนี้แล้ว ขยับมาอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ช่วยอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ผมคิดและเดาว่าคงเป็นความรู้สึกทำนองนั้น ผมเองไม่ได้อยู่กับพรรคนักศึกษาในเวลานั้น เวลาผมสมัครผู้แทนก็สมัครเป็นอิสระ เพื่อนๆ ก็หมั่นไส้เหมือนกัน แต่ผมว่าจริตก็คล้ายๆ กัน คือถูกด่าทั้งคู่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ …

มันหัวใจสลายนะ

เรื่องราวทั้งหมดที่จบลงถือเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของอาจารย์ป๋วยหรือไม่

ผมคิดว่าถ้าคนแบบอาจารย์ ซึ่งเป็นคนที่ใช้และอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คนในสังคมในแบบที่อาจารย์คิดว่าเหมาะสม ยืนหยัดอยู่กับแนวทางที่อาจารย์เชื่อว่ายุติธรรม เสรี เป็นสันติ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนอาจารย์จะออกจากประเทศไทย มันเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ เพราะทุกสิ่งที่อาจารย์เป็นมาตลอด รวมทั้งในฐานะอธิการบดีด้วย เขารู้สึกว่ามีภาระที่จะต้องดูแล สิ่งสำคัญคือต้องดูแลมหาวิทยาลัย ดูแลนักศึกษา อย่างน้อยที่สุดคือเรื่องความปลอดภัย

แต่พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ทั้งการถูกเผา ถูกกระทำ มีคนถูกฆ่า มีคนเจ็บ มีคนถูกรังแก อาจารย์ก็คงไม่พอใจว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ต่อสู้เหมือนกัน คือไม่สบายใจที่เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่เส้นทางที่อาจารย์อยากจะเห็น แต่มันคือเส้นทางของโศกนาฏกรรมซึ่งปูทางมาเรื่อยๆ จนมาระเบิดเมื่อเกิดรัฐประหารหลัง 6 ตุลา 2519 รัฐประหารเป็นตัวปัญหาหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าไม่มีใครไม่เห็นว่ามันเป็นโศกนาฏกรรม สังคมไทยเห็น คนธรรมศาสตร์ยิ่งเห็นภาพชัดกว่า

เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมของธรรมศาสตร์ แต่มันเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศและของชีวิตอาจารย์ป๋วยด้วย

อาจารย์ป๋วย ณ เวลานั้นอธิการบดี เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเลือดท่วมธรรมศาสตร์แล้วอธิการบดีจะทำอย่างไร ในความหมายนั้นก็เหมือนว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่มองดูผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย ถูกทรมาน ถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจารย์ไม่ใช่เป็นคนที่เคร่งครัดนับถือศาสนาอะไร ถ้าจะมีพื้นที่บางพื้นที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่มหาวิทยาลัยคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่ควรจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายเมื่อเกิดขึ้น นั่นแหละจึงเป็นโศกนาฏกรรม

อาจารย์ป๋วยรับมือกับโศกนาฏกรรมอย่างไร

ท่านพยายามจะอยู่กับมัน แต่ความเสียใจก็คงยากที่จะประเมิน เพราะไม่ว่าคุณจะพูดอะไรก็ตาม มันไม่ได้เกิดจากคุณ คุณจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร มันหัวใจสลายนะ แล้วที่สำคัญที่สุด ณ เวลานั้นคุณรับมืออย่างไร คือต้องรับมือกับทั้งหมดที่ตัวเองเคยยืนอยู่ว่า มนุษย์ยังมีส่วนที่ดีอยู่ มนุษย์ยังมีความหวังอยู่ มนุษย์ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ สังคมไทยยังมีทางไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้อาจารย์พยายามรักษาไว้ แต่อาจารย์ก็เขียนไว้ว่าทางข้างหน้ามืดเหลือเกินมองไม่เห็น อาจารย์ป๋วยในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งก็รับมือได้เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถรับมันได้

อาจารย์ป๋วยออกนอกประเทศในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาอีกหนึ่งปี เส้นเลือดในสมองแตก อาจารย์ต้องอยู่ในความเงียบยาวนานถึง22ปี ความเงียบของอาจารย์ป๋วยบอกอะไรสังคมไทย หรือสังคมไทยได้ยินเสียงอะไรจากความเงียบของอาจารย์ป๋วยบ้าง

การที่จะได้ยินเสียงแห่งความเงียบได้นั้น ต้องการความสามารถในการฟัง ผมไม่รู้ว่าสังคมไทยมีความสามารถในการฟังเสียงแห่งความเงียบของอาจารย์แค่ไหน ผมคิดว่าถ้าเราสามารถได้ยินเสียงอาจารย์ได้ ผมว่าเราคงได้ยินเสียงประสานในเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง อาจรวมทั้งเรื่องเสรีภาพ ความเป็นธรรม การใส่ใจคนเล็กคนน้อยที่เสียเปรียบในสังคมไทย การยอมเสียสละบางอย่าง และที่สำคัญคือแนวทางสันติวิธีเพื่อไปสู่เป้าหมายเหล่านั้น เราต้องหาวิธีฟังเสียงเหล่านั้น แต่ผมไม่รู้สังคมไทยสามารถจะทำได้หรือไม่

มีวิธีใดที่จะทำให้สังคมไทยฟังเสียงเหล่านั้นได้ชัดขึ้น

แคะหู เอาอคติหลายอย่างออก เอาภาพมายาที่อยู่ในชีวิตของตัวเราเอง ของสังคมไทยออก ต้องเปิดตาแล้วก็เปิดหู ในภาษาจีนคำว่า ‘ฟัง’ คือการเปิดใจ การเปิดใจเป็นกุญแจของการฟัง จะเปิดใจได้ก็ต้องเห็นหลายอย่าง บางอย่างเราไม่อยากเห็น เราไม่ชอบ เช่น สังคมไทยเคยทำความผิดพลาดชั่วร้ายอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะเห็น ผมไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยชั่วร้าย แต่เรามีอดีตแบบนั้น และเราจำเป็นที่ต้องเผชิญกับมัน ไม่งั้นเราจะอยู่กับปัจจุบันลำบาก

มรดกทางความคิดที่อาจารย์ป๋วยได้ทิ้งไว้ให้เรา ทั้งแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สันติประชาธรรม มันดำรงอยู่อย่างไรในสังคมไทยปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมากและเต็มไปด้วยปัญหา

ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นมรดกของอาจารย์เป็นสมบัติที่มีค่า วันนี้สมบัติที่มีค่ามันถูกซ่อนอยู่ โจทย์เลยไม่ได้อยู่ที่สมบัตินั้น แต่อยู่ที่ตัวสังคมไทยว่ามีความสามารถที่จะไปตามหามันหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าต้องหาอะไร แล้วถ้ารู้ว่าต้องหาอะไร พร้อมที่จะใช้กำลังวังชาที่มีไปขุดหาหรือไม่ แล้วถ้าเจอมันแล้ว รู้ใช่ไหมว่าจะใช้มันอย่างไร พวกนี้คือโจทย์ที่พวกเราต้องพยายามคิด

