ปฏิทิน ไทยใหม่ ๒๕๖๓

ไทยใหม่

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันในเวลานี้ว่า “ประชาธิปไตย”

แม้คณะราษฎรจะมีบทบาททางการเมืองในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 15 ปี (พ.ศ. 2475-2490) ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกลดบทบาททางการเมืองลงหลังการรัฐประหาร 2490  แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็นับเป็นปรากฏการณ์ของ “ไทยใหม่” ที่น่าสนใจ

ช่วงเวลาแห่งยุคคณะราษฎร นำมาซึ่งงานสถาปัตยกรรม ผลงานศิลปะ และวัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวัน ที่สร้างขึ้นทั้งโดยภาครัฐและเอกชน โดยมีรูปแบบเฉพาะอันเชื่อมโยงเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร จนอาจนิยามรูปแบบดังกล่าวได้ว่าเป็น “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ซึ่งสอดแทรกความหมายนัยทางการเมืองไว้ด้วยเสมอ ตั้งแต่ “พานรัฐธรรมนูญ” ที่สะท้อนแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม  การออกแบบที่สัมพันธ์กับเลข 6 ที่สื่อถึง “หลัก 6 ประการ” ของคณะราษฎร อันประกอบด้วย เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา

นอกจากนี้ ยุคสมัยของคณะราษฎรยังนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางความคิด วัฒนธรรม และนวัตกรรมของสังคม เช่น การสร้างอนุสาวรีย์ของสามัญชนเป็นครั้งแรก การเปิดสวนสัตว์สาธารณะสำหรับราษฎร การจัดงานรื่นเริงเฉลิมฉลองเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของภาครัฐ เป็นต้นว่า งานฉลองรัฐธรรมนูญ รวมถึงการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ สนามมวยที่ได้มาตรฐานสากล และการสร้างเมรุเผาศพแบบสมัยใหม่แทนการใช้เชิงตะกอนในอดีต

ในยุคสมัยนี้ ไม่เพียงแต่เป็นครั้งแรกที่มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ดังมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานคร และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยประจำจังหวัดต่างๆ เป็นพยาน  ยังเป็นครั้งแรกที่ประเทศของเราได้รับเอกราชสมบูรณ์ สามารถยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจนสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาขึ้นมาเป็นที่ระลึก

และยังเป็นยุคสมัยที่เกิดนโยบายสร้างชาติทางวัฒนธรรม ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของระบอบใหม่ ดังที่ พล นิกร กิมหงวน ของ ป. อินทรปาลิต และ แลไปข้างหน้า ของ ศรีบูรพา ได้สะท้อนผ่านงานวรรณกรรมไว้ได้อย่างน่าอ่าน

ทั้งหมดนี้ คือความเปลี่ยนแปลงจากยุค “สยามเก่า” สู่ “ไทยใหม่” ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อยู่ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี 2475 เวลานั้นท่านเพิ่ง “แตกเนื้อหนุ่ม” ยังไม่เดียงสาในทางการเมือง เป็นแต่พวก “ไทยมุง” คนหนึ่ง ต่อมาภายหลังท่านก็เลิกเป็นไทยมุง และให้ข้อคิดว่า “ถ้ารักจะให้ดุลแห่งชีวิตของประชาชาติไทย เคลื่อนสูงขึ้นไปโดยไม่ทิ้งเสถียรภาพ ไม่มีทางอื่น ต้องร่วมกันมากๆ เลิกลัทธิไทยมุง ไทยบ่น ไทยมุงบ่นเสีย ชวนกันย้ายสังกัดเป็นไทยสน ไทยร่วม ไทยเรียกร้อง แล้วไทยจะเจริญ

ปฏิทินป๋วย ไทยใหม่ ฉบับนี้ นับเป็นการจัดทำ “ปฏิทินป๋วย” เป็นปีที่ 8 เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอด ความคิดและอุดมคติของอาจารย์ป๋วยที่ปรารถนาให้มนุษย์มีพร้อมทั้งความจริง ความงาม และความดี  และที่จะเห็นสังคมที่มี “สันติประชาธรรม” นั่นเอง

