บทความ

สัญญาณพินาศรัฐบาล White Lie

?

สัญญาณพินาศรัฐบาล White Lie

โดย เปลว สีเงิน

ที่มา : http://www.thaipost.net/news/250812/61512


?

"ยอมรับว่าเป้าการส่งออกในปีนี้เติบโตไม่ถึง ๑๕% อย่างที่ผมคาดการณ์ก่อนหน้านี้แน่นอน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะผมพูดในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ รมว.คลัง จึงได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่องได้ ซึ่งการตั้งเป้าที่ระดับดังกล่าวก็เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ หากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาผมพูดความจริงไปว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยจะเติบโตไม่ถึง ๑๕% ก็จะทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนมีปัญหาได้ ดังนั้น ผมในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ รมว.คลัง เค้าอนุญาตให้ผมพูดไม่จริงได้ในบางเรื่อง หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดี เหมือนภาษาอังกฤษที่เรียกว่า White lie ที่แปลว่า โกหกสีขาว"

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง

รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงการคลัง

๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕

ครับ....ผมจะพูดว่าอย่างไรดี จะว่านี่คือมาตรฐานประเทศไทย ก็ไม่ใช่ เพราะประเทศไทย "ไม่ได้เลวทราม" อย่างนั้น ดังนั้น ก็ควรจำกัดกรอบให้ตรงกับความเป็นจริงว่า นี่คือมาตรฐาน "รัฐบาลเพื่อไทย" ที่มีบริหารประเทศ โดยมี "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี

ลองบุคคลในรัฐบาลระดับ "รัฐมนตรีคลัง" ปั้นตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาพูดจาหลอกลวงสังคมโลกเช่นนี้ แถมยกหางตัวเองซะด้วยว่า นี่คือ "โกหกสีขาว....เค้าอนุญาตให้ผมพูดไม่จริงได้ในบางเรื่อง"

แบบนี้ ประเทศไทยไม่ตาย....

แต่รัฐบาล "โกหก-ตอแหล" เช่นนี้ มันตายแล้ว!

ตายแล้วจริงๆ ตายทางเกียรติยศ ตายทางความเชื่อถือ ตายจากความเป็นคน เหลือแต่ความเป็นรัฐบาลอสุรกาย กะล่อนปล้อนปลิ้นกินประเทศไปวันๆ เพราะตั้งแต่ตัวนายกฯ เรื่อยลงไปถึงรัฐมนตรี น้อยคนที่จะไม่พูดจาโกหก หลอกลวงให้ผู้คนหลงเชื่อ

คนอื่นก็พอกล้ำกลืนฝืนทน แต่ลองระดับ "รัฐมนตรีคลัง" แถมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลโกหกเสียเอง และเมื่อตัวเลขจริงทางหน่วยงาน สศช.ปรากฏออกมา แทนที่จะละอาย ไม่ต้องถึงขนาด "ลาออก" อย่างนักการเมืองประเทศที่เจริญแล้วเขาทำหรอก

เอาแค่สำนึกผิด กล่าวคำขอโทษประชาชนก็ยังดี แต่นี่...กลับตรงกันข้าม ยืดคออวดซะอีกว่า...

"นี่คือ โกหกสีขาว!?"

คนอย่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจไม่สำนึก คิดว่าเรื่องเล็กน้อย แค่ปั้นตัวเลขส่งออกสูงๆ เพื่อให้ฟังดูดี นักลงทุนและใครต่อใครจะได้เชื่อถือ ถึงไม่จริง แต่แค่นี้มันจะเป็นไรไป.......

ก็ขนาดยิ่งกว่านี้ ตั้งเวทีพูดจาโกหก-หลอกลวง ปั่นหัวคนทั้งประเทศให้ตีกัน เอาน้ำมันใส่ขวดมาเผาบ้าน-เผาเมือง ปั่นมาตั้ง ๕-๖ ปี นั่นก็ทำกันมาแล้ว และนอกจากไม่เป็นไรแล้ว แถมยังได้ดิบ-ได้ดี มีเก้าอี้บ้านเมืองให้นั่งอีกตะหาก เห็นมั้ย!?