อาจารย์ให้ทุกอย่างกับสังคมไทยแล้ว โจทย์อยู่ที่เรา ไม่ใช่อยู่ที่อาจารย์แล้ว คืออาจารย์อาจไม่ได้เจตนาทิ้งโน่นนี่ไว้ อาจารย์เพียงแต่ใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์เพียงแต่ทำในสิ่งที่เชื่อ แต่พอเราคิดว่าอาจารย์ทิ้งไว้ เราก็ต้องหยิบมันขึ้นมา หรือค้นหามัน อันนั้นอาจเป็นโจทย์สำคัญ แต่ที่น่ากลัวก็คือว่าสังคมไทยอาจไม่รู้สึกเลยว่าเราขาดอะไรไป

อาจารย์ยังมองโลกในแง่ดีนะครับ ว่ามรดกแค่ถูกซ่อนอยู่ ต้องไปหา แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายพังเสียหายไปหมด

มีสองวิธีที่จะมองเรื่องนี้ คนจำนวนหนึ่งบอกถูกทำลายหายไป พินาศไปหมดแล้ว ผมบังเอิญไม่เชื่อว่าถูกทำลายแบบนั้น คือของมีค่าหลายอย่างมันไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่ว่ามันถูกผลัก ถูกลบ ถูกกาลเวลาถมทับไป ฝุ่นเยอะมองไม่เห็น อะไรก็แล้วแต่ โจทย์อยู่ที่เราเองรู้ไหมว่าของมันหายไปแล้ว รู้ไหมว่ามันไปซ่อนอยู่ รู้ไหมว่าหน้าที่ของเราคือต้องหามัน

สมมติว่า สิ่งที่ต้องค้นหาคือแนวคิดสันติประชาธรรม มรดกเรื่องสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยดำรงอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มันยังมีน้ำยาและเป็นทางออกให้กับวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในปัจจุบันได้แค่ไหน

เราอาจจะไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรคือทางออก โจทย์ทางออกนี่เรื่องใหญ่มาก แต่ว่าสิ่งที่เรารู้ มันไม่ใช่ว่าสังคมไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าที่ผมคิด คิดเล็กมาก คือในแง่วิธีการไปสู่เป้าว่าคืออะไร เราเรียนรู้ว่าวิธีการที่ใช้ความรุนแรง ราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร

ตัวอาจารย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง อาจารย์ก็ได้จ่ายราคานั้น ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต้องลี้ภัย ไปเสียชีวิตในอังกฤษ อันนั้นเป็นโศกนาฏกรรมส่วนตัว 6 ตุลาฯ เป็นโศกนาฏกรรมของสังคมไทย ของอาจารย์ และของธรรมศาสตร์ ของแบบนี้เราเห็นมาแล้ว เกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นจากอวิชชา เกิดขึ้นจากความเขลา เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง เกิดขึ้นจากการสร้างให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ชั่วร้ายอย่างไร เกิดขึ้นจากการปลุกระดมให้เชื่อว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เกิดขึ้นจากความรักแบบไม่ลืมหูลืมตากับของบางอย่าง ทั้งหมดนี้รวมกัน ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เพราะฉะนั้นถามว่าของทั้งหมดนี้ยังอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ อาจไม่ถึงขนาดนั้นในเวลานี้ แต่ร่องรอยมันมีอยู่

อาจารย์มองสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร ผ่านแว่นตาแบบไหน เข้าหาและพยายามอธิบายมันอย่างไร

ผมคิดว่าตัวอย่างของอาจารย์ป๋วยน่าสนใจ ทำไมอาจารย์ป๋วยไปช่วยคุณสฤษดิ์สมัยนั้น ถ้าเราอธิบายสันติวิธีแบบที่ผมเพิ่งอธิบายให้ฟัง เราสามารถมองเห็นมนุษย์ได้โดยไม่เป็นการลดทอนสภาพ เพราะว่าตรรกะของสงครามคือการลดทอนสภาพ ในสงครามมันเลยไม่เหลืออย่างอื่น ไม่ใช่พวกเราก็เป็นพวกเขา ไม่สีอย่างเราก็ต้องเป็นอีกสีหนึ่ง พอเป็นอย่างนี้ โอกาสของการทำลาย การต่อสู้ และการใช้ความรุนแรงก็สูงขึ้น

ผมคิดว่าสันติประชาธรรมไม่ใช่แค่เป็นวิธีการ แต่มันยังพูดถึงสังคมที่เป็นธรรมด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายกับวิธีการมีส่วนสำคัญมากในความคิดของอาจารย์

เราจะเอาสันติประชาธรรมไปใช้ในสังคมไทยในฐานะเครื่องมือหนึ่งได้อย่างไร

ไม่ว่าจะใช้มันอย่างไร ไม่ว่าจะขุดจะเอาไปอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นพิมพ์เขียวของการแก้ปัญหาบ้านเมือง มันอาจไม่ใช่หรือแม้กระทั่งเป็นแผนที่ไปสู่ที่พึงปรารถนา แต่เป็นการบอกว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยเคยทำได้ คนนี้เคยทำในลักษณะนี้ แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกับชีวิตของเรา

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างอาจารย์ป๋วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนกับอาจารย์ ของบางอย่างที่อาจารย์เคยทำไว้ โจทย์บางอย่างที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ เส้นทางที่อาจารย์เคยเดิน เราอาจมาย้อนคิดดูว่ามีอะไรที่เราทำได้ในบริบทของเราเอง อันนี้อาจคือโจทย์ที่สำคัญกว่า

ขณะเดียวกันในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป เราจะใช้สันติประชาธรรมแบบนี้อย่างไร คือสันติประชาธรรมในสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำอาจไม่สนใจประเด็นเรื่องความเกลียดชัง ไม่ได้สนใจเรื่องวิธีผลิตความเกลียดชังอย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิธีสร้างความเท็จอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความเป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว ของพวกนี้ไม่มีในสมัยอาจารย์ป๋วย แต่วันนี้คือโจทย์ที่เราต้องทำ สันติประชาธรรมอาจจะต้องปรับเปลี่ยนโดยรักษาวิญญาณไว้ แต่หน้าตา ท่าทาง วิธีการ การทำงานอาจจะเปลี่ยนหมดในยุคของเรา

 

สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

อาจารย์ป๋วยมองแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยอย่างไร

ถ้าผมเข้าใจอาจารย์ไม่ผิด ดูจากท่าทีของอาจารย์ อาจารย์คิดถึงห้วงขณะของประชาธิปไตยเหมือนกัน อาจารย์ไม่ได้คิดถึงประชาธิปไตยอย่างตายตัว ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์เป็นนักสังคมศาสตร์ ผมคิดว่าเงื่อนไขประการหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงในการเข้าใจ และผมก็คิดว่าอาจารย์สนใจประเด็นนี้ อาจารย์พัฒนาสมาคมสังคมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราฯ ของพวกนี้เป็นฐานของการใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์มาจัดการความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ อาจารย์เห็นสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของอาจารย์ก็อาจเป็นความหมายแบบนั้นด้วย มันมีองค์ประกอบสองอย่างที่อยู่คู่กัน คือ เสรีนิยมประชาธิปไตย