 

  1. อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ภายหลังเหตุการณ์ปราบ “กบฏบวรเดช” ในปี พ.ศ. 2476 ไม่นานได้มีการริเริ่มโครงการก่อสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน และอีกประการคือเพื่อลบภาพพจน์ที่ไม่ดีของเมือง “โคราช” ในขณะนั้นที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญหนึ่งของกบฏบวรเดช ผ่านการสร้างอนุสาวรีย์ของคนโคราชที่รักชาติบ้านเมือง (มิใช่กบฏ) ขึ้น  อนุสาวรีย์ท้าวสุนารีออกแบบและทำการปั้นโดย ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ข้าราชการกรมศิลปากร ชาวอิตาลี  โดยเป็นอนุสาวรีย์ที่หล่อขึ้นด้วยทองแดงรมดำ ความสูง 1.85 เมตร แต่งกายด้วยชุดไทยประกอบเครื่องยศพระราชทาน มือขวากุมดาบ มือซ้ายเท้าสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร  

อนุสาวรีย์ก่อสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477  อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความสำคัญมากอีกประการคือ เป็นอนุสาวรีย์สามัญชนคนแรกที่ถูกสร้างขึ้น เพราะตามธรรมเนียมเดิมของการสร้างอนุสาวรีย์นั้นจะสร้างให้กับกษัตริย์หรือเทพเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น ซึ่งการเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์นี้สอดคล้องเป็นอย่างดีกับนโยบายของคณะราษฎรที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของคนธรรมดาสามัญในฐานะผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ชาติในระดับที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบูรพกษัตริย์พระองค์ต่างๆ ในอดีต

 

  

  1. กลุ่มอาคารศาลฎีกา

กลุ่มอาคารชุดนี้เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2482 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการระลึกถึงเหตุการณ์ที่ประเทศไทยได้รับ “เอกราชทางการศาล” กลับคืนมาใน พ.ศ. 2481 นับจากที่ต้องสูญเสียไปตั้งแต่ทำสนธิสัญญาเบาริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ สิ่งนี้คือเครื่องหมายว่าสยามสูญเสียอำนาจอธิปไตยไปส่วนหนึ่ง และเป็นประเทศที่ไม่มีเอกราชสมบูรณ์  ดังนั้น เมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติ จึงระบุเรื่องเอกราชเอาไว้เป็นหลักข้อที่ 1 ของหลักหกประการ และเมื่อทำการแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆ จนได้รับเอกราชทางการศาล จึงเฉลิมฉลองด้วยการสร้างอาคารกลุ่มนี้ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ที่ทำการศาลยุติธรรม ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

กลุ่มอาคารชุดนี้ออกแบบโดย พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) ข้าราชการกรมศิลปากร รูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยด้านหน้าของที่ทำการศาลยุติธรรมออกแบบให้มีเสา 6 ต้นเพื่อสื่อถึงหลักหกประการ  ความสำคัญของตึกหลังนี้สูญหายไปหลังคณะราษฎรหมดอำนาจ และเริ่มมีแนวคิดรื้ออาคารมาโดยตลอดเพื่อสร้างศาลฎีกาใหม่ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ซึ่งความตั้งใจดังกล่าวมาสำเร็จในปี พ.ศ. 2556 โดยกลุ่มอาคารศาลฎีกาทั้งหมดถูกรื้อถอนลงเหลือไว้เพียงส่วนด้านหน้าของที่ทำการศาลยุติธรรมหลังเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

 

  1. สวนสัตว์

“สวนสัตววิทยา” (zoological garden) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สวนสัตว์” (zoo) ในยุโรปและอเมริกา ปรากฏขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้อิทธิพลของความรู้ธรรมชาติวิทยาสมัยใหม่ที่ก่อตัวและขยายตัวขึ้นภายใต้ระบอบความรู้และการสะสมแบบอาณานิคม ในทำนองเดียวกันกับการเกิดขึ้นของสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สถาน หอสมุด และหอศิลป์ ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงสถานะจากคลังสะสมของชนชั้นสูงไปสู่สถาบันสาธารณะ  

