เราอาจไม่รอดเพราะเก่งที่สุด แต่รอดเพราะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เราอาจไม่รอดเพราะเก่งที่สุด แต่รอดเพราะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนมักได้ยินประโยคหนึ่งอยู่เสมอ
“คนที่อยู่รอด อาจไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
ประโยคนี้ฟังดูสมเหตุสมผล เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน และรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คนที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง และมองเห็นโอกาสก่อนใคร ย่อมมีแนวโน้มที่จะอยู่รอดได้มากกว่า แต่เมื่อมองลึกลงไปในความเป็นจริงของชีวิต คำพูดนี้อาจยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาส “ปรับตัวได้เร็ว” เท่ากัน บางคนมีทุนการศึกษา บางคนมีเงินเก็บ บางคนมีเครือข่าย บางคนมีสุขภาพกายและใจที่พร้อม ขณะที่อีกหลายคนกำลังใช้พลังทั้งหมดที่มีไปกับการเอาตัวรอดในแต่ละวัน สำหรับคนที่กำลังแบกรับหนี้สิน ดูแลพ่อแม่สูงอายุ เลี้ยงดูลูก หรือเผชิญปัญหาชีวิตนานัปการ คำว่า “ปรับตัวให้เร็ว” อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด และนั่นทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า หากโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนจริง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการปรับตัวของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวจริงหรือ?

การปรับตัวไม่ได้เริ่มจากทักษะ แต่เริ่มจากใจ

นักจิตวิทยาหลายคนพบว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ผ่านพ้นวิกฤตได้ ไม่ใช่ความฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความยืดหยุ่นทางจิตใจ” หรือที่เรียกว่า Psychological Flexibility ความสามารถในการยอมรับความจริงที่เปลี่ยนไป โดยไม่ติดอยู่กับภาพเดิมของชีวิต เมื่อโลกเปลี่ยน คนจำนวนมากทุกข์ไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนแปลง แต่เพราะยังพยายามยื้อโลกใบเดิมเอาไว้ คนที่ปรับตัวได้เร็ว จึงไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่คือคนที่ยอมรับความกลัวนั้น และยังคงก้าวต่อไปได้ พวกเขาไม่ได้ถามว่า
“ทำไมโลกถึงเปลี่ยนไป”
แต่ถามว่า
“เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว ฉันจะเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง”

ทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่ความเก่ง

เราถูกสอนมาตลอดว่าความสำเร็จมาจากการเป็นคนเก่ง แต่โลกยุคใหม่กำลังสอนบทเรียนอีกแบบหนึ่ง หลายอาชีพที่เคยมั่นคงกำลังหายไป หลายทักษะที่เคยมีมูลค่าสูงกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี สิ่งที่มีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง แต่คือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ คนที่อยู่รอดในอนาคตอาจไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่อาจเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ พร้อมยอมรับว่า
“ฉันอาจไม่รู้”
และนั่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต

แต่มนุษย์ไม่ได้อยู่รอดด้วยการปรับตัวเพียงลำพัง

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สิ่งที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุดบนโลก ไม่ใช่เพราะเราแข็งแรงที่สุด ไม่ใช่เพราะเราวิ่งเร็วที่สุด และไม่ใช่เพราะเราฉลาดที่สุด แต่เพราะเราร่วมมือกันได้ดีที่สุด ในช่วงเวลาของสงคราม ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้คนจำนวนมากรอดชีวิตได้เพราะมีชุมชน มีครอบครัว มีเพื่อนบ้าน มีใครบางคนที่ยื่นมือเข้ามาในวันที่ลำบากที่สุด ความจริงที่มักถูกมองข้ามคือ มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเอาตัวรอดเพียงลำพัง เราเติบโตได้จากความสัมพันธ์ และฟื้นตัวได้จากการได้รับการโอบอุ้มจากผู้อื่น

สังคมที่เข้มแข็ง ไม่ได้วัดจากจำนวนคนเก่ง

แต่จากจำนวนคนที่พร้อมช่วยกัน ในโลกที่กำลังแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน เราถูกผลักให้เชื่อว่า ใครแข็งแรงกว่าก็อยู่รอด ใครอ่อนแอกว่าก็ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่สังคมที่ดีไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อมีคนจำนวนมากถูกทิ้ง ความทุกข์ของพวกเขาจะย้อนกลับมาส่งผลต่อทุกคน ความเหลื่อมล้ำจะกลายเป็นความขัดแย้ง ความสิ้นหวังจะกลายเป็นความรุนแรง และท้ายที่สุด ไม่มีใครปลอดภัยอย่างแท้จริง สังคมที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่สังคมที่เต็มไปด้วยผู้ชนะ แต่คือสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังสามารถลุกขึ้นเดินต่อได้ แม้ในวันที่เผชิญวิกฤต

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่ฮีโร่

แต่อาจเป็น “เพื่อนร่วมทาง” เราอาจไม่สามารถหยุดสงครามได้ อาจควบคุมเศรษฐกิจโลกไม่ได้ และอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตทั้งหมดได้ แต่เราสามารถสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ แบ่งปันความรู้ แบ่งปันโอกาส รับฟังกันมากขึ้น และช่วยกันประคองคนที่กำลังล้ม เพราะบางครั้ง สิ่งที่ช่วยให้ใครคนหนึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่คือการรู้ว่ายังมีใครสักคนมองเห็นและไม่ทอดทิ้งเขา

บทสรุป

บางทีประโยคที่เหมาะกับโลกยุคนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า
“คนที่อยู่รอด อาจไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
แต่อาจต้องเติมอีกประโยคหนึ่งว่า
“และสังคมที่อยู่รอด อาจไม่ใช่สังคมที่มีคนเก่งที่สุด แต่คือสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน”
เพราะในท้ายที่สุด ความมั่นคงที่แท้จริงของมนุษย์ อาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการเอาชนะทุกปัญหา แต่อยู่ที่การรู้ว่า เมื่อวันที่ชีวิตสั่นคลอน เราจะไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง.

เมื่อโลกปั่นป่วน: ไทยจะอยู่ตรงไหนในสงคราม

เมื่อโลกปั่นป่วน: ไทยจะอยู่ตรงไหนในสงคราม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” ไม่ได้เป็นเพียงพล็อตหนังฮอลลีวูดหรือคำทำนายลึกลับอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็น “ความกังวลร่วม” ของทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักยุทธศาสตร์ นักการเมือง และประชาชนทั่วโลก
 
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความขัดแย้งหลายจุดเชื่อมโยงกันอย่างอันตราย
ตั้งแต่สงครามในยุโรป ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หลายสถาบันระดับโลกเริ่มเตือนตรงกันว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” กำลังกลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของเศรษฐกิจโลก 
 

โลกกำลังเปลี่ยนจาก “โลกาภิวัตน์” สู่ “โลกแบ่งขั้ว”

หลังสงครามเย็น โลกเคยเชื่อในระบบการค้าเสรี
ประเทศต่าง ๆ พึ่งพากันทางเศรษฐกิจ จนเกิดห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
 
