หน้าแรก
มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป Sathirakoses-Nagapradipa Foundation
ชีวิตในโลกสมัยใหม่ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010 เวลา 09:51 น.

ชีวิตในโลกสมัยใหม่

เคยว่าไว้ว่า เวลานี้โลกมีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ มากมายนัก หลายโรคนั้นเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนได้อย่างรวดเร็วจนไม่อาจตั้งตัว  นั่นนับเป็นหายนะภัยใหม่ขอโรคหรือเปล่า  ในขณะที่วิถีชีวิตของผู้คนห่างออกไปจากความสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ  ห่างออกไป ห่างออกไป  วิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องสัมผัสโลกเพียงผิวเผิน ดูเหมือนชีวิตผู้คนจะไม่มีทางเลือกมากนัก ว่าก็โดยเฉพาะในเมืองใหญ่  นี่เป็นปัญหาหนึ่ง  แม้แต่ผู้คนมากมายที่หันมาสนใจการดูแลรักษาสุขภาพ หรือการกลับมาแสวงหาวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จนถึงการเยียวยารักษาโรคทางธรรมชาติบำบัด นั่นก็มีมากมายหลายสายให้แสวงหากันไป  นั่นก็เป็นกระแสที่ดีกระมัง อันว่าถึงการกลับมาใส่ใจเรื่องราวของชีวิตมากขึ้น  แต่ก็ยังไม่วายมีปัญหาตามมา เมื่อผู้คนนักแสวงหาทั้งหลายนั้น ส่วนหนึ่งไม่สามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้  นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาทั้งหลายไม่อยากเปลี่ยนกระมัง  แต่ดูเหมือนภาระมากมายที่วางทอดเป็นแนวอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเขาทั้งหลายนั้น มันไม่สามารถทำให้พวกเขามีเวลาได้อย่างแท้จริง   นั่นก็หมายความว่า เมื่อชีวิตมิได้ปรับเปลี่ยน  ภาวะเดิมๆ ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ดูเหมือนว่า โลกวันนี้มันเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  นั่นก็คงเป็นผลพวงของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมหน้าของโลกไปอย่างสิ้นเชิง  หลายเรื่องหลายอย่างที่หายไปจากระบบของโลก ซึ่งสิ่งเหล่านั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งสำคัญ ว่าก็ดังเช่น โทรเลข หรือการเขียนจดหมาย อย่างหลังนี้อาจจะยังมีอยู่ แต่ก็น้อยลงมากเหลือเกิน ดังจะเห็นได้ว่าไปรษณีย์ไทยก็ปรับตัวอย่างมากต่อการบริการเพื่อให้เหมาะสมกับโลกสมัยใหม่  นั่นก็หมายความว่า ชีวิตของเราทั้งหลายดำเนินอยู่บนเส้นทางของข้อมูลข่าวสาร การประดิษฐ์คิดค้น  นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นวัน  และเรื่องราวต่างๆ ของโลกก็เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  มีอยู่บ้างบางคนกระมังที่ไม่ยอม และไม่อยากก้าวตามมันไป  นั่นก็ไม่ได้แปลกอะไรเท่าไหร่นัก กระมัง....หรือเปล่า...

 

คำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเราก็คือ  เราจะอยู่บนโลกนี้อย่างไรหรือ  หรือเราก็จะวิ่งตามโลกไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอย่างไรเราก็หนีไม่ได้ เราก็วิ่งตามมันซะ เหนื่อยหน่อย แต่เราก็ไม่ตกยุค  พยายามขยันหมั่นเพียร ตามที่เคยเรียนมาจากคนรุ่นเก่า เก็บเงินเก็บทอง เอาเงินไว้รักษาตัวเองยามเจ็บป่วย  ซึ่งก็มาแน่ๆ สักวัน ไม่มีทางเป็นอื่นได้  ด้านชีวิต ความคิดความอ่านก็ไม่ต้องทำอะไรมาก  เดี๋ยวนี้เราก็สามารถเสพความรู้สำเร็จรูปได้จากจอโทรทัศน์ซึ่งก็มีมากมายหลายช่วงหลายแบบหลายดาวเทียม อะไรก็ว่าไป  ราคาไม่แพงนักด้วย ก็ไม่ต้องขวนขวายอะไรมานัก อยู่ๆ กันไป

 

มีทางเลือกอื่นหรือไม่เล่า....  นี่อาจเป็นคำถามของคนบางคน...หรือเปล่า  แล้ว หรือ จะเริ่มต้นยังไง  ในการสนทนา เราคุยกันเรื่องการกลับมาเริ่มต้นที่ฐานกาย ฐานกายคือฐานที่สังคมสมัยใหม่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด หรือเปล่า  นั่นคือภาพที่เห็นแจ่มชัดที่สุด  ในโรงเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นปฐมวัย การเรียนการสอนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด มั่งไปที่เรื่องของหัว  หรือถ้าจะมีฐานกายอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องของการกีฬา และที่สำคัญคือการแข่งขัน   แล้วฐานกาย มันสำคัญอย่างไร.....

 

ในคำสอนเต๋า หรือในศาสตร์ของไท่จี๋เฉวียน บอกว่า เมื่อบ่มเพาะร่างกาย ดูแลร่างกาย ก็จะเกิดพลังชีวิต หรือการมีสุขภาพที่ดี ส่งผลถึงอารมณ์ที่เบิกบาน และเมื่ออารมณ์ที่เบิกบาน หรืออารมณ์ที่เป็นบวกทั้งมวลนั้นแล้ว ก็จะส่งผลต่อการเติบโตด้านจิตวิญญาณด้วย...