สำหรับสังคมไทย สวนสัตว์สาธารณะแห่งแรกเปิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน “สวนดุสิต” หรือ “เขาดินวนา” (ซึ่งเป็นสวนพฤกษชาติส่วนพระองค์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 มาจัดตั้งเป็นสวนสาธารณะและสวนสัตว์เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน  หลังจากนั้นได้เปิดสวนสัตว์สาธารณะแห่งที่ 2 ขึ้นที่จังหวัดลพบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2483  สวนสัตว์สาธารณะจึงมีฐานะเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายสร้างความเป็นพลเมืองของชาติที่ทันสมัย

 

  

  1. อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัด

หลังจากที่ทำการ “ปฏิวัติ 2475” เป็นผลสำเร็จ คณะราษฎรได้ใช้เวลาราว 6 เดือนเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเมื่อทำการร่างสำเร็จรัฐบาลได้จัดให้มีพระราชพิธีและรัฐพิธีอย่างยิ่งใหญ่เพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ซึ่งตั้งอยู่บน “พานแว่นฟ้า” (พานที่ซ้อนกัน 2 ชั้น) แด่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ  จากนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎรยกรัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้านั้นมาตั้งอยู่ที่ปะรำหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งนักข่าวได้ถ่ายภาพพานรัฐธรรมนูญและนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ  และในเวลาไม่ช้า ภาพดังกล่าวก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย

หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดการสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัดขึ้นในหลายพื้นที่ ความแตกต่างของการออกแบบในแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับงบประมาณและแนวความคิดของแต่ละท้องถิ่น โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ สัญลักษณ์ “พานรัฐธรรมนูญ”  รองลงมาคือ สัญลักษณ์ “หลักหกประการ”  ซึ่งแต่ละพื้นที่จะแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างกันไป  เช่น จังหวัดร้อยเอ็ดออกแบบเป็นฐานหกเหลี่ยมรองรับพานรัฐธรรมนูญ  จังหวัดสมุทรสงครามสร้างเสาหกต้นล้อมรอบพานรัฐธรรมนูญ เป็นต้น  จากงานศึกษาของศรัญญู เทพสงเคราะห์ พบว่า “อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญประจำจังหวัดมหาสารคาม” สร้างขึ้นเป็นแห่งแรก ในปี พ.ศ. 2477

 

  

  1. สนามศุภชลาศัย และ เวทีมวยราชดำเนิน

ยุคคณะราษฎรเป็นยุคสมัยที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายทางด้านกีฬาแก่พลเมืองเป็นอย่างมาก และหนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนคือ การสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่สำหรับพลเมืองไทยกระจายตัวในหลายแห่ง โดยแห่งที่สำคัญที่สุดคือ “สนามศุภชลาศัย” และ “สนามมวยราชดำเนิน”

สนามศุภชลาศัย เป็นสนามกีฬาแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย  โครงการออกแบบก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 โดยหลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษา ณ ขณะนั้น โดยได้มอบหมายให้ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ สถาปนิกกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบบนพื้นที่ที่เคยเป็น “วังประทุมวัน” (วังวินด์เซอร์) ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร  ตัวอาคารสนามกีฬามีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco ที่กำลังเป็นรูปแบบที่นิยม ณ ขณะนั้น  การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2484

ส่วน สนามมวยราชดำเนิน ก่อสร้างขึ้นตามดำริของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาคารมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เช่นเดียวกับสนามศุภชลาศัยโดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมาเสร็จสิ้นหลังสงครามในราวปี พ.ศ. 2488  สนามมวยราชดำเนินนั้นถือเป็นเวทีมวยระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของไทย

  

  1. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยออกแบบโดย ม.ล.ปุ่ม มาลากุล ส่วนประติมากรรมตกแต่งออกแบบโดย ศิลป์ พีระศรี  เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2482 แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 อนุสาวรีย์นี้ถูกสร้างเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวลของชาติ ถนนทุกสายจากกรุงเทพฯ จะนับเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์นี้