‘เสรีนิยม’ คือการพูดถึงรัฐที่มีอำนาจจำกัด ส่วน ‘ประชาธิปไตย’ หมายถึงกระบวนการขึ้นครองอำนาจรัฐตามแนวทางของประชาธิปไตยที่คนมีสิทธิมีเสียง ของสองอย่างนี้สำหรับอาจารย์มันไปคู่กัน แต่บางเวลาอันหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอีกอันหนึ่ง ทีนี้อาจารย์อาจมองต่อไปว่าเพื่อทำให้ทั้งสองอย่างนี้ดำเนินไปได้ ต้องมีสถาบันบางอย่างรองรับมัน หรือเตรียมการสำหรับมัน มหาวิทยาลัยก็เป็นพื้นที่อย่างหนึ่ง แบงก์ชาติก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการประชาชนก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง ขบวนการพัฒนาที่อาจารย์สนใจก็เป็นพื้นที่อีกอย่างหนึ่ง

แนวคิดประชาธิปไตยก็เหมือนสันติประชาธรรมใช่ไหม ประเด็นคือประชาธิปไตยจะปรับเปลี่ยนหน้าตาของมันในโลกยุคใหม่อย่างไร โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณไว้ได้

นักทฤษฎีบางคนบอกว่าสันติวิธีก็เป็นส่วนประกอบของประชาธิปไตยที่สำคัญเหมือนกัน ความสามารถอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยคือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่แก้ปัญหาใหญ่ที่สุดในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าใครควรจะมาเป็นผู้ปกครองรัฐ ประชาธิปไตยตอบปัญหานี้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงมีความหมายในฐานะที่เป็นนวัตกรรมแก้ความขัดแย้งทางการเมือง

มีอย่างอื่นในตัวประชาธิปไตยที่คนไม่พูดถึงกันเท่าไร คือสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมซึ่งมีพลวัต เวลาผมบอกว่าสังคมควรจะมีพลวัต หมายความว่าสังคมที่สามารถที่จะฟื้นคืนชีวิตให้ตัวเองได้ ฟื้นความปรารถนา ฟื้นความหวังให้กับตัวเองได้

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่บอกว่าคนนี้เป็นรัฐบาล คนนั้นเป็นรัฐบาล แต่มันคือการบอกว่าอันนี้ไม่ดี เรามีโอกาสจะหวังสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นสังคมจะถูกทำให้มีชีวิตตลอดเวลาเมื่ออยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย ปัญหาของระบอบเผด็จการคือ มันไปแช่แข็งของพวกนี้หมดเลย สังคมก็เลย…จะบอกว่าตายก็ไม่ได้ มันคงไม่ตายหรอก ในขณะที่ถ้าเป็นประชาธิปไตยมันต้องมีสิทธิมีเสียงมีเสรีภาพ มีความโต้เถียง มีชีวิตของมัน

ผมคิดว่าอาจารย์ป๋วยอยู่ในยุคสมัยซึ่งมีชีวิตของประชาธิปไตยแรงมาก มันก็มีปัญหาของมัน มีทางออกของมัน แต่ว่าอย่างที่บอก มันจบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่โศกนาฏกรรมไม่ใช่ความผิดของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมันถูกตัดตอน

การเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

หากเราพินิจชีวิตของอาจารย์ป๋วยทั้งชีวิต เราจะประเมินความสำเร็จและความล้มเหลวของอาจารย์ป๋วยอย่างไร

มีโจทย์ใหญ่ของวิชาสันติ­วิธีที่ถามว่า ตกลงแต่ละอย่างที่ทำผ่านสันติ­วิธีนั้น มันสำเร็จหรือล้มเหลว ผมยกตัวอย่างเช่น คานธี ในคำอธิบายทางสันติวิธีจะบอกว่าคานธีประสบความสำเร็จโดยการใช้ขบวนการสันติ­วิธีขนาดใหญ่ในการขับไล่อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมออกไป พูดแบบนี้ก็คือสำเร็จ แต่ถ้าพูดใหม่ว่าการขับไล่อังกฤษออกไปผ่านขบวนการสันติวิธีของคานธี ในที่สุดทำให้อนุทวีปแตกออกเป็น 3 ส่วน คืออินเดีย ปากีสถานตะวันตก และปากีสถานตะวันออก การแบ่งแยกประเทศทำให้คนตายเยอะ อันนี้ก็คือล้มเหลว

ความน่าสนใจคือคานธีรู้ว่าสิ่งนี้ล้มเหลว คานธีรู้ว่าสันติวิธีที่ท่านทำหลายครั้ง ไม่ใช่สันติวิธีที่ท่านอยากเห็น ท่านถึงแบ่งสันติวิธีออกเป็นสันติวิธีของคนกล้ากับสันติวิธีของคนขลาด ท่านอยากเห็นสันติวิธีของคนกล้า แต่โอกาสที่จะเห็นมันน้อยไง

ฉะนั้นในทางกลับกัน เราก็ถามโจทย์แบบเดียวกันว่า ชีวิตของคานธีเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลว อันนี้มันต้องอธิบายใหม่ว่า เวลาล้มเหลว…ล้มเหลวอะไร เวลาเรียกว่าสำเร็จ…สำเร็จอะไร ในความล้มเหลวอาจมีความสำเร็จ ในความสำเร็จอาจมีความล้มเหลวอยู่เหมือนกัน ในแง่นี้ ถึงแม้จะล้มเหลวแต่ก็ทำให้แสงสว่างของการต่อสู้มันปรากฏขึ้น มันบอกคนอื่นว่ามันทำได้ แต่มันไม่ได้บอกว่าทำแล้วต้องสำเร็จ

โจทย์สำหรับมนุษย์เลยกลายเป็นว่า เราอาจต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เราทำมันอาจล้มเหลว แล้วตัวเราจะเลือกล้มเหลวในเรื่องอะไร มันมีการล้มเหลวที่สง่างาม ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างามได้ นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่าเราต้องมีปัญญา และต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม ชีวิตของอาจารย์ป๋วยบอกกับผมอย่างนี้

อาจารย์เคยพูดถึงกรณีของ Sisyphus ว่าบางครั้งมันเป็นเรื่องกระบวนการ เป็นความงามระหว่างทาง โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย

งานของอัลแบร์ กามูส์พูดถึง Sisyphus คือเขาทำผิด สิ่งที่เทพเจ้าลงโทษคือให้กลิ้งหินขึ้นไปบนยอดเขา ไปถึงยอดสุด หินก็จะตกลงมาใหม่อีก เพราะฉะนั้นเขาจะใช้ชีวิตโดยรู้ว่าสิ่งที่เขาทำถึงอย่างไรก็ล้มเหลว เขาไม่มีวันทำสำเร็จในการเอาก้อนหินไปถึงยอดเขา สิ่งที่น่าสนใจคือ มันมีข้อความที่กามูส์เขียนว่า ในบางทีในตอนนั้น Sisyphus มีความสุข ผมก็เลยสงสัย อันนี้มันเป็นอย่างไร บางทีเราหาความสุขได้จากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะล้มเหลว แต่นั่นหมายความว่า เราต้องรู้ว่าความหมายของสิ่งที่เราทำคืออะไร นึกออกไหมครับ คือบางทีเราไปตัดสินใจว่าสิ่งที่เราทำมีแค่ทางเลือกสองทาง คือสำเร็จกับล้มเหลว