แต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังสั่นคลอน
 
สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และอำนาจทางทหาร
หลายประเทศเริ่มถูกบีบให้ “เลือกข้าง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
ประเด็นที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดคือ “ไต้หวัน” ซึ่งถูกมองว่าอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอนาคต หากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยตรง 
 
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อเส้นทางพลังงานโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ หากถูกปิดกั้น จะกระทบราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจทั่วโลกทันที 
 

สงครามยุคใหม่ อาจไม่ได้เริ่มจาก “ระเบิด”

หลายฝ่ายเชื่อว่า หากเกิด “สงครามโลกครั้งใหม่” รูปแบบอาจไม่เหมือนอดีต
 
มันอาจเริ่มจาก
  • สงครามไซเบอร์
  • การโจมตีระบบไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต
  • การปิดกั้นเส้นทางการค้า
  • การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • การควบคุมเทคโนโลยีและชิป AI
  • สงครามข้อมูลข่าวสาร
 
โลกยุคใหม่เชื่อมต่อกันมากเกินไป
ดังนั้น “การล่มของระบบ” อาจรุนแรงไม่แพ้เสียงปืน
 
IMF เตือนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินเฟ้อกลับมาสูง และตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น 
 
ขณะที่ UNCTAD ระบุว่า ความขัดแย้งในปี 2026 ทำให้ราคาพลังงานพุ่ง การค้าโลกสะดุด และประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งเริ่มเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก 
 

แล้ว “ประเทศไทย” อยู่ตรงไหนของเกมนี้?

ประเทศไทยอาจไม่ใช่มหาอำนาจทางทหาร
แต่เราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
 
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นพื้นที่แข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ
ทั้งเรื่องการค้า พลังงาน เทคโนโลยี และฐานการผลิต
 
ไทยจึงมีทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส”
 
ความเสี่ยง
  • ราคาพลังงานและอาหารผันผวน
  • เงินทุนต่างชาติไหลออก
  • การส่งออกชะลอตัว
  • การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ
  • ต้นทุนชีวิตประชาชนสูงขึ้น
โอกาส
  • นักลงทุนย้ายฐานผลิตออกจากประเทศคู่ขัดแย้ง
  • ไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอาหาร
  • อาเซียนอาจมีบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
  • ตลาดเกิดใหม่อาจได้รับเงินทุนมากขึ้น 
วันนี้หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” “พลังงาน” และ “เทคโนโลยี”
ประเทศที่ปรับตัวเร็ว จะไม่ใช่แค่ “รอด” แต่จะ “เติบโต” ท่ามกลางวิกฤต
 

นักพยากรณ์เตือนอะไร?

ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์มักหันกลับไปหาคำทำนายทุกครั้งที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
 
ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนจากนักวิเคราะห์การเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักศาสนา หรือแม้แต่นักพยากรณ์ชื่อดัง หลายคนพูดตรงกันถึง “ยุคแห่งความปั่นป่วน” ที่กำลังจะมาถึง
 
แต่สิ่งสำคัญกว่าคำทำนาย คือ “สัญญาณจริง” ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเรา
  • ประเทศต่าง ๆ เพิ่มงบกลาโหม
  • การแข่งขันด้าน AI และชิปทวีความรุนแรง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง
  • ประชาชนทั่วโลกเผชิญค่าครองชีพสูง
  • สังคมแตกแยกทางความคิดมากขึ้น
Council on Foreign Relations ระบุว่า ระดับความกังวลต่อความขัดแย้งทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และหลายพื้นที่เสี่ยงเกิดการลุกลามพร้อมกัน 
 

อนาคตที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ “สงคราม”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด อาจไม่ใช่ภาพรถถังหรือระเบิด
แต่คือโลกที่ผู้คน “หมดความไว้ใจกัน”
 
เมื่อเศรษฐกิจตึงเครียด ผู้คนจะกลัว
เมื่อผู้คนกลัว สังคมจะแตกแยก
และเมื่อสังคมแตกแยก ความขัดแย้งจะขยายตัวง่ายขึ้น
 
สงครามหลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มจาก “ความเกลียด” เพียงอย่างเดียว
แต่มาจาก “ความหวาดกลัว” และ “ผลประโยชน์”
 

คำถามสำคัญที่สุดของอนาคต

บางทีคำถามอาจไม่ใช่
“สงครามโลกจะเกิดไหม?”
 
แต่คือ
 
> “ถ้าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เราจะเตรียมตัวอย่างไร?”
 
ทั้งในฐานะประเทศ องค์กร ครอบครัว และมนุษย์คนหนึ่ง
 
เพราะในโลกยุคใหม่
คนที่อยู่รอด อาจไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด
แต่คือคนที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
 
และบางครั้ง…
อนาคตของโลก
อาจเริ่มต้นจากวิธีที่มนุษย์เลือกปฏิบัติต่อกันในวันนี้เอง

โลกยุค “วิกฤตซ้อนวิกฤต”: เมื่อสงครามและโลกรวนบีบให้เราต้องเปลี่ยน

โลกยุค "วิกฤตซ้อนวิกฤต" : เมื่อสงครามและโลกรวนบีบให้เราต้องเปลี่ยน

ในขวบปี 2026 นี้ คำว่า “ปกติ” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวออกไปทุกที เรากำลังอยู่ในยุคที่นักวิชาการเรียกว่า “Polycrisis” หรือ วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ทุกปัญหาเชื่อมโยงถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงปืนในสมรภูมิ หรือพายุที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะอากาศ
 
1. โลกที่เปลี่ยนไป: รวน ร้อน และรุนแรง
ปัจจุบันเราไม่ได้เผชิญแค่ “โลกร้อน” แต่คือ “โลกรวน” (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบชัดเจน เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนกัดเซาะชายฝั่ง และก๊าซเรือนกระจกที่รั่วไหลจากใต้สมุทร เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมันส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนชีวิตของเราทุกคน
 
2. สมรภูมิเดือดที่สั่นคลอนถึงกระเป๋าตังค์
สงครามในรัสเซีย-ยูเครนที่ลากยาวมาหลายปี และความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ไม่ได้สู้กันแค่ด้วยอาวุธ แต่มีการใช้ “พลังงานเป็นตัวประกัน”
  • เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันถูกปิด หรือท่อส่งก๊าซถูกโจมตี ราคาพลังงานทั่วโลกจะพุ่งสูงทันที
  • คนไทยจะรู้สึกได้ผ่าน “ค่าไฟ” และ “ราคาน้ำมัน” ที่ผันผวน ซึ่งจะลามไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกอย่างในที่สุด
 
3. ความเปราะบางที่น่ากังวล
ความมั่นคงทางพลังงานของโลกกำลังเปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เพราะเรายังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากพื้นที่ขัดแย้ง ขณะที่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) ก็ยังทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากงบประมาณของหลายประเทศถูกดึงไปใช้ในด้านความมั่นคงและกองทัพแทน
 

 

การปรับตัวของคนไทย: ล้มแล้วต้องลุกไว (Resilience)

