หน้าแรก สินค้าน่าสนับสนุน หนังสือ กลลวง ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ
กลลวง ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 21 เมษายน 2010 เวลา 16:53 น.

กลลวง ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ
(Illusion?s Game: the life and teaching of Naropa)


เชอ เกียม ตรุงปะ บรรยาย / วิจักขณ์ พานิช แปล


ISBN 978-616-9005-49-0  
พิมพ์ครั้งที่ 1
ขนาด 11.5 x 18.5 ซม. ความหนา 256 หน้า
ราคาปก : 235 บาท  ราคาพิเศษ : 200 บาท

?เจ้าจะพบคุรุได้อย่างไร
หากในหลักธรรมแห่งมหากรุณา
เจ้าไม่ตีกะโหลกแห่งความยึดมั่นในอัตตาให้แตกสลาย
ด้วยไม้ตะพดแห่งสุญญตา
และอัตตาที่ไร้แก่นสาร?









คำนำ
โดย ประมวล เพ็งจันทร์


นาโรปะ
เชอเกียม ตรุงปะ
วิจักขณ์ พานิช

สามชื่อนี้ คือ บุคคลที่ผมระลึกถึง ด้วยความขอบพระคุณอย่างลึกซึ้ง ขณะที่นั่งลงเขียนคำนำนี้

ความรู้สึกขอบพระคุณอย่างลึกซึ้ง เกิดขึ้นในใจเมื่อได้อ่านต้นฉบับ ?งวลล กลลวง: ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ? อันเป็นบทบรรยายในการสัมมนา ?ชีวิตของนาโรปะ? โดยท่านเชอเกียม ตรุงปะ ซึ่งวิจักขณ์ พานิช ได้แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ชื่อ Illusion?s Game

?นาโรปะ? เป็นชื่อของมหาสิทธาชาวอินเดียที่ได้พลิกเปลี่ยนชีวิตจากพระภิกษุผู้ทรงความ รู้ทางพระพุทธศาสนาแห่งนาลันทามหาวิหาร ไปเป็นโยคีแสวงหาครูเพื่อการรู้แจ้ง และเมื่อได้พบครู คือท่านตีโลปะ จนรู้แจ้งธรรมแล้ว ท่านนาโรปะก็ได้เป็นมหาสิทธาผู้สืบสายธรรมต่อจากครูของเขา

ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านนาโรปะในธิเบตนั้น ถูกนับเนื่องเป็นหนึ่งในผู้สืบสายธรรมแห่งวัชรยาน นิกายคากิว ที่มีท่านตีโลปะเป็นบรมครู ต่อจากนั้นก็มีท่านนาโรปะ ท่านมาร์ปะ ท่านมิลาเรปะ ท่านกัมโปปะ เนื่องมาเป็นอาทิ

แต่ถ้าหากจะกล่าวโดยชื่อเสียงเกียรติคุณแล้ว ท่านนาโรปะมิได้ถูกรู้จักยกย่องเชิดชู เพราะเป็นศิษย์ของท่านตีโลปะเท่านั้น หากแต่เป็นผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรขจายไปอย่างกว้างขวางอยู่ก่อนแล้ว ในฐานะของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาแห่งนาลันทามหาวิหาร ก่อนจะออกมาเป็นโยคีผู้แสวงหาครูนั้น ท่านนาโรปะดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีของนาลันทามหาวิหาร เมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของอินเดีย หากกล่าวโดยภาษาปัจจุบันร่วมสมัย นาลันทามหาวิหารก็คือมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของ อินเดีย ความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทานั้น มิใช่เพียงแค่ในภาคพื้นอนุทวีปแห่งอินเดียเท่านั้น หากแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ของภาคพื้นเอเชียในยุคสมัยนั้นด้วย

ในหมู่นักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ไม่มีใครที่จะเคลือบแคลงสงสัยต่อความรู้ทางพระพุทธศาสนาของท่านนาโรปะ ดังหลักฐานที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของนาลันทามหาวิหาร ซึ่งตามจารีตของเมืองมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พระภิกษุผู้จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่อง ยอมรับ ทั้งจากหมู่คณาจารย์ และผู้รู้ทั่วไปอย่างปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัย ดังนั้นการที่ท่านนาโรปะได้ดำรงตำแหน่งนี้ ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ ได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้จะไม่มีใครสงสัยเคลือบแคลงในความรู้ทางพุทธศาสนาของท่านนาโรปะ แต่ตัวท่านเองกลับรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ ดังเรื่องราวที่บอกเล่าว่า วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังทบทวนความรู้ต่างๆที่มีอยู่นั้น ได้มีภาพเงาของสตรีชราหน้าตาอัปลักษณ์มาทอดทับตัวท่าน และได้ทำให้ท่านตระหนักรู้ว่า ความรู้ทางธรรมอันเกิดแต่ความจำและความคิดหาใช่ความรู้แจ้งธรรมที่แท้จริง ไม่

