ประชาธิปไตยที่เหลือเพียงพิธีกรรม แต่ขาดจิตวิญญาณ

ประชาธิปไตยที่เหลือเพียงพิธีกรรม แต่ขาดจิตวิญญาณ

“การเลือกตั้งยังมีอยู่ แต่ความหวังกลับหายไป”

 
คำถาม: จะฟื้นความหวังของประชาธิปไตยได้อย่างไร
 
ความสิ้นหวังของระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนไม่อยากจะเลือกใครเป็นผู้นำเลย

ในอุดมคติ ประชาธิปไตยคือระบอบที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้นำ มีเสียง มีพลัง และมีความหวังว่าเสียงของตนจะเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ แต่ในความเป็นจริงของหลายสังคม คำว่า “ไปเลือกตั้ง” กลับไม่ได้มาพร้อมกับความหวังอีกต่อไป ปรากฏการณ์ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า “ไม่อยากเลือกใครเลย” ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง แต่เพราะรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเลือกใคร ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น นี่คือสัญญาณอันตรายของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะประชาชนปฏิเสธหน้าที่ของตน แต่เพราะประชาชนเริ่มไม่เชื่อว่าระบบนี้ยังเห็นหัวพวกเขาอยู่

เมื่อการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการ “เลือกสิ่งที่แย่น้อยกว่า”
เมื่อผู้นำหมุนเวียนหน้าเดิม แนวคิดเดิม โครงสร้างเดิม
เมื่อคำสัญญาหาเสียงไม่เคยถูกจดจำหลังการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยก็เริ่มเหลือเพียงรูปแบบ แต่ขาดจิตวิญญาณ
 
ความสิ้นหวังเช่นนี้แตกต่างจากการต่อต้านหรือการลุกขึ้นประท้วง เพราะมันคือความเงียบ คือการถอนตัวทางอารมณ์และความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ และความเงียบนี่เองที่ทำให้ระบอบใดๆ เสื่อมสลายอย่างช้าๆ โดยไม่มีเสียงเตือน

บ่อยครั้ง สังคมเลือกตำหนิประชาชนว่า “ไม่ตื่นตัว” แต่ไม่ค่อยตั้งคำถามว่า ระบบการเมืองเคย ตื่นมาฟังประชาชนจริงๆ หรือไม่

ประชาธิปไตยจะไม่ล่มสลายเพราะประชาชนไม่ไปเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว แต่มันจะค่อยๆ ตาย เมื่อประชาชนยังไปเลือก แต่หัวใจไม่เชื่ออีกแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำไมประชาชนไม่อยากเลือกใคร” แต่คือ “เราจะสร้างระบบและผู้นำแบบใด ที่ทำให้ประชาชน อยาก เลือกอีกครั้ง” 

เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนคูหาเลือกตั้ง แต่วัดจากระดับความหวังของผู้คนในสังคม
 

ความสิ้นหวังของคนไทยในประชาธิปไตยร่วมสมัย เมื่อสิทธิยังอยู่ แต่ความหมายกลับเลือนหาย

ในบริบทของสังคมไทย ความสิ้นหวังทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มันค่อยๆ ก่อตัวจากประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้คน ประสบการณ์ที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “เสียงของตนไม่มีน้ำหนักพอจะเปลี่ยนอะไรได้” 
 
คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับความไม่แน่นอนทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงกติกาอยู่บ่อยครั้ง ระบบที่ดูเหมือนเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดที่มองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ บั่นทอนความเชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สะท้อนเจตจำนงอย่างแท้จริง ความสิ้นหวังจึงไม่ได้แสดงออกมาในรูปของความโกรธเสมอไป แต่แสดงออกผ่านคำพูดธรรมดาๆ เช่น “เลือกไปก็เท่านั้น” “ใครมาก็เหมือนเดิม” หรือ “ตั้งใจทำมาหากินดีกว่า อย่าไปหวังกับการเมืองเลย” 
 
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความเกียจคร้านทางประชาธิปไตย แต่คือกลไกการปกป้องใจของผู้คน เมื่อการคาดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่านำมาซึ่งความผิดหวัง การไม่หวังอะไรเลย กลับเจ็บน้อยกว่า
 
ในขณะเดียวกัน ชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่กดดัน ความมั่นคงที่ลดลง และอนาคตที่คาดเดาได้ยาก เมื่อปัญหาปากท้องเร่งด่วนกว่าคำสัญญาเชิงนโยบาย การเมืองจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แม้จะส่งผลต่อชีวิตโดยตรงก็ตาม
 
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐหรือระบบ แต่คือสภาวะที่ผู้คน “เลิกคาดหวังว่าการเมืองจะดีขึ้นได้” เพราะเมื่อความหวังหายไป ประชาธิปไตยจะเหลือเพียงหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่พื้นที่ร่วมกันของความฝันและอนาคต
 
ในสังคมไทยวันนี้ ความเงียบของประชาชนบางส่วน อาจไม่ได้หมายถึงความยอมรับ แต่หมายถึงความอ่อนล้า ความเหนื่อยที่จะอธิบาย และความรู้สึกว่าความตั้งใจดีของตนไม่ถูกมองเห็น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนยังไปใช้สิทธิหรือไม่ แต่คือ ประชาชนยังรู้สึกว่า “ประเทศนี้เป็นของเราด้วยหรือเปล่า”
 
หากประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของอนาคตร่วมกัน ไม่สามารถสร้างความหวังเล็กๆ ให้กับชีวิตธรรมดา ความสิ้นหวังก็จะยังคงดำรงอยู่ เงียบงัน แต่หนักหน่วง
 
และการฟื้นฟูประชาธิปไตยของไทย อาจต้องเริ่มจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้คน ว่าการมีส่วนร่วมของพวกเขา ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่ แต่คือการกระทำและการรักษาคำพูดเพื่อให้ความเชื่อมั่นว่า เสียงของพวกเขานั้นมีความหมายอย่างแท้จริ