ถ้าคิดแบบนี้ อะไรที่ล้มเหลวเราก็ไม่ทำ เพราะเราคิดว่าความสำเร็จนั้นสำคัญ แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนเรา ความล้มเหลวอาจสำคัญกว่า เพียงแต่คุณต้องมองว่า เรื่องที่สำเร็จอาจเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่เดินไปบนเส้นทางที่เรารู้ว่าล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่กว่า ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่ในมหาวิทยาลัย เราสอนนักศึกษาในชั้นเรียนอาจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ อาจสำเร็จได้ อาจล้มเหลวได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราเขียนเปเปอร์ส่งวารสาร อันนี้โอกาสสำเร็จสูงกว่า แต่ระหว่างของสองอย่างนี้ เราอาจต้องตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ เพราะฉะนั้นคนที่อยากประสบความสำเร็จในอาชีพวิชาการ ก็อยากจะทำอย่างหลังคือเขียนเปเปอร์ส่งเยอะๆ ในที่สุดจะถูกนับว่ามีความสามารถ แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือการสอนนักศึกษา ซึ่งยากลำบากกว่า และพร้อมที่จะล้มเหลว การเลือกอย่างนี้เป็นทางเลือกที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่อง อาจสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จเสียอีก

ความล้มเหลวเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องเจอ

หมายความว่าในเรื่องสำคัญ… แต่ละเรื่องในโลกมันไม่ได้เท่ากัน บางเรื่องโอกาสที่จะสำเร็จน้อยกว่า เราต้องพร้อมที่จะล้มเหลว และผมก็ล้มเหลวเป็นประจำ เช่น ผมเตือนตัวเองไว้ว่าจะสอนอย่างโน้นอย่างนี้ แต่พอเข้าไปในชั้นเรียน นักศึกษาไม่ได้พร้อมสำหรับสิ่งนี้ ผมก็จะถอย ผมจะไม่ดึงดัน สำหรับผม เขาสำคัญ โดยมาตรฐานนี้ผมล้มเหลวเสมอ เพราะผมไม่เคยสอนตามเกณฑ์ที่บอกว่าผมต้องสอน

อาจารย์ป๋วยมักบอกว่าเราควรทำดี ละเว้นสิ่งชั่ว แล้วอาจารย์ป๋วยจะอ้างอิงคำสอนทางพุทธเสมอ พุทธศาสนามีผลต่อความคิดอาจารย์ป๋วยแค่ไหน จริยศาสตร์ของอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ป๋วยคิดอย่างไรกับพุทธศาสนา แต่ว่าผมแน่ใจอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นนักสังคมศาสตร์สิ่งหนึ่งที่คุณต้องสนใจคือสังคมของคุณสนใจเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าทำไมอาจารย์ป๋วยถึงสนใจพุทธศาสนา ก็ไม่แปลกเพราะเราทำงานอยู่ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แล้วคุณจะไม่สนใจพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

การพูดในภาษาพุทธมีเหตุผล ไม่ว่าจะโดยความเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในที่สุดแล้ววิธีใดที่จะพูดกับคนในสังคมให้รู้เรื่อง ก็คือการอิงบารมีของคนที่สำคัญ บารมีที่เราอัญเชิญมาเป็นครั้งเป็นคราวก็เช่นพระพุทธองค์ ถ้าคุณดึงพระพุทธองค์มา พระพุทธองค์ก็สามารถทำให้สิ่งที่เราพูดมีคนฟัง มีความชอบธรรมในแง่ของความรู้

ในแง่หนึ่ง ผมเข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเป็น หากดูจากสถานที่ที่สร้างอาจารย์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสรีไทย ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ อาจารย์จะเน้นการปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิภาษวิธีระหว่างอาจารย์กับแหม่มที่เราพูดกันมาตั้งแต่ต้น ก็คืออาจารย์อยู่ในภาคของการปฏิบัติ นี่ก็เป็นจริยศาสตร์แบบหนึ่ง ที่สำคัญคือเรารับผิดชอบกับ means ที่เราเลือก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ตัดสินใจบนฐานของ means ที่เราใช้ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ถ้าอธิบายแบบนี้ การพูดในภาษาพุทธเป็นบางครั้งคราว ถามว่าเป็นจริยศาสตร์ไหม ก็เป็นวิถีจริยศาสตร์แบบหนึ่งเหมือนกัน

‘ส.ศิวรักษ์’ปลุก! เปลี่ยนตัวเรา เป็นผู้กล้านำสังคมไทยเปิดกว้าง

22 มิ.ย. 62 อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ “ปัญญาชนสยาม” และนักคิด นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ระบุเนื้อหาใจความว่า

“การเปลี่ยนตัวเรา…ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะครับ
เปลี่ยนตัวเรานี่ยากที่สุดเลย
เปลี่ยนความเกลียดให้เป็นความรัก
เปลี่ยนความหลงให้เป็นรู้รอบรู้จริงเป็นพื้นฐานเลยครับ”

“ที่สำคัญคือ เราต้องพยายามทำไม่ใช่เพื่อ
ความยิ่งใหญ่ของเรา ทำเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรจะทำ
แต่ถ้าทำเช่นนี้แล้ว มันมีคนเห็นแล้วทำอย่างนี้มากขึ้น
สังคมไทยก็จะมีดวงตาเห็นธรรมมากขึ้น
มันก็จะมีคนกล้ามากขึ้น เมื่อมีคนกล้ามากขึ้น
ความกลัวก็จะน้อยลง สังคมไทย ก็จะเปิดกว้าง
สะอาดสว่างขึ้นเท่านั้นเอง
ผมก็ถือว่า ผมเป็นจุดเล็กๆจุดนึงที่จะช่วย”
ส. ศิวรักษ์

อาลัย เขมานันทะ

เขมานันทะ เป็นฉายาของนายโกวิท เอนกชัย เมื่อบวชอยู่ที่สวนโมกข์

น่าเสียดายที่อาจารย์พุทธทาสนั้น นับว่าแตกฉานในทางพระธรรมอย่างหาตัวจับไม่ได้เอาเลยที่ในประเทศนี้ ท่านคล่องแคล่วทั้งปริยัติและปฏิบัติ แต่ท่านไม่สามารถสร้างสังฆบริษัทขึ้นได้ นี่นับว่าต่างไปจากท่านอาจารย์ชา สุภัทโท ซึ่งสามารถสร้างสังฆบริษัทได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย โดยอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเทียบเทียมพระคุณท่านได้เลยในวงการของพุทธศาสนาลังกาวงศ

ศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาสที่สึกหาลาเพศไป ยังคงใช้สมณฉายาสืบต่อไปเรื่อยๆ เว้นเพียงนายประชา หุตานุวัตร ซึ่งก็บวชอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาสกว่าสิบพรรษา และสัมภาษณ์ท่านไว้อย่างมีประโยชน์ยิ่งในเรื่อง “เล่าไว้ในวัยสนธยา” ซึ่งควรมึแปลออกเป็นภาษาต่างๆ

ศิษย์ที่สึกไปและยังใช้ฉายาเป็นชื่ออยู่ ก็เช่น สันติกโร แห่งสหรัฐ และเขมานันทะ แห่งกรุงสยาม ซึ่งแม้เมื่อสึกออกมาแล้ว ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือในวงการธรรมปฏิบัติ ทั้งเขายังเขียนหนังสือไว้อย่างน่าอ่าน รวมถึงการเป็นศิลปินของเขา ที่เอื้อให้เราเข้าถึงความงาม ความดี และความจริงอีกด้วย

เขาป่วยอยู่นานด้วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งไม่อำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิต เป็นอันว่าเขาต้องใช้ธรรมปฏิบัติค่อนข้างสูงในการเผชิญกับโรคาพาธเช่นนี้

แล้วเขาก็ตายจากไปในวัย ๘๐ ปี 

ข้าพเจ้าขอคารวะสักการ สัตบุรุษผู้นี้ ด้วยความเคารพนับถือ
ส. ศิวรักษ์

มองข้ามอคติ ‘กัญชา’ คือสิ่งเสพติดหรือยารักษาโรค

Author : A Day Bulletin

กัญชาเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย เรื่องนี้ถูกสอนให้ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ลืมนึกไปว่าทุกอย่างในโลกนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เมื่อโตขึ้นเราพบว่ากัญชาถูกนำมาใช้ในหลายบริบท ในด้านมืดเรารู้จักมันในฐานะสิ่งเสพติดอันตรายตัวแรกๆ ที่น้ำพุเริ่มเสพในหนังสือ พระจันทร์สีน้ำเงิน รู้จักกับมันในฐานะยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด จากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายของตัวละครที่นำแสดงโดย ซูซาน ซาแรนดอน ในภาพยนตร์เรื่อง Stepmom

กัญชาในตอนนี้จึงกลายเป็นพืชที่อยู่ตรงกลางระหว่างพืชที่ถูกนำไปทำเป็นสารเสพติดอันตราย กับพืชทางเลือกเพื่อช่วยรักษาโรคร้าย เป็นทั้งเทพธิดาผู้มาช่วยเหลือมนุษย์ และปีศาจร้ายที่ทำลายชีวิตคน แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเชื่อในด้านไหน

HISTORY OF CANNABIS

กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี แต่หน้าที่ของมันกลับถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยข้อกำหนดของกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ถูกมองว่าเป็นวายร้าย เป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา บ้างก็เป็นของเล่นของเหล่าหนุ่มสาวและศิลปินที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยมที่ช่วยรักษาให้ใครหลายคนรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง สุดท้ายแล้วจุดยืนที่ถูกต้องของกัญชาอยู่ตรงไหน? เราขอชวนคุณไปสำรวจ เส้นทางประวัติศาสตร์ของพืชชนิดนี้ไปพร้อมๆ กัน

THE FIRST ERA

การใช้กัญชาครั้งแรกของโลกมีขึ้นเมื่อราว 4,700 ปีที่แล้ว โดยจักรพรรดิเสินหนงแห่งประเทศจีน ได้ใช้พืชชนิดนี้เป็นสมุนไพรรักษาโรคข้อต่ออักเสบ (เกาต์) มาลาเรีย และโรคไข้รูมาติก แต่ต่อมาเมื่อราวๆ 2500 ปีที่แล้ว มันก็เริ่มถูกสั่งห้ามในจีน เนื่องจากได้รับการสันนิษฐานว่าทำให้เด็กๆ และวัยรุ่นไม่เคารพผู้ใหญ่ ประมาณว่าพอเสพแล้วสติขาด หัวร้อน ทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ต่างจากอาการเมาสุราที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

ส่วนในประเทศไทย เราใช้กัญชาในการรักษาโรคมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมันเคยเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับแพทย์แผนไทยถึง 93 ตำรับ ส่วนใหญ่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้เจริญอาหาร ตกเลือด แก้ลงแดง ขับลม รักษาอาการปวดต่างๆ และบำรุงกำลัง

ถึงหลายคนจะคิดว่ากัญชาเป็นพืชที่ปลูกได้แค่ในเขตร้อนเท่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ก็ค้นพบว่าในประเทศเขตหนาวอย่างฝั่งยุโรปเองก็มีการใช้กัญชาเป็นสมุนไพรรักษาโลกมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน เช่น ชนเผ่าไวกิ้งในสแกนดิเนเวีย และคนเยอรมันในยุคมืดที่ใช้กัญชาเป็นยาบรรเทาอาการปวดขณะคลอดลูก และปวดฟัน (ใครที่เคยผ่าฟันคุดน่าจะเข้าใจอาการเจ็บปวดนี้ได้เป็นอย่างดี)

GETTING (TOO) POPULAR

ความนิยมของกัญชาค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงการแพทย์และการอุปโภค โดยที่เมืองเจมส์ทาวน์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ออกข้อบังคับให้ประชาชนในเมืองทุกบ้านปลูกกัญชาเพื่อนำเส้นใยมาทำเป็นเชือก สิ่งทอ และผืนผ้าใบเรือ หากบ้านไหนไม่ปลูกกัญชาถือว่าผิดกฎหมาย

แม้กระทั่ง จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ก็บอกว่าเขาปลูกไร่กัญชาไว้บนภูเขาเวอร์นอนเพื่อนำมาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม และแม้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตั้งข้อสงสัย แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาเคยสูบกัญชาหรือไม่

การเสพและใช้กัญชาได้รับความนิยมจนถึงขีดสุดหลังการปฏิวัติเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1910-1920 เนื่องจากชาวเม็กซิกันแห่ข้ามพรมแดนเข้ามาในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับหอบความเพลิดเพลินในรูปแบบของใบไม้สีเขียวเข้ามาด้วย ทำให้คนหนุ่มสาวยุคใหม่เริ่มใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายเป็นจำนวนมาก พฤติกรรมนี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมฮิปปี้ หรือบุปผาชน ในปี ค.ศ. 1940 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวนิยมออกเดินทางท่องเที่ยว เล่นดนตรี พร้อมกับมวนกัญชาในกระเป๋า

แต่ในขณะเดียวกัน ความนิยมที่จะ get high ตลอดเวลานี้ก็ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถในขณะมึนเมา และการทะเลาะวิวาทอย่างขาดสติ หลังจากนั้นไม่นาน อุตสาหกรรมกัญชาจึงเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยน

FROM HERBS TO DRUGS

ในปี ค.ศ. 1961 กัญชากลายเป็นของต้องห้าม ไม่ใช่สมุนไพรหรือของเล่นสนุกของหนุ่มสาวอีกต่อไป เพราะหลังจากที่สหประชาชาติประกาศลงนามในสนธิสัญญาร่วมเพื่อปราบยาเสพติดให้หมดไปจากโลกนี้ ผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา จึงประกาศสงครามยาเสพติด โดยเปลี่ยนกัญชาขึ้นเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮโรอีน พร้อมกับเชิญชวนให้ทั่วโลกร่วมทำสงครามยาเสพติดเช่นกัน