 
ในฐานะคนไทย เราจะอยู่รอดและเติบโตในโลกที่คาดเดาไม่ได้นี้ได้อย่างไร? นี่คือ 3 แนวทางสำคัญ:
  • พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด (Decentralization):
    การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านหรือชุมชนไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลกอีกต่อไป แต่คือการมี “ทางรอด” เมื่อระบบไฟฟ้าหลักมีปัญหา หรือมีราคาแพงจนรับไม่ไหว รวมถึงการสร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารเล็กๆ ในระดับครอบครัว
  • ปรับทักษะให้หลากหลาย (Multiskilling):
    ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไวและเศรษฐกิจผันผวน การเก่งแค่อย่างเดียวอาจไม่พอ เราต้องมีทักษะสำรอง ทั้งเรื่องงาน ดิจิทัล และการดูแลตัวเองพื้นฐาน เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • รู้เท่าทันข้อมูล (Digital Literacy):
    ข่าวปลอมและสงครามข้อมูลข่าวสารมักมาคู่กับวิกฤต การมีสติและคัดกรองข้อมูลก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุและวางแผนชีวิตได้อย่างแม่นยำ
บทสรุป:
โลกในวันข้างหน้าอาจจะดูน่ากังวล แต่ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่ามนุษย์ปรับตัวเก่งเสมอ ความเข้าใจในสถานการณ์และเริ่ม “วางแผนสำรอง” ตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราผ่านยุควิกฤตซ้อนวิกฤตนี้ไปได้อย่างมั่นคงครับ

ประชาธิปไตยที่เหลือเพียงพิธีกรรม แต่ขาดจิตวิญญาณ

ประชาธิปไตยที่เหลือเพียงพิธีกรรม แต่ขาดจิตวิญญาณ

“การเลือกตั้งยังมีอยู่ แต่ความหวังกลับหายไป”

 
คำถาม: จะฟื้นความหวังของประชาธิปไตยได้อย่างไร
 
ความสิ้นหวังของระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนไม่อยากจะเลือกใครเป็นผู้นำเลย

ในอุดมคติ ประชาธิปไตยคือระบอบที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้นำ มีเสียง มีพลัง และมีความหวังว่าเสียงของตนจะเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ แต่ในความเป็นจริงของหลายสังคม คำว่า “ไปเลือกตั้ง” กลับไม่ได้มาพร้อมกับความหวังอีกต่อไป ปรากฏการณ์ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า “ไม่อยากเลือกใครเลย” ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง แต่เพราะรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเลือกใคร ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น นี่คือสัญญาณอันตรายของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะประชาชนปฏิเสธหน้าที่ของตน แต่เพราะประชาชนเริ่มไม่เชื่อว่าระบบนี้ยังเห็นหัวพวกเขาอยู่

เมื่อการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการ “เลือกสิ่งที่แย่น้อยกว่า”
เมื่อผู้นำหมุนเวียนหน้าเดิม แนวคิดเดิม โครงสร้างเดิม
เมื่อคำสัญญาหาเสียงไม่เคยถูกจดจำหลังการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยก็เริ่มเหลือเพียงรูปแบบ แต่ขาดจิตวิญญาณ
 
ความสิ้นหวังเช่นนี้แตกต่างจากการต่อต้านหรือการลุกขึ้นประท้วง เพราะมันคือความเงียบ คือการถอนตัวทางอารมณ์และความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ และความเงียบนี่เองที่ทำให้ระบอบใดๆ เสื่อมสลายอย่างช้าๆ โดยไม่มีเสียงเตือน

บ่อยครั้ง สังคมเลือกตำหนิประชาชนว่า “ไม่ตื่นตัว” แต่ไม่ค่อยตั้งคำถามว่า ระบบการเมืองเคย ตื่นมาฟังประชาชนจริงๆ หรือไม่

ประชาธิปไตยจะไม่ล่มสลายเพราะประชาชนไม่ไปเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว แต่มันจะค่อยๆ ตาย เมื่อประชาชนยังไปเลือก แต่หัวใจไม่เชื่ออีกแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำไมประชาชนไม่อยากเลือกใคร” แต่คือ “เราจะสร้างระบบและผู้นำแบบใด ที่ทำให้ประชาชน อยาก เลือกอีกครั้ง” 

เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนคูหาเลือกตั้ง แต่วัดจากระดับความหวังของผู้คนในสังคม
 

ความสิ้นหวังของคนไทยในประชาธิปไตยร่วมสมัย เมื่อสิทธิยังอยู่ แต่ความหมายกลับเลือนหาย

ในบริบทของสังคมไทย ความสิ้นหวังทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มันค่อยๆ ก่อตัวจากประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้คน ประสบการณ์ที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “เสียงของตนไม่มีน้ำหนักพอจะเปลี่ยนอะไรได้” 
 
คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับความไม่แน่นอนทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงกติกาอยู่บ่อยครั้ง ระบบที่ดูเหมือนเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดที่มองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ บั่นทอนความเชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สะท้อนเจตจำนงอย่างแท้จริง ความสิ้นหวังจึงไม่ได้แสดงออกมาในรูปของความโกรธเสมอไป แต่แสดงออกผ่านคำพูดธรรมดาๆ เช่น “เลือกไปก็เท่านั้น” “ใครมาก็เหมือนเดิม” หรือ “ตั้งใจทำมาหากินดีกว่า อย่าไปหวังกับการเมืองเลย” 
 
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความเกียจคร้านทางประชาธิปไตย แต่คือกลไกการปกป้องใจของผู้คน เมื่อการคาดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่านำมาซึ่งความผิดหวัง การไม่หวังอะไรเลย กลับเจ็บน้อยกว่า
 
ในขณะเดียวกัน ชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่กดดัน ความมั่นคงที่ลดลง และอนาคตที่คาดเดาได้ยาก เมื่อปัญหาปากท้องเร่งด่วนกว่าคำสัญญาเชิงนโยบาย การเมืองจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แม้จะส่งผลต่อชีวิตโดยตรงก็ตาม
 
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐหรือระบบ แต่คือสภาวะที่ผู้คน “เลิกคาดหวังว่าการเมืองจะดีขึ้นได้” เพราะเมื่อความหวังหายไป ประชาธิปไตยจะเหลือเพียงหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่พื้นที่ร่วมกันของความฝันและอนาคต
 
ในสังคมไทยวันนี้ ความเงียบของประชาชนบางส่วน อาจไม่ได้หมายถึงความยอมรับ แต่หมายถึงความอ่อนล้า ความเหนื่อยที่จะอธิบาย และความรู้สึกว่าความตั้งใจดีของตนไม่ถูกมองเห็น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนยังไปใช้สิทธิหรือไม่ แต่คือ ประชาชนยังรู้สึกว่า “ประเทศนี้เป็นของเราด้วยหรือเปล่า”
 
หากประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของอนาคตร่วมกัน ไม่สามารถสร้างความหวังเล็กๆ ให้กับชีวิตธรรมดา ความสิ้นหวังก็จะยังคงดำรงอยู่ เงียบงัน แต่หนักหน่วง
 
และการฟื้นฟูประชาธิปไตยของไทย อาจต้องเริ่มจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้คน ว่าการมีส่วนร่วมของพวกเขา ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่ แต่คือการกระทำและการรักษาคำพูดเพื่อให้ความเชื่อมั่นว่า เสียงของพวกเขานั้นมีความหมายอย่างแท้จริ

เมื่อ ‘วิกฤต’ ทดสอบ ‘ผู้นำ’

เมื่อ ‘วิกฤต’ ทดสอบ ‘ผู้นำ’

มหาอุทกภัยในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้พัดพาไปเพียงบ้านเรือน ข้าวของ หรือวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น หากยังพัดพาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้นำประเทศออกไปด้วย ความผิดหวังที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นำมาสู่คำถามสำคัญที่สะท้อนอยู่ในใจใครหลายคนว่า “เมื่อประชาชนรวมตัวกันช่วยเหลือได้มีประสิทธิภาพกว่าภาครัฐ แล้วเราจะมีนายกฯหรือผู้นำประเทศไปเพื่ออะไร?”

คำถามนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วสะท้อนปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมที่ลึกกว่านั้นมาก — คือความคลอนแคลนของศรัทธาในโครงสร้างอำนาจ และการยืนยันอีกครั้งว่า พลังของประชาชนคือโครงสร้างที่แข็งแรงที่สุดในสังคมไทย

ภัยพิบัติ: บททดสอบที่ไม่เคยโกหกใคร

เมื่อเกิดภัยพิบัติ เราเห็นความจริงหลายอย่างที่ถูกปกปิดไว้ในยามปกติ
มันคือช่วงเวลาที่ระบบราชการถูกบีบให้เผยจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา — ความเชื่องช้า ล่าช้า ขาดการประสานงาน และมักตอบสนองไม่ทันต่อความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้นทันทีตรงหน้า

ในขณะที่

ประชาชนรวมกลุ่มกันภายในไม่กี่ชั่วโมง

รถเรือ เครื่องอุปโภคบริโภคและกำลังคนหลั่งไหลไปสู่พื้นที่

เครือข่ายชุมชนและอาสาสมัครทำงานแบบ “ไร้ขั้นตอน” และ “ไร้ตำแหน่ง”

ประชาชนจึงตั้งคำถามว่า — ถ้าพลังแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ แล้วทำไมภาครัฐกลับตอบสนองช้ากว่าทุกครั้ง?

ความคาดหวังที่ไม่เท่ากับความเป็นจริงของบทบาทผู้นำ

หลายคนตั้งความหวังว่านายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศจะลงพื้นที่อย่างทันท่วงที จะมีแผนรองรับ จะมีคำสั่งเด็ดขาดที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่เมื่อความจริงที่เห็นไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ความผิดหวังจึงสะสมกลายเป็นความโกรธ และความโกรธก็พัฒนาไปเป็น คำถามต่อความชอบธรรมของผู้นำ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถาม “เราจะมีผู้นำไปทำไม” อาจไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องการผู้นำ
แต่อาจหมายถึงการเรียกร้อง บทบาทผู้นำในแบบที่เราเชื่อว่าประเทศควรมี — ผู้นำที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่ยืนในตำแหน่ง

เมื่อประชาชนพิสูจน์ว่า ระบบนอนราบ แต่สังคมยืนขึ้นได้ด้วยตัวเอง

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทุกครั้งที่เกิดวิกฤตคือ “การลุกขึ้นของภาคประชาชน”

เราพบว่าชาวบ้าน องค์กรท้องถิ่น มูลนิธิ อาสาสมัคร รวมถึงภาคธุรกิจขนาดเล็ก ล้วนเคลื่อนไหวด้วยความไว ความยืดหยุ่น และความเข้าใจพื้นที่มากกว่ารัฐส่วนกลาง

นี่ไม่ใช่แค่การแบ่งเบาภาระ แต่คือการ ทดแทน บทบาทรัฐในบางมิติ ซึ่งเป็นสัญญาณที่สังคมต้องตั้งคำถามต่อแบบแผนการบริหารจัดการประเทศในระยะยาว

ประชาชนไม่ได้ขาดผู้นำ แต่กำลังขาดความรู้สึกว่ามีผู้นำที่ไว้ใจได้

แล้วผู้นำมีไว้ทำไม?

แม้ประชาชนจะทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ผู้นำประเทศยังมีความจำเป็นในบทบาทที่ประชาชนไม่สามารถทดแทนได้ เช่น

การออกแบบนโยบายป้องกันภัยพิบัติระยะยาว
การวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ
การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างระบบการประสานงานและโลจิสติกส์ในระดับที่ภาคประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้
การกำหนดวิสัยทัศน์ด้านความปลอดภัยและความมั่นคง

คำถามที่ประชาชนตั้ง จึงไม่ใช่ “เราจำเป็นต้องมีผู้นำไหม?”
แต่คือ “เราจำเป็นต้องมีผู้นำแบบไหน?”

ผู้นำที่หายไปในยามวิกฤต อาจยังอยู่ในตำแหน่ง แต่ไม่อยู่ในใจประชาชน
ผู้นำที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คนที่ สั่งการได้ แต่คือคนที่ ลงมือทำตั้งแต่ก่อนจะต้องสั่งการ

ภัยพิบัติ: โอกาสที่ผู้นำจะพิสูจน์ตัวเอง หรือถูกสังคมพิพากษา

ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย ไฟป่า แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด ผู้นำทุกประเทศล้วนถูกจับตามอง
นี่คือกติกาใหม่ของสังคมโลก — ความสามารถของผู้นำในการบริหารวิกฤตคือ “คะแนนสอบ” ที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว

มหาอุทกภัยครั้งนี้ ประชาชนทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นกระจกสะท้อนว่าภาครัฐควรเร่งปรับตัวอย่างไร
ถ้าผู้นำไม่สามารถยืนเคียงข้างประชาชนในยามยากลำบาก ความชอบธรรมก็จะค่อย ๆ ถูกลบเลือนด้วยน้ำท่วมไม่กี่วัน

บทสรุป

คำถามที่ผุดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ไม่ใช่คำถามของอารมณ์ แต่คือคำถามของวิสัยทัศน์

เมื่อภัยพิบัติทำให้ประชาชนพิสูจน์พลังของตัวเอง เราจึงเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของผู้นำที่ “ทำงานไม่ทันประชาชน”

แต่ในอีกแง่หนึ่ง นี่คือ สัญญาณเตือนผู้นำประเทศทุกระดับ ว่าบทบาทของผู้นำในวันนี้ไม่ใช่การอยู่เหนือประชาชน แต่คือการทำงานให้ทัดเทียมกับพลังของประชาชน

หากผู้นำไม่ขยับ ประชาชนจะขยับแทน — และนั่น คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่ผู้นำยุคใหม่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

สถาบันกษัตริย์ กับโลกยุคใหม่

สถาบันกษัตริย์ กับโลกยุคใหม่

ในโลกยุคใหม่ สถาบันกษัตริย์ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปกครองที่ใช้อำนาจทางการเมืองมาเป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้สถาบันกษัตริย์ยังคงดำรงอยู่ได้ โดยมีบทบาทหลักในการสร้างความสามัคคีและความต่อเนื่องของชาติ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประชาชนรุ่นใหม่

บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของสถาบันกษัตริย์

  • สัญลักษณ์ของชาติและความเป็นปึกแผ่น: สถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความภาคภูมิใจของคนในชาติ โดยเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน
  • บทบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง: ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจในการบริหารประเทศจะอยู่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนกษัตริย์จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะประมุขของรัฐ เช่น การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย และการเป็นตัวแทนของชาติในพิธีการต่าง ๆ
  • ผู้นำทางศีลธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคม: สถาบันกษัตริย์ในยุคใหม่มักมีบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งสนับสนุนงานการกุศลและกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์