ที่สำคัญ องค์ประกอบทั้งหมดของอนุสาวรีย์จะสื่อความหมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทั้งสิ้น ตั้งแต่รัศมีของอนุสาวรีย์และความสูงของปีกทั้งสี่ด้านที่สูง 24 เมตร (สื่อถึงวันที่ในการทำปฏิวัติ), โดยรอบฝังปืนใหญ่ 75 กระบอก (สื่อถึง พ.ศ. 2475), ป้อมกลางอนุสาวรีย์มีประตู 6 บานและลวดลายพระขรรค์ 6 เล่มอยู่ที่กลางประตูแต่ละบาน (สื่อถึงหลักหกประการ), ลวดลายเหนือประตูคือ “อรุณเทพบุตร” สื่อถึงแสงสว่างเมื่อแรกขึ้นที่เปรียบเปรยมาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งแรกมีในประเทศ, พานรัฐธรรมนูญสูง 3 เมตร หมายถึงเดือน 3 คือเดือนมิถุนายน (ในเวลานั้น ปีใหม่คือเดือนเมษายน) และประติมากรรมนูนต่ำรอบฐานอนุสาวรีย์ทำเป็นเรื่องราวประวัติของคณะราษฎรที่นำพาประเทศสู่ประชาธิปไตยและความเจริญ

 

  

  1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยก่อตั้งในชื่อ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (The University of Moral and Political Sciences)  มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)  เนื่องด้วยในขณะนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของประเทศ  หลังการ “ปฏิวัติ 2475” จำเป็นต้องสร้างสถาบันการศึกษาแบบใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นสูง อันสอดคล้องไปกับ “หลักหกประการ” ในประกาศคณะราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย การปกครอง และสังคม เพื่อที่จะรองรับระบอบการปกครองที่เปลี่ยนไป  มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองถือว่าเป็นตลาดวิชาและเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย กล่าวได้ว่า การมีกำเนิดจากคณะราษฎรนับว่ามีส่วนสำคัญให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นทั้งสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและมีส่วนในการขับเคลื่อนทางการเมืองในสังคมไทย ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของสถานที่หลักในการชุมนุมทางการเมืองในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว มหาวิทยาลัยศิลปากรถือเป็นอีกแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นเริ่มมาจากการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมใน พ.ศ. 2476 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมที่ตอบสนองงานรัฐบาล หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2486 จึงยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” ในขณะนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยทางศิลปะสมัยใหม่แห่งแรกของประเทศไทย โดยมีศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ร่างหลักสูตรศิลปะตามหลักวิชา (academic art) ทั้งนี้ ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรมศิลปากร (ก่อตั้ง พ.ศ. 2476) ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ การเรียนการสอนศิลปะในระยะเริ่มต้นนี้จึงเป็นการสร้างบุคลากรในการสร้างอนุสาวรีย์และงานศิลปกรรมต่างๆ ของรัฐ  ลักษณะความสัมพันธ์อันใกล้ชิดส่งผลให้มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงทำงานอย่างสัมพันธ์กับรัฐอย่างต่อเนื่องแม้จะสิ้นสุดยุคอุดมการณ์แบบคณะราษฎรแล้วก็ตาม

 

  

  1. วัดประชาธิปไตย

วัดประชาธิปไตยสร้างขึ้นในบริเวณ “ทุ่งบางเขน” สมรภูมิในการปราบ “กบฏบวรเดช” เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยใน พ.ศ. 2483 รัฐบาลคณะราษฎรได้มีแนวคิดที่จะสร้างวัดขึ้นในบริเวณนี้ โดยต้องการให้เป็นวัดอนุสรณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดประชาธิปไตย” (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีมหาธาตุ”) แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2485 โดยมี พระยาพหลพลพยุหเสนา มาบวชที่วัดแห่งนี้เป็นพระรูปแรก  ความสำคัญของวัดนี้อีกประการคือ คณะราษฎรต้องการที่จะสร้างให้เป็นวัดต้นแบบในการรวม “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว  แต่หลัง “รัฐประหาร 2490” หมดยุคคณะราษฎร วัดแห่งนี้ก็ไม่สามารถรวมนิกายได้และกลายเป็นวัดธรรมยุติกนิกายในปัจจุบัน

พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถออกแบบด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดแบบวิหาร Panthéon ประเทศฝรั่งเศส  ภายในเจดีย์ยังเป็นที่บรรจุอัฐิของกลุ่มสมาชิกคณะราษฎรเกือบทุกคน  รูปแบบเจดีย์เป็นทรงระฆังกลมโดยตัดลวดลายทางสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีออกไปทั้งหมด บัวกลุ่มยอดเจดีย์ทำเป็น 6 ชั้นที่น่าจะสื่อความหมายถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร

 

 

  1. เมรุวัดไตรมิตร

เมรุวัดไตรมิตร ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร สถาปนิกกรมศิลปากร แล้วเสร็จในราวกลางทศวรรษที่ 2480 ถือว่าเป็นเมรุเผาศพแบบสมัยใหม่ของสามัญชนแห่งแรก  โดยก่อนหน้านี้หากคนธรรมดาตาย จะต้องทำการเผาศพบน “เชิงตะกอน” ที่มิได้มีอะไรมาบดบังสายตาจากภาพอันน่าสังเวชดังกล่าว แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองบนฐานคิดที่ให้ความสำคัญกับพลเมืองมากขึ้น ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางด้านสุขอนามัยสมัยใหม่ รัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรออกแบบเมรุสำหรับเผาศพสามัญชนขึ้นโดยมีวัดไตรมิตรเป็นต้นแบบ ตัวอาคารออกแบบขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ แผนผังประกอบด้วยอาคาร 3 ส่วน คือ ส่วนโถงด้านหน้าที่ทำเป็นอาคารทรงเครื่องยอดมณฑป ส่วนอาคารเตาเผาสมัยใหม่ทางด้านหลัง และมุขหลังคาที่เชื่อมระหว่างอาคารทั้งสอง รูปแบบแผนผังดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากและกลายมาเป็นแบบแผนให้แก่การสร้างเมรุเผาศพต่อมาจนถึงปัจจุบัน  

น่าเสียดายที่ใน พ.ศ. 2550 เมรุหลังนี้ได้ถูกรื้อลงและถูกแทนที่ด้วยพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำแทน

 

  

  1. อนุสาวรีย์ปราบกบฏ

อนุสาวรีย์ปราบกบฏ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่ทหารและตำรวจ 17 นาย ที่เสียชีวิตลงในเหตุการณ์ปราบ “กบฏบวรเดช” เมื่อ พ.ศ. 2476 ณ ตำแหน่งที่เป็นสมรภูมิสำคัญในคราวปราบกบฏครั้งนั้น ภายในบรรจุอัฐิของทหารตำรวจทั้ง 17 นาย ออกแบบโดยหลวงนฤมิตรเลขการ แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479  ตัวอนุสาวรีย์ออกแบบเป็นเสาเทินพานรัฐธรรมนูญ ผนังทั้ง 4 ด้านออกแบบเป็นเรื่องราวที่ต่างกัน โดยผนังทิศตะวันตกจารึกชื่อทหารตำรวจที่เสียชีวิต ทิศตะวันออกเป็นประติมากรรมนูนต่ำรูปครอบครัวชาวนาซึ่งถือว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกที่แสดงเรื่องราวสามัญชนในลักษณะที่เป็นองค์ประกอบเด่นของอนุสาวรีย์ ทิศเหนือเป็นรูปธรรมจักร และทิศใต้เป็นจารึกโคลง “สยามานุสสติ”  

ในยุคคณะราษฎรนั้น ทุกวันที่ 14 ตุลาคม จะมีรัฐพิธีเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ภายหลังยุคคณะราษฎร อนุสาวรีย์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “อนุสาวรีย์หลักสี่” และเริ่มลดบทบาทลง  อย่างไรก็ตาม หลังการชุมนุมใหญ่ของ “กลุ่ม นปช.” (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ใน พ.ศ. 2553 อนุสาวรีย์เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์การเมืองร่วมสมัยอีกครั้ง  จนในที่สุดอนุสาวรีย์ได้ถูกย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมในปี พ.ศ. 2559 และถูกรื้อย้ายสูญหายไปในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าอนุสาวรีย์นี้ถูกย้ายไปไว้ ณ ที่แห่งใด

