บทความ

เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา : ฟังเสียงจากใจ

วันนี้เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยปราศจากการขอคำปรึกษา หรือการแสวงหาแรงบันดาลใจจากผู้อื่น เป็นครั้งแรกที่รับฟัง และศิโรราบต่อเสียงเรียกร้องภายในของตัวเองอย่างแท้จริง

วันนี้เป็นวันที่ได้เดินออกมาจากองค์กรที่สร้างขึ้นมากับมือ

เป็นองค์กรเล็กที่เราช่วยกันก่อร่างสร้างตัวมากับเพื่อนๆ ที่รวมความฝัน มิตรภาพ บ้านที่อบอุ่น และปลอดภัย ภารกิจอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่ายังรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เพราะมีปัญหา หรือเหนื่อยล้าจนไปต่อไม่ไหว แต่ ณ วันนี้ได้ยินเสียงใจตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า "หมดวาระของเธอแล้ว"

คนแต่ละคนจะมีแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป สำหรับเราแล้วแรงผลักนี้มาจากการทำเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก "ชีวิตที่ทำเพื่อผู้อื่น จึงจะเป็นชีวิตที่มีค่า" การเดินทางที่ผ่านมาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความหมาย ได้แรงบันดาลใจล้นเหลือในการทำงานเพื่อรับใช้สังคม ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และอิ่มเอมกับผลตอบแทนที่ได้ คือ การมีคุณค่าพอที่จะได้รับความรัก

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเผลอไป มันก็เป็นการผูกติดคุณค่าของตัวเราไว้กับความพอใจของคนอื่น หลงลืมไปว่าตัวเราก็มีคุณค่าได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน รับรู้และตอบสนองความต้องการของผู้อื่น จนละเลยที่จะฟังเสียงของตัวเอง

การจะเป็นผู้ให้ หรือผู้รับใช้ที่ดี ผู้ให้จึงน่าจะรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งก่อน เพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพที่สูงสุดของตัวเองออกมาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริงได้ การให้อย่างหลงลืมตัว จะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ

วันนี้จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อจะเข้าไปรู้จักตัวเองมากขึ้น การเดินออกมา ไม่ได้เป็นการละทิ้งตัวตนที่เราเป็นอยู่ ตัวตน ความคิด ความสามารถต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่การเดินทางเป็นการเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ให้เราได้ทดลองเรียนรู้ศักยภาพในด้านอื่นๆ ของตัวเอง ที่เราไม่เคยได้รู้ว่ามีอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวเราเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ความคุ้นชิน และประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่เดิม เมื่อยึดติดมากเกินไป ก็กลายเป็นสิ่งปิดกั้นให้เราเชื่อไปว่าเราไม่สามารถทำสิ่งอื่นๆ ได้

การฟังเสียงตัวเอง ต้องใช้ความสงบนิ่ง ตัดสินใจเดินไปตามทางนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เพราะจะไม่มีใครรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้นได้ นอกจากตัวเราเอง

ความกลัวมากมายกำลังโถมเข้ามาสู่ตัวเรา กลัวการตัดสินจากคนรอบข้าง กลัวคุณค่าในตัวเราที่คนอื่นเคยเห็นจะเปลี่ยนแปลง กลัวความรักที่ได้จะหายไป

ทั้งตัวเราและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ตัวเรา ณ ชั่วขณะนี้มีอยู่เพียงตอนนี้ ตัวเราในอีกช่วงขณะหนึ่งก็คืออีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งคนเดิมและคนใหม่ สิ่งเดียวที่แน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน การยึดติดต่อสิ่งที่เราเคยมี เคยเป็น และอยากให้คงอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เป็นทุกข์ และความทุกข์นั้นก็เป็นตัวเรา เมื่อเรารับรู้การมีอยู่ของเขา โอบอุ้มเขา เขาก็จะไม่ทำร้ายเราได้

.......

น่าตื่นเต้นที่เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะออกเดินทางค้นหาตัวตนอื่นๆ ของตัวเอง หนทางมากมายตามที่ใจร้องขอ ก็เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์

เคยคิดว่าเป็นคนที่ไม่มีทักษะด้านศิลปะ จึงอยากค้นหาตัวตนนี้ ก็มีเพื่อนมาชวนทำงานเกี่ยวกับการใช้กระบวนการศิลปะกับจิตตปัญญา

เมื่อปีที่แล้วได้ไปร่วมกระบวนการ eco-quest หรือนิเวศน์ภาวนา ครั้งนั้นได้ตั้งคำถามไปว่า "ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร" คำตอบที่ได้ในตอนนั้น คือ "การเรียนรู้เรื่องราวจากชีวิตของผู้คนแล้วนำมาบอกเล่า" เชื่อ แต่ไม่ได้เดินตาม ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่เพราะความไม่เคย วันนี้จึงอยากลองทำงานเขียน โอกาสมากมายก็มาถึงในทันที ตั้งแต่การเขียนบทความนี้ งานถอดบทเรียนที่ต้องการคนทำ พี่สาวนักเขียนที่อยากขอติดตามไปก็โทรมาพูดคุยทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบปี

อีกเรื่องที่ใจร้องขอ คือการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นผู้ชายคงได้ออกบวช แต่เมื่อเป็นผู้หญิงคงต้องหาวิธีอื่น ก็มีคุณอาที่นับถือและไม่ได้ติดต่อกันมานานส่งหนังสือมาให้ ชื่อ "วารสารธรรมมาตา" โดยธรรมาศรมธรรมมาตา สถานปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิง

อยากได้ใคร่ครวญถึงการเดินทางที่ผ่านมาและกำลังจะเดินต่อไป ก็มีการอบรม Life & Spiritual Dialogue ที่ได้รับเชิญไปเข้าร่วมที่เชียงราย เริ่มต้นพรุ่งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ลงตัวที่สุดพอดี

และสุดท้าย สถานที่ๆ อยากไปมานานคือ อินเดีย ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ ความทุกข์ และนวัตกรรมมากมายในการหาทางพ้นทุกข์ น้องชายที่เรียนอยู่ที่นั่นก็ชวนให้ทั้งครอบครัวเราไปเที่ยว ในช่วงเวลานี้ พอดีที่สุดอีกเช่นกัน

ความบังเอิญนี้น่าประหลาด เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกที่ มันคือมนต์วิเศษที่เกิดจากพลังของเสียงจากใจเราเอง