ส่วนการปราบปรามกัญชาในประเทศไทยเริ่มในสมัยของพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศ โดยขณะนั้นได้มีพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 ซึ่งห้ามให้ผู้ใดปลูก นำเข้า ซื้อขาย หรือเสพกัญชาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะได้รับโทษทั้งจำและปรับอย่างรุนแรง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2522 รัฐบาลไทยก็ได้ออก พ.ร.บ. ยาเสพติดที่ใช้กันจนมาถึงปัจจุบัน

FINDING THE RIGHT SOLUTION

หลังจากกำหนดให้กัญชากลายเป็นยาเสพติดชนิดรุนแรง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่แพทย์และนักวิชาการทั่วโลก เพราะแม้ว่ากัญชาจะมีฤทธิ์ให้เกิดอาการมึนเมาและเสี่ยงต่อการเสพติด แต่ก็ยังนับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์มากในเชิงการรักษาโรค ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงตัดสินใจจัดประเภทยาเสพติดใหม่ โดยเลือกให้กัญชาเป็นยาเสพติดชนิดไม่ร้ายแรง และสามารถใช้ในเชิงการผ่อนคลายได้ใน ‘ร้านกาแฟ’

การรักษาโรคโดยใช้กัญชาได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก เนื่องจากทีมแพทย์จากอเมริกาสามารถนำกัญชามารักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1996 จึงประกาศให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย จากนั้นจึงตามมาด้วยประเทศแคนาดา

ปัจจุบัน กว่า 20 ประเทศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไป เพราะบางแห่งเปิดขายแค่เชิงการแพทย์ หรือแค่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น

ส่วนในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีบทที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในเชิงการแพทย์ได้ พร้อมประกาศว่า ประเทศไทยจะเดินตามแนวทางใหม่ของสหประชาชาติ แต่ขอบเขตจะกว้างหรือแคบแค่ไหนนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและชั่งน้ำหนักกันต่อไป

Source : https://adaybulletin.com/article-agenda-weed/17764

ชุมชนป้อมมหากาฬ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Author : กาแฟดำ

แม้ชาวชุมชนจะต่อสู้มายาวนานกว่า 26 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามารื้อไล่บ้านเรือน โดยอ้างว่าจะปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ

ถามว่าทำไมต้องทำเป็นสวนสาธารณะ มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการมากมายว่า ทำไมไม่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้เข้าใจอดีต รากเหง้าของตัวเอง และอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ เหมือนดั่งที่ประเทศเจริญแล้วเห็นคุณค่าการอนุรักษ์บ้านเก่าๆ ให้อยู่ร่วมกับเมืองอันทันสมัยได้

 

เพราะเบื้องหลังของกรุงเทพมหานคร คือแผนแม่บทการพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

ในปี 2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องถูกไล่รื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

แผนแม่บทนี้ต้องการพัฒนาให้บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์เป็นแหล่งอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของไทย ได้แก่ วัด วัง โบราณสถาน โดยจะไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ บ้านเรือน หรือชุมชนมารบกวนหรือบดบัง

โบราณสถานที่สมควรได้รับการอนุรักษ์และเป็นต้นแบบของการพัฒนา คือ พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม สิ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนมาถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนสิ่งก่อสร้างอันเกิดมาทีหลัง ไม่ว่าบ้านเรือนหรือตึกรามบ้านช่องจะทำให้เกิดความแออัด หรือเกิดทัศนียภาพไม่งดงาม เป้าหมายก็คือพยายามรื้อและให้ย้ายออก เพื่อเปิดพื้นที่โล่งมากขึ้น

ที่สำคัญคือ แนวคิดของผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดคือคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2521 ว่า ภายในกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่อยากให้มีผู้คน ชุมชน สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ เพราะเชื่อว่าเป็นต้นเหตุแห่งความแออัด เสื่อมโทรม ทำให้โบราณสถานภายในกรุงรัตนโกสินทร์ดูไม่งดงามตา

“วิธีการจัดการก็คือกระจายความแออัดออกไป และสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีก พยายามเปิดที่โล่งให้มาก กิจกรรมต่างๆ ที่สวนทางกับบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พยายามขจัดไม่ให้มี อย่างเช่น ปากคลองตลาดซึ่งเป็นตลาดค้าส่ง มีรถส่งของวุ่นวายมาก ขยะก็เยอะ ก็จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บริเวณท่าเตียนก็จะปรับรื้ออาคารที่ไม่เหมาะสม หรือก่อให้เกิดความรกรุงรัง เหลือไว้แต่อาคารที่มีเอกลักษณ์หรืออาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 กิจกรรมที่เป็นการค้าส่งก็จะให้เลิก บริเวณแพร่งนรา แพร่งสรรพศาสตร์ เราจะเคลียร์พื้นที่แล้วสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพื่อให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว” หนึ่งในคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์เคยกล่าวไว้

ความงามทางด้านสถาปัตยกรรมในสายตาของคนเหล่านี้ คือ การเข้ามาท่องเที่ยวชมวัด วัง โบราณสถานอันงดงามภายในกรุงรัตนโกสินทร์ แบบเช้าเย็นกลับ โดยไม่มีชุมชนหรือบ้านเรือนปลูกอาศัยแบบแออัดให้เกะกะ รกสายตา

กรุงรัตนโกสินทร์จะกลายเป็นเมืองที่สวยงาม มีพื้นที่เปิดโล่งให้คนมาเที่ยวพักผ่อน และบางจุดเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรม มีการแสดง การละเล่นตามประเพณีวัฒนธรรมไทย

การมีผู้คนอาศัย มีหาบเร่ มีร้านค้าขายของ มีสถาบันการศึกษาภายในบริเวณนี้ เป็นสิ่งไม่สมควร หรือมีให้น้อยที่สุด

ผลงานล่าสุดที่ผ่านมา คือ การจัดระเบียบตลาดขายส่งดอกไม้ปากคลองตลาดชื่อดัง ที่คึกคักไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยซื้อดอกไม้ เป็นตลาดมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวันทั้งคืน จนดังไปทั่วโลก โดยให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ติดกับถนนมหาไชย ด้านหลังติดคลอง ก็อยู่ในเป้าหมายนี้เช่นกัน

ป้อมมหากาฬสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี 2326 ต่อมาประมาณรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวบ้านค่อยๆ มาอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่หลังกำแพงป้อมมหากาฬ กินพื้นที่ตั้งแต่หัวถนนมหาไชยไปจรดชายคลองหลอด วัดราชนัดดา มีเนื้อที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา จนกลายเป็นชุมชนมีชื่อเสียงเรื่องลิเกโบราณ มีบ้านเรือนประมาณ 50 กว่าหลังคาเรือน ก่อนจะเกิดปัญหาไล่รื้อชุมชนเพื่อทำเป็นสวนสาธารณะ ภายใต้แผนแม่บทฯ ดังกล่าว

แผนพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ จึงอยู่ภายใต้แนวคิดของคนรุ่นเก่า ที่เชื่อว่าเมืองเก่าที่ดีคือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากอดีต นิ่งสนิท ไม่ต้องมีชีวิตจากผู้คนจากชุมชน

 

ขณะที่เมื่ออาทิตย์ก่อน ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากเมือง Chania บนเกาะครีต ประเทศกรีซ แหล่งกำเนิดอารยธรรมกรีกเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Chania เป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่หลายพันปี เป็นเมืองท่าติดทะเล มีผู้คนอาศัยมาหลายพันปี มีประวัติศาสตร์ทับซ้อนกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยกรีก มาจนถึงชาวเวนิสเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก่อนที่ชาวออตโตมันหรือเติร์กจะเข้าครอบครอง

ทุกวันนี้ Chania เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของกรีซ เพราะเสน่ห์ของเมืองคือการผสมผสานความเก่ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว บ้านเรือนแทบทุกซอกซอย เป็นอาคารเก่าแก่หลายร้อยปีที่สร้างทับซ้อนกันขึ้นมา แต่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

เราจึงเห็นความหลากหลายด้านสถาปัตยกรรม การใช้วัสดุ ไม้ ปูน เหล็ก คอนกรีต หิน อิฐเปลือย เห็นการทาสีบ้านเรือนอย่างอิสระ ตามความเชื่อ ความนิยมของคนหลายสมัย

ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี โรงแรม ร้านขายของ เกือบทั้งหมดมีความงดงามของอาคารต่างกันออกไปตามยุคสมัยอันยาวนาน อาคารบางแห่งยังเห็นร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบเวนิส เห็นบ้านเรือนแบบเติร์ก และซากอิฐที่หลงเหลือจากสมัยกรีก ผสมผสานกันอย่างลงตัว

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือ ความร่วมมือกันทำงานและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างรัฐบาลกรีซกับชาวบ้านในท้องที่ ค่อยๆ พัฒนาเป็นแผนแม่บทในการอนุรักษ์เมืองเก่า จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงก้องโลก

Win Win กันทุกฝ่าย

พวกเขามีแนวคิดคล้ายกันคือ การสร้างเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา มีผู้คนทั้งมาเยี่ยมชมและผู้คนที่เป็นชาวเมืองจริงๆ

ขณะที่แนวคิดของกรุงรัตนโกสินทร์ คิดจากนักวิชาการรุ่นเก่าหยิบมือเดียว ฝ่ายเดียว คือ การอนุรักษ์เมืองให้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต ไม่มีชีวิต ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีเพียงโบราณสถาน ให้นักท่องเที่ยวมาชื่นชมความงดงาม แล้วกลับออกไป

หมดชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

Source : https://www.the101.world/mahakan-fort/

จากปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิต สู่บทเรียน

ในที่สุดข่าวดีที่คนไทยทั้งชาติรอคอยก็มาถึง หลังจากทีมชุดประดาน้ำต่างชาติสื่อสารออกมาจากคลิปว่า พบตัวน้องๆ ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า อะคาเดมี และโค๊ชรวม 13 ชีวิต ที่หายตัวไปในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นเวลาเกือบ 10 วัน หรือ 222 ชั่วโมง 22 นาที ตามสถิติที่มีการระบุกันออกมา โดยหายตัวไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน2561 และพบตัวเป็นๆ ราวสี่ทุ่มของวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อว่าทุกคนคงถอนหายใจอย่างโล่งอก

แม้ปฏิบัติการค้นหาจะสิ้นสุดแล้ว แต่ภารกิจจะลุล่วงก็ต่อเมื่อนำตัวทั้งหมดกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวอย่างปลอดภัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะขอแสคงความยินดีกับน้องๆ 13 คนและครอบครัวแล้ว ยังต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐทุกท่าน อาสาสมัครทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ จนบรรลุผลที่น่ามหัศจรรย์ รวมทั้งชื่นชมในความเป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกันของสังคมไทย ถือเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่เคยขาดหายแล้ว โดยส่วนตัวยังเห็นว่ามีประเด็นที่น่าเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว 5 เรื่อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดในอนาคต ดังนี้

1. ความรับผิดชอบของวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน และกรมอุทยานแห่งชาติ

การเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมถ้ำได้ และมีการติดป้ายประกาศด้านหน้าว่า “อันตราย ห้ามเข้า ก่อนได้รับอนุญาต เนื่องจากเป็นฤดูน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งจะมีน้ำเข้าออกจากถ้ำปริมาณมากในระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน” พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า “DANGER FROM JULY-NOVEMBER THE CAVE IS FLOODING SEASON” แสดงให้เห็นว่าทางอุทยานรับทราบถึงอันตรายจากธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่มีสิ่งที่น่าจะนำมาคิดเพิ่มเติมอย่างน้อยสองประเด็นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกคือ

– นอกจากการปิดป้ายประกาศเตือนแล้ว ควรมีรั้วกั้นในลักษณะปิดถ้ำ ป้องกันคนที่ไม่เชื่อคำเตือนแล้วเข้าไปจนเกิดอันตรายเพิ่มเติมหรือไม่

– การกำหนดเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ควรขยับเวลาออกมาไหม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน จะบอกว่าน้อง ๆ ทีมฟุตบอลทำผิดไม่สนใจป้ายเตือนก็ไม่ถูก เนื่องจากยังไม่ถึงเดือนกรกฎาคม แต่ก็เกิดเหตุน้ำหลากจน 13 ชีวิตเสี่ยงต่ออันตราย และทำให้โกลาหลกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

สิ่งที่ทางอุทยานควรพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาในอนาคตคือ ควรปิดถ้ำห้ามนักท่องเที่ยวเข้าตั้งแต่เข้าหน้าฝนเลยหรือไม่ ก็ห้ามเข้าหลังเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น

– บุคลากรของอุทยานแห่งชาติ ควรมีการสำรวจ ศึกษาข้อมูล พื้นที่ทางกายภาพ รวมถึงภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่ตัวเองดูแลอย่างจริงจัง มีภูมิความรู้มากพอที่จะใช้ในการแก้ปัญหาในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ เพราะเท่าที่เห็นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะกลับกลายเป็นนักสำรวจจากภายนอก โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านและผู้ชำนาญการหรือนักสำรวจจากต่างประเทศ

– ป้ายบอกทาง คำเตือนทั้งด้านนอกและภายในถ้ำ ต้องมีการดูแล บำรุงรักษาให้ใช้งานได้ตลอดเวลา ไม่ปล่อยปละละเลยให้ชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้

การดูแลอุทยานแห่งชาติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ต้องได้รับการสังคายนาทั้งระบบ ไม่ใช่ทำให้อุทยานแห่งชาติในแต่ละพื้นที่มีความหมายเพียงแค่เป็นสถานที่รับรองนาย หรือเพื่อรายได้ในระบบเพื่อนำส่งรัฐ หรือรายได้นอกระบบที่พึงมี เพราะเมื่อเปิดให้ท่องเที่ยวแล้ว ต้องมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อชีวิตของนักท่องเที่ยวด้วย โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ ฤดูกาลที่มีผลกระทบ ต้องมีการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อจะได้เข้าใจสภาพธรรมชาติ และดูแลให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างปลอดภัย