นี่...คนรัฐบาลนี้เขาอาจคิดกันอย่างนี้ หรือนายกิตติรัตน์เลียนแบบลูกพี่ ที่รอดคุกตะราง และไม่ต้องตกเก้าอี้นายกฯ จากคดีซุกหุ้นเมื่อปี ๒๕๔๔ ก็ด้วยประโยคว่า "บกพร่องโดยสุจริต" วันนี้ ลูกน้องเลยเอาบ้างเป็น "โกหกสีขาว"

และที่พูดว่า "เค้าอนุญาตให้ผมพูดไม่จริงได้ในบางเรื่อง" นั้น เค้า...ในที่นี้คือใคร?

หมา หรือ คน!?

พูดเฉพาะวงการเมืองมันแคบไป ครอบคลุมทั้งสังคมไทยขณะนี้เลยจะตรงตัวที่สุด ผมว่า ณ วันนี้ คนสังคมไทยตกเป็นทาสวัตถุ ตะกายอยู่ในวงจรเศรษฐกิจระบบทุน ต่างคนต่างแก่งแย่ง-แข่งขัน-ชิงดี เพียงเพื่อเอาตัวเองรอด เอาตัวเองสบาย โดยละทิ้ง หันหลังให้ "สังคมคุณธรรม-จริยธรรม" อันเป็นเครื่องหมายของ "มนุษย์" ไปหมดแล้ว!

จากรัฐบาล "โกงก็ไม่เป็นไร ถ้าโกงแล้วเอามาแบ่งกัน"

วันนี้..ก็มาถึงรัฐบาล "โกหกก็ได้ ถ้าโกหกแล้วคนเชื่อ!"

ยิ่งชี้ชัดว่า สังคมบ้านเมืองวันนี้ ตั้งแต่บนสุดระดับบริหาร ยันล่างสุดระดับรากหญ้า โยนทิ้งด้วยไม่ให้คุณค่ากับคำว่า "จริยธรรม" กันแล้ว นอกจากเงินและวัตถุด้วยนโยบาย "ประชานิยม"

น่าห่วง และน่าวิตกมากอยู่ในการ "กอบกู้" เพื่ออนาคตข้างหน้า เพราะมันต้องกินเวลา และเปลืองแรงกาย-แรงใจเอาการ ลองประชาชนยอมรับได้กับการโกงของรัฐบาล และยอมรับได้กับการโกหกของรัฐบาล ถ้าเปรียบเป็นอาการไข้ ๕๐-๕๐ ยังหวังไม่ได้เลย...แบบนี้!

ถึงจะเป็น "ค่านิยม" ในเฉพาะหมู่ชนที่บ้านเมืองตัวเองยังเผาได้ แต่ในสังคมไทยและสังคมโลกที่เข้าถึงภาวะมนุษย์แล้ว คือความเป็นผู้มีใจฝึกแล้วประเสริฐแล้ว เขายอมรับอย่างนั้นไม่ได้ก็จริง

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วช้ามันได้หยั่งลงพื้นพสุธาเสียแล้ว ก็ย่อมแพร่พันธุ์ให้เป็น "ภาระสังคมรวม" แก้ไขได้ยากอยู่!

ผมว่า รัฐบาลนี้ จะเรียกว่ารัฐบาลเพื่อไทย หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ตามแต่ มันกำลังเดินสู่หลุมฝังศพแล้ว ลองตัวรัฐมนตรีคลังพูด "โกหกเป็นทางการ" ต่อหน้านักลงทุนไทย-เทศ กลางงานที่เรียกว่า "ยิ่งลักษณ์กับอนาคตเศรษฐกิจไทย" ก็อยากถามว่า ต่อจากนี้........

รัฐบาล ไม่ว่านายกฯ หรือรัฐมนตรีคนไหน ไปพูดจา ไปตกลงสัญญิง-สัญญากับใครที่ไหน ไม่ว่าระดับไหนๆ ในสังคมโลกใบนี้ ใครเขาจะเชื่อถือ?