ด้วยความตระหนักรู้นี้ ทำให้ท่านนาโรปะหันหลังให้สถาบันการศึกษาชั้นสูงแห่งพุทธศาสนา แล้วมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก เพื่อแสวงหาครู

ประสบการณ์อันเป็นบทเรียนในการแสวงหาครูเพื่อการรู้แจ้งธรรมของท่าน นาโรปะ ได้ถูกเล่าขาน และบันทึกไว้เป็นตำนานธรรมที่ลึกล้ำในเวลาต่อมา ครูผู้สอนธรรมรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้เอาตำนานธรรมของนาโรปะ มาเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดธรรมจากครูสู่ศิษย์

ในปี พ.ศ. 2515 ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ครูผู้สืบสายธรรมคากิวจากธิเบต คือ ท่านเชอเกียม ตรุงปะ ได้นำเอาตำนานธรรมบทนี้มาเล่าขานอีกครั้ง เพื่อให้ศิษย์ของท่านได้รับรู้

เชอเกียม ตรุงปะ เป็นชื่อของตุลกุ (ผู้กลับมาเกิดในร่างใหม่) ผู้สืบสายธรรมคากิว แห่งเซอร์มังลำดับที่ 11 ชีวิตของท่านตรุงปะองค์ที่ 11 นี้ เป็นชีวิตแห่งการแสดงธรรมต่อโลกในยุคสมัยของพวกเราโดยแท้

เชอเกียม ตรุงปะ เกิดในปี พ.ศ. 2483 ในครอบครัวชาวคัมโปที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในดินแดนทางภาคตะวันออกของธิเบต เมื่อมีอายุได้เพียง 13 เดือน ก็ได้ถูกระบุตัวว่าเป็นตุลกุของตรุงปะองค์ที่ 10 กลับมาเกิดใหม่ เพื่อสืบสายธรรมคากิวแห่งเซอร์มัง เป็นเวลานานถึง 5 เดือนที่เด็กน้อยซึ่งถูกระบุตัวว่าเป็นตุลกุ ต้องถูกนำไปพิสูจน์ ทดสอบ ตามจารีตแห่งอารามเซอร์มัง และในที่สุดเมื่อผ่านการทดสอบพิสูจน์ตามขั้นตอนต่างๆแล้ว เด็กน้อยแห่งครอบครัวคัมโปก็ได้รับการอภิเษกให้เป็นตรุงปะ ตุลกุ องค์ที่ 11 โดยมีองค์กรรมมาปะที่ 1๖ ประมุขแห่งสายคากิว เป็นประธานในพิธีอภิเษก

เด็กน้อยผู้เป็น ตรุงปะ ตุลกุ ได้อยู่กับมารดาจนถึงอายุ 5 ขวบ จึงได้ถูกนำตัวมาอยู่ภายในวัดอันเป็นอารามแห่งเซอร์มัง เพื่อรับการศึกษาอบรมตามจารีตของผู้ที่จะต้องทำหน้าที่สืบสายธรรมแห่งอาราม เซอร์มัง และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนเซอร์มัง

การถูกอภิเษกให้เป็นตรุงปะองค์ที่ 11 ทำให้เชอเกียม ตรุงปะ ได้ผ่านชีวิตวัยเยาว์มาโดยไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเด็กๆทั่วไป ความเป็นเด็กถูกยกเลิกไป ความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณถูกวางไว้บนความสำนึกรู้ตั้งแต่เยาว์วัย การศึกษาอบรมตามจารีตประเพณีอย่างเข้มงวด ทำให้ชีวิตของคน คนหนึ่ง เป็นชีวิตแห่งการเรียนรู้ บนเส้นทางธรรมโดยแท้

หากเป็นไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้โดยจารีต เชอเกียม ตรุงปะ ก็คงจะต้องทำหน้าที่สืบสายธรรมดังเช่น ตรุงปะองค์ก่อนๆ จวบจนสิ้นชีวิต แล้วก็กลับมาเกิดในร่างใหม่เป็นตรุงปะองค์ที่ 12 13 14 และต่อๆไป หากแต่สถานการณ์ของโลกที่แปรเปลี่ยน ทำให้เส้นทางชีวิตของตรุงปะองค์ที่ 11 ต้องพลิกเปลี่ยนไปอย่างสุดจะคาดเดาได้