ความท้าทายในโลกยุคใหม่

  • ความเห็นต่างของคนรุ่นใหม่: ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร มีผลสำรวจที่ชี้ว่าประชาชนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนสถาบันกษัตริย์น้อยลง และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีประมุขที่มาจากการเลือกตั้ง
  • ค่าใช้จ่าย: การที่สถาบันกษัตริย์ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาษีของประชาชนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ โดยมีเสียงวิจารณ์ว่ามีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปและไม่คุ้มค่า
  • การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย: สถาบันกษัตริย์ต้องแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและคุณค่าของตนเองในสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ซึ่งประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยที่ช่วยให้สถาบันกษัตริย์ยังคงดำรงอยู่ได้

  • ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์: สถาบันกษัตริย์ช่วยให้ประชาชนรู้สึกผูกพันกับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และสร้างความรู้สึกมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
  • การปรับตัวและทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์: การลดอำนาจทางการเมืองและเปลี่ยนมาเป็นผู้แทนของประเทศ ทำให้สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นคู่แข่งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นจุดร่วมที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
  • การสนับสนุนจากประชาชน: ในบางประเทศ การสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ยังคงสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนสูงวัย ซึ่งมองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของเอกลักษณ์ของชาติ

ความขัดแย้ง: ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยหายไป

ความขัดแย้ง: ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยหายไป

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับ หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “ผู้คนในยุคนี้ขัดแย้งกันง่ายขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นความเห็นต่างทางการเมือง ความเชื่อ ศีลธรรม หรือแม้แต่ความคิดเห็นเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากแต่มีรากฐานจากบริบททางสังคม จิตวิทยา และเทคโนโลยีที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ความขัดแย้ง: ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยหายไป

ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งใหม่ — มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติความเป็นมนุษย์ที่มีความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ในปัจจุบัน ความขัดแย้งเหล่านั้นดูจะ “ปรากฏตัว” ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และรุนแรงขึ้นในบางกรณี

ปัจจัยที่ทำให้คนยุคนี้ขัดแย้งกันง่ายขึ้น

  1. โซเชียลมีเดียและการสื่อสารแบบทันที
    แพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นสนามประลองทางความคิดที่ผู้คนสามารถแสดงออกได้โดยไม่ต้องผ่านการใคร่ครวญมากนัก การขาดบริบทในข้อความ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ความโกรธ และการปะทะได้ง่าย อัลกอริทึมยังส่งเสริมคอนเทนต์สุดโต่งที่เรียกยอดวิว ยิ่งสร้าง “ห้องเสียงสะท้อน” ที่คนเห็นแต่ความเห็นคล้ายตน และต่อต้านสิ่งต่างออกไป
  2. ข้อมูลล้นเกิน (Information Overload)
    เมื่อข้อมูลไหลเข้าหาเราตลอดเวลา ทั้งจากสื่อ ข่าวสาร และความคิดเห็นของคนรอบข้าง การกลั่นกรองสิ่งที่จริงหรือเท็จจึงยากขึ้น คนจำนวนมากจึงรีบตัดสินโดยไม่ทันเข้าใจภาพรวม
  3. ค่านิยมที่เปลี่ยนเร็วและหลากหลายมากขึ้น
    ความแตกต่างระหว่างรุ่น วัฒนธรรม หรือกลุ่มความเชื่อ ทำให้ผู้คนไม่สามารถใช้ “มาตรฐานเดียวกัน” ในการประเมินเหตุการณ์หรือพฤติกรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความขัดแย้ง
  4. ความเปราะบางของจิตใจและความเครียดเรื้อรัง
    บริบทโลกที่ไม่แน่นอน โรคระบาด เศรษฐกิจผันผวน ทำให้คนจำนวนมากอยู่ในสภาวะเครียดสะสมง่าย และตอบสนองด้วยอารมณ์เร็วขึ้น เมื่อใจไม่มั่นคง การเปิดใจรับฟังผู้อื่นก็ยิ่งยาก

ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้อย่างยั่งยืนหรือไม่?

แม้ความขัดแย้งจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ *อยู่ร่วมกับความเห็นต่างได้อย่างสันติ* หากมีการวางรากฐานที่ดีในระดับบุคคลและสังคม ดังนี้:

  1. ฝึกตนให้รู้เท่าทันอารมณ์ และฟังอย่างลึกซึ้ง
    การฝึกสติ (Mindfulness) ช่วยให้เราเห็นความคิดและอารมณ์ของตัวเองโดยไม่ด่วนตอบสนอง การฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ช่วยให้เราฟังด้วยเจตนาเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อโต้แย้ง คนที่ได้รับการฟังอย่างแท้จริงมักลดการปะทะลงโดยอัตโนมัติ
  2. พัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์
    สังคมจำเป็นต้องเรียนรู้การสื่อสารที่ไม่ใช้ความรุนแรง (Nonviolent Communication: NVC) ซึ่งเน้นการสื่อสารจากความรู้สึกและความต้องการ มากกว่าการกล่าวโทษ เช่น เปลี่ยนจาก “คุณผิด” เป็น “ฉันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อ…” การพูดอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่ทำร้าย เป็นทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่สัญชาตญาณ
  3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Safe Space)
    ในครอบครัว องค์กร หรือกลุ่มสังคม ควรสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยน และไม่ถูกตัดสิน ความไว้ใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกล้าเปิดใจ และลดความหวาดระแวงซึ่งเป็นรากของความขัดแย้ง
  4. ปฏิรูปการศึกษาและวัฒนธรรมการเรียนรู้
    เด็กและเยาวชนควรได้รับการฝึกทักษะชีวิต เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การคิดวิเคราะห์ และการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย การศึกษาควรไม่เน้นแค่เนื้อหา แต่สอนให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น
  5. เปลี่ยนโครงสร้างสื่อและสังคมออนไลน์
    ระดับโครงสร้าง เช่น อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย สื่อมวลชน และแนวทางการผลิตคอนเทนต์ ควรสนับสนุนการเรียนรู้ ความเข้าใจ และความหลากหลาย มากกว่าการกระตุ้นอารมณ์โกรธเพื่อยอดวิวและกำไร

ความขัดแย้งจะไม่หายไปจากโลก — แต่วิธีที่เราตอบสนองต่อความขัดแย้งนั้นต่างหากที่จะกำหนด “คุณภาพของสังคม” ที่เราจะอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมอย่างเข้าใจ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง ขยายออกไปยังคนรอบข้าง และต่อยอดสู่ระดับระบบสังคม แม้เป็นเส้นทางที่ไม่ง่าย แต่ก็เป็น “ทางเลือกที่ยั่งยืน” สำหรับมนุษยชาติ หากเรายินดีเดินร่วมกัน

โลกไม่ต้องการผู้นำที่เก่งที่สุด

โลกไม่ต้องการผู้นำที่เก่งที่สุด

ทำไมจิตวิญญาณความเป็นผู้นำจึงหายไปจากผู้นำในยุคปัจจุบัน
 
ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการแข่งขัน เรามักได้ยินคำว่า “ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ” “ผู้นำที่ทันสมัย” หรือ “ผู้นำเชิงกลยุทธ์” อยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่กลับเงียบหายไปจากบทสนทนาทางสังคม คือคำว่า “ผู้นำที่มีจิตวิญญาณ”
คำถามสำคัญคือ: เหตุใดจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำจึงเลือนหายไปจากผู้นำในยุคปัจจุบัน?
 