คำว่าเครดิตเข้าใจใช่มั้ย อย่างกระดาษที่เรียกว่าธนบัตร เอาไปแลกข้าวกินได้ ใช่ว่าเขาเชื่อถือค่าในกระดาษ หากแต่เขาเชื่อถือค่าจากคำที่พิมพ์ไว้ว่า "เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" ตะหาก และนั่นคือเครดิต

แต่ลอง "รัฐมนตรีคลัง" เป็นจอมโกหก ถูกจับได้ ยอมรับสารภาพด้วย "จำนนต่อหลักฐาน" คือตัวเลขเศรษฐกิจที่รู้แต่แรกว่า ยังไงๆ มันไม่โตแน่ แต่กลับหลอกให้คนหลงเชื่อว่าจะโต ๑๕% ต่อไปนี้นายกิตติรัตน์พูดอะไร เอาตัวเลขไหนมาอ้างเอ่ย ถึงจะจริง

อย่าว่าแต่คนเลยครับ หมา-แมวมันยังไม่เชื่อเลย!

คำว่า "ผิดพลาดจากประมาณการ" อย่างนั้นเป็นที่เข้าใจได้ และยอมรับในทางสากลได้ เพราะนั่นไม่ใช่การโกหก หากแต่เป็นความคลาดเคลื่อนจาก "ปัจจัยแปร" อันยากที่ใครจะคาดคำนวณล่วงหน้าได้ เช่นจากภัยธรรมชาติ หรือปัจจัยภายนอก

แต่ตัวเลขส่งออก ๑๕% ที่นายกิตติรัตน์พูดก่อนหน้านี้ และเอาเข้าจริงมันได้แค่ครึ่งเดียว นั่นไม่ใช่ตัวเลขผิดพลาดนอกเหนือการคาดการณ์ หากแต่รู้อยู่กับใจแต่แรกแล้ว แต่จงใจโกหก เจตนา "ปั้นตัวเลขเท็จ" ขึ้นมา ด้วยหวังหลอกให้นักลงทุนเชื่อมั่น เชื่อถือในฝีมือรัฐบาลบริหาร

ผมไม่ได้กล่าวหา แต่นายกิตติรัตน์ยอมรับเองว่าจริงอย่างนั้น ดังประโยคที่ผมยกมาบันทึกไว้เป็นเกียรติข้างต้น เป็นท่านที่ ๒ ต่อจาก "นายธาริต เพ็งดิษฐ์" ที่พูดถึงความเป็นกลางของข้าราชการในวันก่อน

จากประโยคข้างบน มันชัดอยู่แล้วว่า นายกิตติรัตน์ในฐานะผู้คุมเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลัง รู้แต่แรกว่ายังไงๆ การส่งออกปีนี้ "ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลก" ไทยส่งออกไม่ถึง ๑๕% ลดน้อยลงกว่าปีก่อนๆด้วยซ้ำ แทนที่จะส่งสัญญาณให้นักลงทุน และประชาชนได้รู้ "สถานการณ์จริง" เพื่อปรับตัว-ปรับทิศทางในการลงทุน และการดำเนินชีวิต กลับจงใจปั้นตัวเลข ส่งสัญญาณเศรษฐกิจที่ผิดๆ หวังให้นักลงทุน "หลงเชื่อ"!

การลงทุนทางการค้า ข้อมูล-ตัวเลขผิดพลาดนิดเดียว จะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปด้วย และนั่นคือความพินาศในธุรกิจระบบทุน

ต้นทุนทางธุรกิจ คือการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ

ส่วนต้นทุนทางการเมือง คือเครดิตในคุณภาพคน

เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจด้วยตัวเลขโกหก แน่นอนว่า ในทางธุรกิจการค้า ผู้ประกอบการมีความเสียหายแน่

แต่ที่แน่ๆ รัฐบาล...โดยเฉพาะตัวนายกิตติรัตน์ สิ่งที่เหลือน้อยเต็มที "เครดิต" คือคุณภาพคน

วันนี้...มัน "ไม่เหลือ" แล้ว!