พ.ศ. 2502 กองทัพจีนคอมมิวนิสต์ได้บุกเข้ายึดครองธิเบตเพื่อผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของ จีน องค์ทะไลลามะที่ 14 พระประมุขของประเทศธิเบตจำต้องลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่อินเดีย ในปีเดียวกันนี้ อารามเซอร์มังที่มีตรุงปะองค์ที่ 11 เป็นผู้นำอยู่ ก็ถูกกองทัพจีนบุกเข้ายึดทำลาย ท่านตรุงปะจำต้องลี้ภัยจากแผ่นดินเกิดสู่อินเดีย เช่นเดียวกันกับองค์ทะไลลามะ ด้วยวัยเพียง 20 ปี เชอเกียม ตรุงปะ ต้องจากแผ่นดินเกิดสู่โลกกว้าง และมิได้มีโอกาสกลับมาสู่แผ่นดินเกิดอีกเลย

การเดินเท้าลี้ภัยจากธิเบตสู่อินเดียของท่านตรุงปะ เป็นการเดินทางจาริกแสวงบุญครั้งยิ่งใหญ่ เป็นเวลาร่วม 10 เดือนของการเดินทาง จากที่มีผู้ติดตามร่วม 300 คน แต่มีผู้ปลอดภัยถึงอินเดียเพียงแค่ 19 คน ที่เหลือต่างประสบชะตากรรมที่แตกต่างกัน บ้างก็ถูกจับกุมระหว่างเดินทาง บ้างเสียชีวิตลง บ้างเจ็บไข้ได้ป่วยทุพลภาพจนไม่สามารถจะเดินทางต่อได้

ท่านตรุงปะเดินทางถึงอินเดียในปีพ.ศ. 2503 พำนักอยู่ในอินเดียเป็นเวลา 3 ปี ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด

ที่ประเทศอังกฤษ ท่านดำรงตนในฐานะพระลามะชั้นสูงจากธิเบตอยู่ช่วงระยะหนึ่ง แต่ภายหลังจากที่ท่านประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่านได้เปลี่ยนมาแต่งกายแบบคฤหัสถ์ แล้วมิได้กลับไปสวมจีวรลามะแบบธิเบตอีกเลย

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2513 ท่านตรุงปะได้แต่งงานกับสุภาพสตรีชาวอังกฤษ แล้วเดินทางออกจากอังกฤษไปแคนาดา แล้วต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกัน รวมเวลาที่ท่านพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษทั้งสิ้น 7 ปี

ชีวิตในอเมริกาของท่านตรุงปะ เริ่มต้นขึ้นเมื่อท่านมีอายุได้ 30 ปี เป็นชีวิตแห่งการเผชิญหน้าท้าทายกับโลกยุคใหม่ที่แปลกแตกต่างไปจากชีวิตช่วง วัยเด็กสู่วัยหนุ่มในธิเบตอย่างสิ้นเชิง ชีวิตในธิเบตเป็นชีวิตของการซึบซับรับเอา ความเชื่อความศรัทธาในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สู่การอภิเษกเป็นหนึ่งเดียวกับสายธรรมแห่งตรุงปะผู้สืบทอดธรรมวัชรยานแห่งธิ เบต ส่วนชีวิตในอเมริกาเป็นชีวิตแห่งการถ่ายทอดสายธรรมวัชรยานสู่จิตสำนึกรับรู้ ของผู้คนในโลกตะวันตก

ชีวิตของเชอเกียม ตรุงปะ เป็นชีวิตที่เกิดมาเพื่อสืบสายธรรมแห่งวัชรยานจากโลกตะวันออกสู่โลกตะวันตก อย่างมิต้องเคลือบแคลงสงสัย ตำนานธรรมของนาโรปะถูกบอกเล่า เรื่องราวของนาโรปะถูกเปิดเผย ความเป็นนาโรปะผู้แสวงหาความรู้แจ้งได้ปรากฏ มหาวิทยาลัยนาโรปะได้ถูกจัดตั้ง ผ่านชีวิตของท่านเชอเกียม ตรุงปะ

วิจักขณ์ พานิช เป็นเด็กหนุ่มจากเมืองไทยเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่สวนโมกขพลาราม

ความศักดิ์สิทธิ์แห่งนาโรปะทำให้วิจักขณ์ เป็นเด็กหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล อ่อนโยน และอ่อนน้อมถ่อมตน ผมได้มีโอกาสพบกับวิจักขณ์ ในการประชุมจิตวิวัฒน์ ที่ห้องประชุมมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ก่อนหน้านั้น ผมได้รู้จักวิจักขณ์อยู่บ้างแล้วผ่านงานเขียนของเขา แต่วันที่ได้พบเขาตัวเป็นๆ ได้สบตา และยิ้มให้กัน ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามีพลังแห่งความนุ่มนวลอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน อันศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายในตัวชายหนุ่มผู้นี้