1. สังคมที่เร่งเร้า “ผลลัพธ์” มากกว่าคุณค่า
 
โลกที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข GDP ยอดขาย หรือคะแนนเสียง ทำให้ผู้นำจำนวนมากจำเป็นต้องตัดสินใจโดยยึดหลัก “ผลลัพธ์ระยะสั้น” มากกว่าความยั่งยืนในระยะยาว
จิตวิญญาณของผู้นำ — ที่เน้นการเสียสละ ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อคนรุ่นหลัง — กลับกลายเป็นเรื่องหรูหราที่ไม่มีเวลาเหลียวแล
 
2. การแข่งขันที่เน้นภาพลักษณ์ มากกว่าความลึกซึ้งภายใน
 
ในยุคของโซเชียลมีเดียและการตลาดทางการเมือง ผู้นำจำนวนมากถูกสร้างขึ้นจาก “ภาพ” มากกว่า “แก่น”
ความสามารถในการพูดให้ดูดี สื่อสารได้ไว และควบคุมความเชื่อสาธารณะ กลายเป็นทักษะหลัก
ผู้นำที่มีหัวใจอ่อนโยน มีความกล้าหาญทางศีลธรรม แต่ไม่เก่งในการสื่อสารอาจถูกกลบเสียงไป
การเป็นผู้นำจึงถูกลดรูปให้กลายเป็น “การแสดง” มากกว่า “การรับใช้”
 
3. โครงสร้างที่ไม่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ
 
ระบบการศึกษา การเมือง และธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นการผลิต “คนเก่ง” มากกว่าการปลูกฝัง “คนดี” หรือ “คนที่มีหัวใจรับใช้ส่วนรวม”
เราเรียนรู้วิธีขึ้นสู่ตำแหน่ง แต่ไม่เรียนรู้วิธีใช้ตำแหน่งนั้นเพื่อผู้อื่น
เราฝึกให้คนกล้าคิด แต่ไม่ฝึกให้กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ
จิตวิญญาณของผู้นำจึงแห้งเหือดไปท่ามกลางระบบที่ให้รางวัลกับ “ผลสำเร็จ” แต่ไม่หล่อเลี้ยง “ความหมาย”
 
4. ความกลัวที่กีดกันหัวใจ
 
ผู้นำหลายคนในยุคนี้เต็มไปด้วยความกลัว — กลัวเสียอำนาจ กลัวเสียภาพลักษณ์ กลัวถูกวิจารณ์
และเมื่อใดที่ความกลัวเข้ามามีอำนาจเหนือหัวใจ ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อประชาชน ความเมตตาต่อผู้ทุกข์ยาก และความถ่อมตนในการเรียนรู้จากเสียงของคนตัวเล็ก ก็จะค่อยๆ จางหายไป
 
5. การขาดแบบอย่างที่แท้จริง
 
ในอดีต โลกมีผู้นำที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ เช่น คานธี แมนเดลา มารดาเทเรซา หรือในหลวงรัชกาลที่ 9
แต่ในเวทีปัจจุบัน บุคคลต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึง พลังของความดี ความกล้าหาญ และการเสียสละ อย่างมั่นคง กลับมีอยู่น้อย
คนรุ่นใหม่จึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางภาพผู้นำที่เน้นอำนาจ มากกว่าภาวะผู้นำที่แท้จริง
 
 
 
แสงเทียนยังคงส่องได้แม้ในความมืด
 
จิตวิญญาณของความเป็นผู้นำอาจเลือนหายไปในเวทีโลก
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่
มันอาจยังมีอยู่ในครูที่เสียสละเพื่อเด็กยากจน
ในอาสาสมัครที่ดูแลผู้ป่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน
ในคนธรรมดาที่กล้าพูดความจริงในที่ประชุม
หรือในใครสักคน…ที่กำลังอ่านบทความนี้และเริ่มตั้งคำถามว่
“ฉันจะเป็นผู้นำด้วยหัวใจได้อย่างไร?”
 
เพราะโลกไม่ต้องการผู้นำที่เก่งที่สุด
แต่ต้องการ ผู้นำที่กล้ายืนอยู่ในที่ที่ยากที่สุด เพื่อคนอื่น มากกว่าตัวเอง

เปลี่ยนจากการอยู่รอดเดี่ยว ๆ สู่การอยู่รอดร่วมกัน

เปลี่ยนจากการอยู่รอดเดี่ยว ๆ สู่การอยู่รอดร่วมกัน

ในยุคปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความไม่เป็นระเบียบเหล่านี้ คือ แนวคิด “ตัวใครตัวมัน” ที่กำลังฝังรากลึกลงในวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามในการอยู่รอดของแต่ละบุคคลภายใต้การแข่งขันที่เข้มข้น โดยละเลยความสัมพันธ์และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผลที่ตามมาคือ ความเปราะบางของความสัมพันธ์ทางสังคม การขาดความสามัคคี และการเสื่อมถอยของจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้สังคมอ่อนแอและไร้เสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ หากเราย้อนกลับมาทบทวน และสร้างสมดุลระหว่างความเป็นปัจเจกกับความเป็นส่วนรวม ทางออกที่เป็นไปได้ประกอบด้วยหลายแนวทาง ซึ่งต้องอาศัยทั้งระดับบุคคล ชุมชน และนโยบายในการปรับแนวคิดใหม่ ไม่ใช่แค่เพื่อความสงบของสังคม แต่เพื่อให้มนุษยชาติดำรงอยู่ได้ในโลกที่ซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นทุกวัน

🔑 1. ฟื้นฟูจิตสำนึกสาธารณะ (Public Consciousness)
สร้างความเข้าใจว่าแต่ละการกระทำของเรามีผลกระทบต่อส่วนรวม เช่น การทิ้งขยะในที่สาธารณะ การไม่สวมหน้ากากในช่วงโรคระบาด ฯลฯ
สนับสนุนกิจกรรมจิตอาสา ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

🤝 2. ส่งเสริมวัฒนธรรม “พึ่งพากัน” อย่างมีเกียรติ
ปลูกฝังแนวคิด “การช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นพลังร่วม” เช่น ในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือชุมชน
สนับสนุนการสร้างเครือข่ายชุมชน (community networks) ให้คนรู้จักกัน ใกล้ชิดกัน และช่วยเหลือกัน

🧠 3. ปรับทัศนคติเรื่องความสำเร็จ
จาก “สำเร็จคนเดียว” เป็น “สำเร็จร่วมกัน” เช่น ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับสังคม หรือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ลดการยกย่องวัฒนธรรมการแข่งขันที่เน้นแต่ผลลัพธ์ส่วนตัว