2. สำนึกของนักท่องเที่ยว

ผู้ที่นิยมท่องเที่ยว รักธรรมชาติ ต้องตระหนักด้วยว่า ความสวยงามของธรรมชาตินั้น มีอันตรายซ่อนตัวอยู่ด้วย การไปเที่ยวในสถานที่ใดก็ตามควรศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางและเชื่อฟังคำเตือนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งป้ายเตือนภัยที่ติดไว้ด้านหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดใจกับตัวเองจนนำไปสู่ความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง หรือกลายเป็นภาระที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือ ระบบและความรู้ต้องถูกปลูกฝังในระบบการศึกษาของเยาวชนไทย

3. สำนึกความรับผิดชอบของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข่าว

เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ลักษณะนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการแข่งขันระหว่างสื่อมวลชน เพื่อช่วงชิงการนำเสนอข่าว แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีตคือปัจจุบันมีสื่อใหม่ คือโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีแหล่งที่มาที่ไป

แต่มีประเด็นดราม่า หวือหวา post truth หรือ fake news แพร่กระจายออกมา เพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชน สื่อหลักนอกจากต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสโซเชียลแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชนด้วย ไม่ใช่นำมาขยายผลต่อโดยไม่มีการตรวจสอบ จนทำให้เรื่องราวยิ่งบานปลายออกไป

นอกจากนี้ ต้องยึดถือเสมอว่าการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ลักษณะนี้ ต้องไม่เชื่อข่าวลือ และ ไม่มั่วข่าวเอง ทุกรายงานต้องให้น้ำหนักกับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ รับผิดชอบโดยตรง เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง ก่อนคำบอกเล่า แต่ก็ไม่ควรละเลยคำบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาจมีประสบการณ์ตรงและคุ้นชินกับ ภูมิศาสตร์ในพื้นที่ โดยสามารถนำไปต่อยอดเพื่อขยายประเด็นการนำเสนอข่าวได้

ที่สำคัญควรระมัดระวังประเด็นสิ่งลี้ลับ การดราม่ากับญาติผู้สูญหาย ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนเหล่านี้มากกว่าแค่การขยายประเด็น เพื่อขายข่าว หากสื่อทุกสังกัดยึดหลักเช่นนี้ การนำเสนอข่าวก็จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

4. สติของผู้เสพสื่อ

การรับข่าวสารของประชาชนต้องมีสติ ไม่แชร์มั่ว ต้องชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ข่าวลือ ที่สร้างความโกลาหล จนอาจกลายเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน หรือไปซ้ำเติมความรู้สึกของญาติผู้สูญหายได้ ที่สำคัญคือต้องไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวเข้ามาหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ผ่านโลกออนไลน์ ก่อนตัดสินใจอะไรควรหาข้อมูลและใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเลว

5. การจัดการของภาครัฐ

เท่าที่เห็นภาครัฐมีการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดแบบเฉียบพลันนี้ได้ทันท่วงที แต่การตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักให้กับสื่อมวลชน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เท่าที่จำเป็น และตรงประเด็น

สิ่งที่ภาครัฐพึงทำเป็นอันดับแรกหลังเกิดเหตุคือ ประกาศให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนให้ข่าว เพื่อสรุปปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมทั้งหมด และแยกย่อยให้ชัดว่า ใครจะให้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการในถ้ำ การสำรวจ การขุดเจาะ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นทางการ

ส่วนสื่อจะไปสัมภาษณ์ใครเพิ่มเติมก็จะเป็นความรับผิดชอบของสื่อนั้น ๆ ในการนำเสนอ เพราะถือว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ทางการให้ ที่สำคัญคือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองถ้าไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ควรโหนกระแสไปให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่ยุ่งอยู่แล้วต้องมาต้อนรับจนเสียเวลาในการปฏิบัติหน้าที่

อีกประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐควรจะพิจารณาเพิ่มเติมคือ ที่ผ่านมาเรามักจะตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ จากโครงสร้างทางอำนาจตามความรับผิดชอบในพื้นที่ โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของปัญหา ที่อาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ตัดสินใจ ในแต่ละเหตุการณ์ เช่น ในอดีตไทยเคยเกิดโศกนาฏกรรมจากสึนามิ

ตอนนั้นเหตุการณ์วุ่นวาย การจัดการปัญหาของภาครัฐก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในฐานะที่เป็นคนพื้นที่เห็นภาพชัดเจนว่า การกุมสถานการณ์แบบบูรณาการในยามเกิดภัยพิบัติ ถือได้ว่าอ่อนด้อยมาก

ขณะนั้นนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดก็ตาม แต่ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสของประเทศ แตกต่างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่เราเปิดรับความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างเต็มที่ ทำให้ได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เราจะหวังพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการจัดเตรียมบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้พร้อม สำหรับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ

เมื่อเกิดเหตุสามารถส่งตรงลงพื้นที่ไปควบคุมสถานการณ์ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์จากโครงสร้างอำนาจปกติ เพราะถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ ซึ่งน่าจะช่วยให้กุมสภาพได้ดีกว่า คนในโครงสร้างอำนาจปกติที่ไม่มีความรู้เฉพาะด้าน

นอกจากนี้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น การฝึกอบรม และซักซ้อมการป้องกันภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง พอเหตุการณ์จบก็ปล่อยปละละเลย เหมือนระบบเตือนภัยสึนามิ ที่ในวันนี้ก็หละหลวมไป จนน่าหวั่นใจว่าหากเกิดเหตุวิกฤตอีกครั้งประเทศไท ยจะผ่านพ้นไปได้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างไร

กรณี 13 ชีวิตที่สูญหายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อาจเรียกได้ว่า โชคดีที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนนี้ดูแล ถือว่ามีภาวะผู้นำและการตัดสินใจที่ดี อีกทั้งมีความรู้ด้านวิศวกรรมด้วยก็ถือว่าช่วยได้มาก แต่การจัดการปัญหาเราไม่ควรอาศัยโชคอย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องที่เราสามารถกำหนดและบริหารจัดการได้ เพียงแต่ต้องคิดนอกกรอบเพื่อรับกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเอาไว้ล่วงหน้าด้วยเท่านั้น

นี่คือ 5 เรื่องหลักที่คิดว่าสังคมไทยควรจะได้เก็บเกี่ยวแล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จากสถานการณ์นี้ และหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเครื่องเตือนใจทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงภัยจากธรรมชาติ รวมทั้งการวางแผนรับมือของภาครัฐ ที่ต้องดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อไป

แต่สิ่งที่น่าจะกล่าวว่าเป็นปาฎิหาริย์ที่สุดคือ การร่วมมือร่วมใจที่ช่วยกับภาวนาและจิตใจที่เมตตาของคนไทย ที่มีมาอย่างท่วมท้นในทุกคราวที่ชาติบ้านเมืองมีภัยภิบัติเสมอนั่นเอง