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้สนทนากัน หากแต่เป็นบทสนทนาแห่งมิตรภาพที่งดงาม วิจักขณ์ได้บอกให้รู้ว่า เขากำลังแปลงานของท่านตรุงปะ ที่ว่าด้วยการแสวงหาครูของท่านนาโรปะ และอยากขอให้ผมได้อ่าน พร้อมทั้งเขียนคำนำให้งานแปลชิ้นนี้ด้วย ผมตอบรับคำขอด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้น ไม่นานจากนั้น ต้นฉบับ ?งวลล กลลวง: ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ? ก็มาถึงมือผม

ผมอ่านต้นฉบับงานแปลของวิจักขณ์ ด้วยความรู้สึกดื่มด่ำในเรื่องราวและความหมาย ที่แทรกซ้อนอยู่ทั่วทุกตัวอักษรของงานชิ้นนี้ นับเป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่วิจักขณ์ได้นำผมไปสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตที่อยู่เหนือตัว อักษรของท่านนาโรปะ ผู้เป็นสิทธาจารย์ในใจผม

ท่านนาโรปะเป็นครูที่อยู่ในใจผมมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว และด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งเรื่องราวของสิทธาจารย์ท่านนี้ที่ทำให้เกิดแสง สว่างขึ้นในใจสมัยที่ผมยังเป็นนักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสียงของสตรีหน้าตาอัปลักษณ์ที่กล่าวว่า ?นาโรปะเข้าใจเพียงแค่ตัวอักษรแห่งพุทธปรัชญา แต่หาได้เข้าถึงความหมายที่แท้แห่งพุทธปรัชญาไม่? เป็นเสียงที่ดังทะลุใจของท่านนาโรปะมาสู่ใจของผม เสียงนั้นดังก้องในใจจนผมได้ตื่นขึ้นมารู้ว่า ?ความรู้ทางพุทธปรัชญาที่ผมมีอยู่ เป็นเพียงแค่ความจำ และความคิดตามเหตุผลตรรกะเท่านั้น หาใช่ความรู้ที่แท้จริงแห่งพุทธปรัชญาไม่?

เรื่องราวของท่านนาโรปะที่ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนา ลันทา แล้วออกเดินทางสู่ตะวันออก เพื่อแสวงหาครูผู้รู้แจ้งธรรม ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะหันหลังให้ความเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย แล้วออกเดินทางแสวงหาครูเพื่อการรู้แจ้ง

หนังสือเล่มนี้มีความหมายแห่งชีวิตของบุคคลทั้งสาม คือ ท่านนาโรปะ ท่านตรุงปะ และวิจักขณ์ แทรกผสมอยู่ และนี่คือเหตุว่าทำไมจึงต้องกล่าวถึงบุคคลทั้งสามในส่วนของคำนำนี้

ความเคารพที่ปรากฏภายในใจของบุคคลทั้งสาม เป็นหัวใจที่สำคัญของความหมายในหนังสือเล่มนี้ ด้วยความเคารพในตัวครู คือ ท่านตีโลปะ จึงทำให้ท่านนาโรปะออกเดินทางเพื่อแสวงหาครู ด้วยความเคารพในตัวท่านนาโรปะ จึงทำให้ท่านตรุงปะ นำเรื่องราวอันเป็นตำนานธรรมมาบอกกล่าวเล่าขานให้เหล่าศิษย์ได้รับรู้ และด้วยความเคารพในท่านนาโรปะและ ท่านตรุงปะ จึงทำให้วิจักขณ์นำเรื่องราวที่ถูกบอกเล่านั้นมาแปลสู่พากย์ไทย การสืบสานตำนานธรรมของท่านนาโรปะจะเป็นไปไม่ได้เลย หากปราศจากสายธรรมแห่งความเคารพ และด้วยพลังแห่งความเคารพนี้นี่เอง ที่ความศักดิ์สิทธิ์แห่งตำนานธรรมของนาโรปะจะบังเกิดขึ้นในใจของผู้อ่าน

ความมุ่งหมายของการเขียนคำนำนี้ มิได้มีอะไรมากไปกว่า การบอกกล่าวกับผู้อ่านทุกท่านว่า ที่ใดมีความเคารพ ที่นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์