📚 4. การศึกษาที่เน้นคุณธรรมควบคู่ปัญญา
ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ให้ครอบคลุมเรื่อง empathy (ความเข้าใจผู้อื่น), ความรับผิดชอบต่อสังคม และการทำงานเป็นทีม
สร้างโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี

🏛️ 5. รัฐและสื่อมีบทบาทสำคัญ
รัฐควรส่งเสริมสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนมั่นใจว่า “ไม่ต้องอยู่คนเดียวในระบบ”
สื่อควรนำเสนอเรื่องราวของการช่วยเหลือกัน ความสำเร็จแบบร่วมมือ มากกว่าการแข่งขันหรือความรวยแบบโดดเดี่ยว

หากเราต้องการสังคมที่มั่นคงและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความหมาย การหลุดพ้นจากแนวคิด “ตัวใครตัวมัน” ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มจากตัวเราเองไปจนถึงระดับนโยบาย เพื่อให้สังคมสามารถ “อยู่รอดร่วมกัน” ได้อย่างแท้จริง

ญี่ปุ่นน่าอยู่ แต่ทำไมถึงอยากตายรายวัน

ญี่ปุ่นน่าอยู่ แต่ทำไมถึงอยากตายรายวัน

ผู้เขียน : เรืองริน ประทิพพรกุล
ข้อความบางส่วนจากบทความ ญี่ปุ่นน่าอยู่ แต่หนูอยากตาย: เมื่อ “ความเป็นส่วนตัว” กลายเป็นความเพิกเฉยต่อสังคม
https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=731
ขอบคุณภาพจาก https://www.nippon.com/

ผู้อ่านและคนรอบตัวของผู้อ่านหลายท่านอาจจะรู้จักญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศที่บ้านเมืองสะอาด เรียบร้อย ผู้คนไม่คดโกงและชอบรักษาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หากทำกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์หล่นหายก็มักได้คืนทุกครั้ง และเมื่อคงพูดถึงวัฒนธรรม soft power ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน อะนิเมะ หรือ J-Pop หลายคนอาจนึกถึงภาพตอนที่มีเหตุแผ่นดินไหว บ้านเรือนถล่มทลายโดนสึนามิพัดเสียหาย แต่คนญี่ปุ่นก็ยังยืนต่อแถวรอรับข้าวของเยียวยาจากทางหน่วยงานอย่างเป็นระเบียบ ไม่แก่งแย่งชิงกันเหมือนที่เห็นกันในทั่วไปในประเทศอื่น การเก็บเอาขยะกลับบ้านไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามถือเป็นนิสัยที่น่าชื่นชมของคนประเทศนี้ ในด้านการสาธารณสุขอย่างเรื่องระบบการแพทย์และพยาบาลก็มีให้เข้าถึงทุกที่ไม่ทอดทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง (ดูเพิ่มเติมได้ในบทความของผู้เขียน: ประสบการณ์การใช้บริการระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น) เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจและรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบไปหมดเสียทุกเรื่อง เมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ณ หอพักนักศึกษาที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ มีนักศึกษาหญิงฆ่าตัวตายและเป็นข่าวใหญ่ออกทั้งรายการโทรทัศน์และวิทยุท้องถิ่น และในวันที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ (15 มีนาคม 2566) มีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแจ้งมาว่ากำลังไปงานศพของศิษย์เก่าที่เลือกจบชีวิตตนเองในวัย 30 ปี แม้ว่า ปี 2566 เพิ่งเริ่มมาได้เพียงสองเดือนกว่าๆ แต่ข่าวเรื่องการฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นถี่ราวกับกับอุบัติเหตุบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร

เมื่อมาย้อนคิดดูแล้ว การฆ่าตัวตายของบุคคลใกล้ตัวผู้เขียนนั้นมีทุกปีตั้งแต่มาอยู่ที่ญี่ปุ่น ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอเรื่องราวฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์สังคมญี่ปุ่น (โดยเฉพาะเมืองใหญ่) จากประสบการณ์การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมาเกินสิบปี ผู้เขียนมองว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีเส้นแบ่งของพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมที่ชัดเจนเกินไป ทำให้มนุษย์มีความโดดเดี่ยวเพราะความสำคัญของความเป็นส่วนรวมนั้นตกชายขอบ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุของปัญหาที่ไม่อยากให้เกิด

หากไม่นับข่าวดังที่มิอุระ ฮารุมะ ดาราหนุ่มคนโปรดของผู้เขียนฆ่าตัวตายในปี พ.ศ. 25631 และข่าวที่มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งพุ่งกระโดดไปที่รถไฟด่วนที่เมืองโกเบ จนทำให้ทั้งคนกระโดดและผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตเมื่อปี 2564 แล้ว2  ข่าวที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนก็คงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ที่มีเด็กนักเรียน ม.ปลายอายุ 17 ปี กระโดดลงมาจากห้างสรรพสินค้า Hep-Five ที่ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองโอซาก้า3 ใกล้กับสถานีรถไฟที่ผู้เขียนใช้สัญจรเป็นประจำ เด็กหนุ่มคนนี้กระโดดลงมากระแทกกับนักศึกษาผู้หญิงอายุ 19 ปี ทำให้เสียชีวิตทั้งคู่ หลังจากข่าวนี้ เวลาผู้เขียนจะเดินผ่านทางนี้ทีไร เป็นต้องแหงนหน้ามองขึ้นฟ้าทุกที4

อีกเรื่องที่เป็นข่าวดังมากอยู่ช่วงหนึ่งคือเรืองที่เกิดขึ้นที่เมืองอาซาฮิกาวะ จังหวัดฮอกไกโด ในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เด็กผู้หญิง นามสมมติว่าน้องเอ อยู่ระดับชั้น ม.ต้น อายุ 14 ปี ถูกพบว่าแข็งตายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง5 หลังจากที่ผู้ปกครองได้แจ้งความคนหายไปแล้วกว่าหนึ่งเดือน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อากาศหนาวมากที่สุดของปี โดยวันที่เธอหายไปที่นั้นมีอุณหภูมิถึง -17 องศา เหตุการณ์นี้มีที่มาจากการถูกกลั่นแกล้งรังแกหรือการถูกบูลลี่ (Bully) ที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่น้องเอได้เข้าเรียนชั้นมัธยมต้นใหม่ๆ กลุ่มนักเรียนชายและหญิงจำนวนหนึ่งที่รังแกเธอเป็นประจำได้บังคับให้เธอส่งรูปและวีดิโออนาจารของตนเองไปให้พวกเขา และรูปเหล่านั้นก็ได้ถูกส่งต่อไปยังหลายกลุ่มแชท หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ที่กระทบต่อจิตใจเธอมากที่สุดคือการที่กลุ่มเด็กบูลลี่เหล่านี้บังคับให้เธอทำสิ่งอนาจารต่อหน้าพวกเขา หลังจากเหตุการณ์นี้ น้องเอพยายามฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงแม่น้ำเมื่อปี 2562 แต่เด็กกลุ่มนี้ก็ได้โทรแจ้ง 1106 ว่า น้องเอกระโดดลงน้ำฆ่าตัวตาย โดยให้เหตุผลว่าเพราะถูกคุณแม่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งทำให้คุณแม่น้องเอถูกตำรวจกีดกันไม่ให้เข้าไปเยี่ยมลูกได้ แต่เด็กเหล่านี้ทำตัวน่าสงสัยเพราะบอกตำรวจว่าเป็นเพื่อนกับน้องเอแต่ไม่เคยส่งข้อความหรือมาเยี่ยมเยียนเลย ตำรวจจึงทำการสอบสวน และพบหลักฐานในมือถือว่ามีรูปอนาจารอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ผู้กระทำผิดมีอายุน้อย กฎหมายจึงไม่สามารถทำอะไรเด็กพวกนี้ได้ ภายหลังจากน้องเอฟื้นตัวแล้ว คุณหมอได้วินิจฉัยว่า น้องเอมีโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) จากการถูกบูลลี่อย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์นี้ น้องเอได้แต่หมกตัวอยู่ในบ้าน จนกระทั่งวันที่เธอหายตัวไปกระทันหันและถูกพบว่าเสียชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในตอนแรกทางโรงเรียนไม่ยอมรับว่าการฆ่าตัวตายของเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบูลลี่ในโรงเรียน ก่อนที่จะโดนร้องเรียนและออกมายอมรับในภายหลัง เรื่องนี้ถูกรายงานว่า น้องเอเคยพยายามบอกกับคุณครูว่าโดนรังแก แม่เองก็เคยไปปรึกษาคุณครู แต่คุณครูกลับบอกว่า ไม่มีอะไร แถมยังเอาเรื่องที่น้องเอมาฟ้องไปเล่าให้เด็กกลุ่มนั้นฟังอีกด้วย