 

  

  1. รัฐธรรมนูญในศาสนสถาน

ในช่วง 15 ปีที่คณะราษฎรมีบทบาทนำทางการเมือง “พานรัฐธรรมนูญ” ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการสื่อสารความหมายของการเป็นยุคสมัยใหม่ของประเทศที่ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย สัญลักษณ์ดังกล่าวมิได้ถูกนำไปใช้เพียงแค่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้น ในระดับมวลชนคนทั่วไปและแม้แต่คณะสงฆ์ในหลายพื้นที่ต่างก็รับเอาสัญลักษณ์นี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ศาสนสถานหลายแห่งในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เริ่มปรับเปลี่ยนองค์ประกอบศิลปกรรมต่างในศาสนสถานจากลวดลายแบบจารีตประเพณีมาสู่ลวดลายพานรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นลายหน้าบัน ลายฝ้าเพดานโบสถ์ ลายประตูหน้าต่าง ลายตาลปัตร ลายพนักพิงธรรมาสน์ ฐานรองตาลปัตร ฯลฯ ลวดลายดังกล่าวนอกจากจะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ทางการเมืองของไทยแล้ว ยังเป็นวัตถุหลักฐานสำคัญที่ยันยันให้เห็นถึงความตื่นตัวและการรับรู้เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ลงลึกไปถึงระดับท้องถิ่นที่ห่างไกล มิใช่เพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจำกัดในหมู่ชนชั้นนำที่กรุงเทพฯ ตามความเข้าใจในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

 

 

  1. งานฉลองรัฐธรรมนูญ

งานวันรัฐธรรมนูญหรืองานฉลองรัฐธรรมนูญ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรทั่วไปรู้จักรัฐธรรมนูญและเข้าใจระบอบการปกครองใหม่ รวมถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร เริ่มจัดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2475 ถือว่าเป็นมหกรรมขนาดใหญ่ของประชาชนพลเมือง ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน จากการได้รับการสนับสนุนจากห้างร้าน การบริจาคสิ่งของ อาหารเครื่องดื่ม การแสดงมหรสพต่างๆ การจัดงานเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ เช่น สนามหลวง เขาดินวนา สนามเสือป่า วังสราญรมย์ ถนนราชดำเนิน  ส่วนในต่างจังหวัดก็มีการจัดงานที่ศาลาว่าการจังหวัดหรือสโมสรของจังหวัด ต่างประเทศก็จัดขึ้นในสถานทูต ภายในงานมีการประดับประดาด้วยสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ โดยมีการจัดวางให้รัฐธรรมนูญอยู่สูงสุดของยอดเสาหรืออาคารภายในเพื่อแสดงถึงความสำคัญสูงสุดของรัฐธรรมนูญ  มากไปกว่านั้น ยังมีมหรสพนานาประเภท และที่สำคัญคือ มีการจัดเวทีการประกวดอย่างหลากหลาย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร ทั้งการประกวดนางสาวสยาม ตลอดจนการประกวดอันเกี่ยวเนื่องกับศิลปวัฒนธรรม นับเป็นจุดเริ่มต้นการประกวดศิลปกรรมในโลกศิลปะไทย  อย่างไรก็ตาม ภายหลัง “รัฐประหาร 2490” การจัดงานถูกตัดขาดออกจากอุดมการณ์คณะราษฎร และใน พ.ศ. 2501 ก็ถูกยกเลิกไปหลังจากการรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

เครดิต

บรรณาธิการวิชาการ: ชาตรี ประกิตนนทการ

เรียบเรียงเนื้อหา: ชาตรี ประกิตนนทการ, กิตติมา จารีประสิทธิ์, กษมาพร แสงสุระธรรม, ณภัค เสรีรักษ์, ศรัญญู เทพสงเคราะห์

ขอขอบคุณ: Waiting You Curator Lab