ความศักดิ์สิทธิ์ได้จางหายไปจากสังคมพุทธเถรวาท เพราะเหตุว่าความเคารพอย่างแท้จริงได้จางคลายไปจากจิตของชาวพุทธเถรวาท ความคิดเชิงตรรกะ ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัย สับสนต่างๆนานา และแล้วความคิดสงสัยต่างๆนานาเหล่านั้น ทำให้สูญเสียความเคารพอย่างแท้จริงไป

ความเคารพอย่างแท้จริงมิใช่อะไรนอกไปจากการน้อมใจไปเรียนรู้สิ่ง ต่างๆด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน โดยปราศจากความขัดขืนอันหยาบกระด้างภายในจิต เมื่อใดที่เรามีจิตใจนุ่มนวลอ่อนโยน น้อมใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เข้ามาสู่การรับรู้ของจิต เมื่อนั้นเราก็จะได้พบครูผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำเราไปสู่ความรู้แจ้งแห่ง ธรรม

ผมปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีผู้อ่านท่านใดท่านหนึ่ง น้อมใจไปรับรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือเล่มนี้ด้วยความเคารพ และด้วยความเคารพนี้จะนำผู้อ่านท่านนั้นข้ามไปพ้นกำแพงแห่งความคิดตัดสินถูก ผิดเชิงเหตุผล (Rationality) ที่ถูกปลูกสร้างให้ปรากฏเป็นความยึดมั่นเชิงหลักการต่างๆภายในใจ เมื่อใดที่ใครสามารถข้ามพ้นกำแพงแห่งความคิดเชิงเหตุผล เมื่อนั้นเขาจะได้สัมผัสกับสายธารธรรมอันฉ่ำเย็น ซึ่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ตำนานธรรมของนาโรปะจะกลายมาเป็นตำนานธรรมของเราเอง การเดินทางแสวงหาครูเพื่อรู้แจ้งธรรมของเราก็จะเริ่มขึ้น

แม้จะต่างกาลเวลา ต่างยุคสมัย ต่างเหตุการณ์ของโลกรอบตัว แต่ทว่าในใจของเราแต่ละคนกลับไม่ต่างกันเลย เราต่างก็กำลังเดินทางแสวงหาครูเพื่อการรู้แจ้ง

ครูปรากฏอยู่รอบๆ ตัวเรา เงื่อนไขขัดขวางมิให้ได้พบครูอยู่ภายในใจของเราเอง

?สิ่งมีชีวิตทั้งปวงโดยธรรมชาติ คือบุพการีของเรา
เจ้าจะให้คุรุยอมรับเจ้าได้อย่างไร
เมื่อเจ้ายังดูแคลนผู้อื่น?

ความดูแคลนผู้อื่นอยู่ในใจของเราเอง และจะยังมีอยู่ต่อไปตราบใดที่เรายังยึดมั่นอยู่กับอัตตาตัวตนของตนเอง

?เจ้าจะพบคุรุได้อย่างไร หากไม่สลายอัตตาด้วยสุญญตา?

ความหมายที่กล่าวมานี้ ปรากฏอยู่ทั่วไปในหนังสือ โปรดทำใจให้นุ่มนวลอ่อนโยน เพื่อน้อมไปรับรู้เรื่องราวต่างๆอันถูกร้อยเรียงขึ้นเป็นงานชิ้นนี้ แล้วเรื่องราวอันเป็นตำนานธรรมของนาโรปะ มหาสิทธาแห่งอินเดีย จะปรากฏเป็นตำนานธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของตัวท่านเอง

ประมวล เพ็งจันทร์
กรกฎาคม 2552


สนใจดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ http://www.suan-spirit.com/home_book.asp?group=2&prod_type=book&code=P-SM-0115



แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 21 เมษายน 2010 เวลา 16:59 น.
 
เรามี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สารเพื่อนเสม ประจำเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2553 (ฉบับที่ 39 ปีที่ 7)
พฤหัสบดี, 18 มีนาคม 2010
     สารเพื่อนเสม  ประจำเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2553... อ่านเพิ่มเติม...
สารเพื่อนเสม ประจำเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2552 (ฉบับที่ 38 ปีที่ 7)
พฤหัสบดี, 18 มีนาคม 2010
สารเพื่อนเสม  ฉบับปัจจุบัน ประจำเดือน... อ่านเพิ่มเติม...
นิตยสารปาจารยสาร ปีที่ 33 ฉบับที่ 4 กันยายน-ตุลาคม 2552
จันทร์, 19 เมษายน 2010
นิตยสารปาจารยสาร ปีที่ 33 ฉบับที่ 4 กันยายน-ตุลาคม 2552 ... อ่านเพิ่มเติม...
RocketTheme Joomla Templates