อย่างนายณัฐวุฒินั่นเหมือนกัน ผมฟังมาหลายวันแล้วเรื่องแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ทำโม้ว่าไปคุย ไปหารือทำความตกลงร่วมกับมาเลย์-อินโดฯ ทำนองจะทำเป็น "โอเปกยาง" อะไรทำนองนั้น คุยถึงมาตรการ ๓ ข้อ ที่เกรียวกราวกันมากก็ที่ว่า จะลดพื้นที่ยางด้วยการโค่นยางเก่าเป็นแสนๆ ต้น นั้น

ผมฟังแล้วอยากจะขำ แต่มันสังเวชจนขำไม่ออก นี่..จะบอกให้คุณณัฐวุฒิ อย่าเที่ยวไปพูด-ไปชวนอะไรเรื่องค้ายางร่วมกับมาเลย์-อินโดฯ เขาเชียว จะถูกตอกหน้ากลับมาอายเขาเปล่าๆ แต่ถ้าคิดว่า "หน้ากูหนา" นั่นก็แล้วไป

จำไม่ได้หรือ สมัยทักษิณเป็นนายกฯ ใหม่ๆ ปี ๒๕๔๕ ท่านรองนายกฯ "พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์" ได้ไปเจรจา ทำความตกลงกับมาเลย์-อินโดฯ ทำตลาดยางร่วมกัน ด้วยมาตรการ ๓ ข้อนั่นแหละ ประเทศผู้ผลิตจะสามารถกำหนดราคาขายยางได้เองเหมือนน้ำมัน

ท่านรองนายกฯ พิทักษ์ไปเจรจากับท่านนายกฯ มหาเธร์ กับนางเมกาวาตี ประธานาธิบดีอินโดฯ ก็เป็นที่ตกลง ทำพิธีลงสัญญากันเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ไทย-มาเลย์-อินโดฯ จับมือทำตลาดยางร่วมกัน ไม่ค้าขายแข่งกัน ทักษิณไปจับมือจับไม้กับมหาเธร์และนางเมกาวาตี เซ็นสัญญากันเป็นหลักฐาน

แล้วเป็นไง..........!

เซ็นสัญญาเสร็จปุ๊บ กลับมาไม่กี่วันปั๊บ ทักษิณส่งซิกให้ "รัฐมนตรีไอ้ก้านยาว" ขนยางในสต็อกเทขายให้สิงคโปร์ ๑.๓ แสนตัน ฟันกำไรเป็นพันล้าน สบายไปฝ่ายเดียว!

เนี่ย..เครดิตไทยมันหมดไปแต่ครั้งนั้นแล้ว ทักษิณน่ะไม่เสียคนหรอก แต่เสียหมาไปเลยด้านเครดิตกับอินโดฯ-มาเลย์ ทำเอาคนไปเจรจาคือท่านรองนายกฯ พิทักษ์กลายเป็นหนังหน้าไฟ เท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่าจากนั้น... ท่านก็ตัดสินใจเซย์ กู๊ดบาย ในการทำงานกับรัฐบาลทักษิณ

กรวดน้ำคว่ำขันกัน จนกระทั่งทุกวันนี้!

ฉะนั้น คุณณัฐวุฒิอย่าไปลอก "ข้อตกลงเก่า" ที่รองนายกฯ พิทักษ์ทำไว้ครั้งนั้นมาเที่ยว "โกหกสีขาว-สีแดง" ว่าเป็นผลิตผลจากมันสมองตัวเองเพื่อการแก้ปัญหาราคายางเลย และก็ไม่ต้องไปชวนมาเลย์-อินโดฯ เขา เพราะพ่อทักษิณของคุณไปทำเขาเจ็บแสบ ชนิดตายก็ยังไม่ลืม

อ้อ...อีกอย่างที่จะบอก หลบๆ เลี่ยงๆ คำถามฝ่ายค้านอยู่ในเมืองไทยนี่แหละ ศาลท่านเพิ่มเงื่อนไขประกัน "ห้ามออกนอกประเทศ" มิใช่หรือ ขืนทะเล่อ-ทะล่าไปมาเลย์-อินโดฯ เดี๋ยวก็ได้ไปร้องคาราโอเกะอยู่ในห้องขังกะท่านเจ๋ง ดอกกกกจิก หรอก!