ผู้เขียนมิอาจรู้สาเหตุของการฆ่าตัวตายทั้งหมดได้ว่าเกิดจากอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้จากสังคมญี่ปุ่นคือ แม้จะพบว่าใครมีปัญหา หรือทำตัวแปลกแยกจากผู้อื่น มักไม่มีใครอยากช่วยเหลือหรือเข้าไปคุยกับเขา

วันหนึ่งในห้องเรียนของผู้เขียน ขณะที่อาจารย์สอนอยู่ มีนักศึกษาชายชาวญี่ปุ่นตัวผอมสูงคนหนึ่งเดินออกมาหน้าห้อง ทำท่าเหมือนจะไปเข้าห้องน้ำ แต่จู่ๆ เขาก็เข่าอ่อนพับลงแล้ววูบลงไปสลบอยู่ตรงหน้าประตูชั้นเรียน ขณะนั้นผู้เขียนนั่งอยู่แถวเกือบหน้าสุดแต่นั่งอยู่เกือบตรงกลางไม่สามารถลุกทันทีได้เมื่อเทียบเพื่อนคนที่นั่งตรงปลายแถวของแถวหน้าสุด แต่ก็ไม่มีใครลุกไปหาเขา อาจารย์ที่กำลังหันหน้าเข้าหากระดานดำก็เหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็น ขณะที่ผู้เขียนรีบรุดไปช่วยเขา อาจารย์หันมาและสังเกตได้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จึงใช้โทรศัพท์ของห้องเรียนติดต่อห้องพยาบาล ขณะที่ผู้เขียนพยายามเรียกสติและประคองหัวของนักศึกษาหนุ่มที่หน้าซีดและกำลังหมดสติ ก็พบว่านักศึกษาอินโดนีเซียที่นั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องก็วิ่งออกมาช่วยดูเหตุการณ์ ส่วนที่เหลืออีกร้อยชีวิตนั้นนั่งนิ่ง จากนั้น อาจารย์ที่เพิ่งวางสายจากห้องพยาบาลหันมาบอกว่าเดี๋ยวจะมีวีลแชร์มารับ พูดเสร็จแล้วก็ทำการสอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาที ได้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาพร้อมรถเข็น เราสองคนจึงช่วยกันประคองหนุ่มหมดสติขึ้นรถเข็นพาไปส่งถึงหน้าลิฟต์เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าเขาสามารถเข็นไปเองคนเดียวได้ เมื่อเราสองคนกลับมาก็เห็นว่าห้องเรียนอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจารย์แค่หันมาขอบคุณคำเดียวแล้วก็สอนต่อ แม้ว่าเสร็จจากคลาสเรียนแล้วก็ไม่มีใครมาถามสักคนว่าเป็นอะไรยังไงบ้าง ผู้เขียนรู้สึกตกใจกับเรื่องนี้มาก จึงถามเพื่อนคนญี่ปุ่นที่สนิทกันและนั่งข้างๆ ผู้เขียนตอนนั้นว่า คนญี่ปุ่นคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่มีใครลุกไปช่วยคำตอบของเพื่อนยังคงอยู่ในใจของผู้เขียนจนทุกวันนี้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว เพื่อนบอกว่า “ไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์นะหรือไม่รู้สึกนะ แต่เราคิดว่าไม่ต้องเป็นเราหรอก เราไม่อยากเด่น เขาอาจจะป่วย แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราไม่ชอบไปยุ่งเรื่องส่วนตัว ไม่ชอบเด่นในที่สาธารณะแบบนี้”

“ความเป็นส่วนตัว” มีข้อดีของมันคือ เราเคารพต่อกัน ไม่ก้าวก่ายกัน แต่การให้ความสำคัญกับความส่วนตัวที่มากเกินไปได้นำไปสู่การขาดความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ ผู้เขียนมองว่าสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็น “ความเห็นแก่ตัว”  และขาดความสำนึกในการอยู่ร่วมกันในสังคม สังคมในการทำงานก็เช่นกัน จากที่คุยกับเพื่อนคนญี่ปุ่นมา หลายคนนั้นมีความชัดเจนว่า เวลางานก็คืองาน พอพักเที่ยงก็ปลีกตัวไปกินข้าวอยู่คนเดียว สร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานเท่าที่จำเป็น และยังมองว่าเพื่อนร่วมงานนั้นไม่ถือว่าเป็น “เพื่อน” อีกด้วย

ผู้เขียนรู้สึกว่า การที่คนๆ หนึ่งต้องระวังเส้นแบ่งของ “ตนเอง” ไม่ให้ก้าวทับไปในเส้นของ “คนอื่น” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคลนั้น ก่อให้เกิดความเครียด ในเมื่อมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม เหตุใดเราจึงต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนนี้ด้วย นักสังคมวิทยาท่านหนึ่งนามว่า Anthony Giddensได้กล่าวไว้ในหนังสือ Modernity and Self-Identity  (1991, pp.74-75) ว่า “ปัจเจกนิยม (Individualism) นั้นไม่เคยมีในยุคสังคมก่อนสมัยใหม่ (pre-modern society) แต่เพิ่งมีหลังจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (industrialization)ในโลกตะวันตก… ตัวบุคคล (individual) นั้นย่อมเป็นบุคคลได้เพราะว่าเขามีเส้นใยเชื่อมโยงกับสังคมที่สร้างเขาขึ้นมา” 7  ถ้าสังคมเราให้ที่กับ “เรื่องส่วนตัว” มากเกินไป แล้วบุคคลในสังคมนั้นจะยังคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่อีกหรือ? มนุษย์จะกลายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวมาอยู่รวมกันแต่ไม่มีความสัมพันธ์กับสังคมได้หรือ?

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=731