 

ในฐานะของผู้ฝึกฝนมวยจีน ไท่จี๋เฉวียน  มีผู้คนถามกันมาว่า มันมีคุณค่าอะไรบ้าง  ด้วยว่าตามความเข้าใจของผู้คนทั่วไปนั้น ไท่จี๋ก็เป็นการออกกำลังกายของคนเฒ่าคนแก่ หรือเปล่า ตามที่เห็นตามสวนสาธารณะ  เมื่อภาพเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้คนก็เพียงผ่านไปผ่านมา  และจนกว่าที่จะมีบางคนที่เริ่มรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ เมื่ออายุมากขึ้น ว่าก็ สุขภาพเริ่มส่อแววของปัญหา  เขาก็จะเริ่มหันมาสนใจการดูแลตัวเอง  บางคนก็อาจจะเริ่มมองไปที่เรื่องของการออกกำลังกาย  ยามนี้ ภาพคนแก่รำมวยจีนก็จะผุดขึ้นมาในความทรงจำบ้างกระมัง

 

ต่อปัญหาสองเรื่องข้างต้น คือโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ และความเร็ว และสิ่งต่างๆ มากมายในวิถีของโลกสมัยใหม่  มวยจีนจะตอบสนองต่อปัญหาสองข้อนี้หรือไม่....

 

ตอบแบบง่ายๆ ก่อนก็คือ หากการบ่มเพาะฐานกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงมั่นคน  มันส่งผลต่อพลังชีวิต และการพัฒนาทางอารมณ์ และที่สุดส่งผลต่อการเติบโตด้านจิตวิญญาณ  ยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น นั่นก็จะเป็นคำตอบต่อปัญหานั้นได้  ขยายความต่ออีกนิด  สืบเนื่องจากเรื่องราว หรือปัญหาต่างๆ ของโลก ก็คือว่า มนุษย์ต่างก็สร้างชุดความรู้ สร้างชุดคำตอบขึ้นมาโดยการ คิดเอา  เราภาคภูมิใจในความรู้ แต่เรามักไม่รู้ว่า ความรู้นั้น มันไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโลกภายในของตัวเอง  แล้วเราก็เอาแต่ถ่ายทอด บอกเล่าเรื่องราวนั้นๆ ความรู้นั้นๆ หลายครั้งก็ทำให้เราดูดี ดูเก่ง ดูมีคุณค่ามีความหมาย  แต่คำถามก็คือ ในเรื่องราวนั้นๆ เราเพียงแต่คิดเอา ว่าเราทำได้ หรือความรู้นั้นมันพาเราไปเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาโลกภายในอย่างแท้จริง

 

อย่างนั้น การแปรเปลี่ยนที่แท้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร  คำตอบก็คือ การลงมือทำ  การลงมือปฏิบัติ ชีวิตไม่มีทางลัด เราจะไม่สามารถเข้าไปสู่การแปรเปลี่ยนที่แท้ได้ด้วยการคิดเอา  แต่มันต้องลงมือทำ  คำถามต่อมาก็คือ ทำอะไร ตอบ... พัฒนาฐานกาย เพื่อบ่มเพาะพลังชีวิต ก่อเกิดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ นั่นก็คือการบ่มเพาะความรัก บ่มเพาะความมั่นคงภายใน  ที่สุดนั่นก็จะนำไปสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณ   ผู้คนมากมายพูดถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณ  แต่นั่นมันก็ไม่สามารถเติบโตได้จริงจากเพียงการคิดเอา

 

อะไรสักอย่างเพื่อเป็นทางแห่งการฝึกฝน  โยคะ มวยจีน วิ่ง หรือเดิน หรือออกกำลังกายอะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือเอาชนะ  อะไรสักอย่างเพื่อฝึกฝนฐานกาย  บ่มเพาะฐานกาย  พร้อมกับการเรียนรู้หลักคิดปรัชญาของสิ่งนั้นไว้ด้วย ฝึกมวยจีน ก็มิใช่เพียงกายฝึกมวยจีน แต่มันคือการเข้าไปศึกษาในหลักความเป็นไปของธรรมชาติ และวิธีคิดของสาสตร์นั้นๆ  นั่นก็คือการเข้าไปเรียนรู้แท้ๆ ศึกษาอย่างลึกซึ้ง และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัตินั้นๆ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเป็นการเข้าไปสัมผัสเรียนรู้อย่างผิวเผินเท่านั้น  และสิ่งที่ได้รับก็จะเป็นเพียงเศษซากกากเดนของสติปัญญานั้นๆ


มวยจีน ศาสตร์แห่งพลังชีวิต ขั้นพื้นฐาน

วิทยายุทธ การออกกำลังกาย สมาธิ บ่มเพาะพลังทางกาย

ชีวิตย่อมมีพลังอยู่แล้ว แต่ภาวะของพลังชีวิต อ่อน หรือแรง   เคลื่อนเปลี่ยนไปตามสภาวะวิถีนั่นหมายถึงผลแห่งการเป็นอยู่ เปลี่ยนผ่าน ผันแปร ขาดพร่อง เต็มเปี่ยม หรือเอ่อล้น พลังชีวิตที่สมดุล ย่อมทำให้ร่างกาย จิตใจและสมองสมดุลร่วมสืบค้นพลังชีวิต  ร่วมกิจกรรมฝึกมวยไท่จี๋เฉวียน (ไท่เก๊กคุ้ง) และศึกษาระบบธาตุ เรียนรู้ปรับเปลี่ยนวิถีการปฏิบัติตน เพื่อสุขภาพอันสมดุล


เรียนต่อเนื่องจำนวน 4 ครั้ง ตั้งแต่ 09.00 - 16.0.

ครั้งที่ 1 วันเสาร์-อาทิตย์ที่     7-8    ส.ค. 53
ครั้งที่ 2 วันเสาร์-อาทิตย์ที่   14-15  ส.ค. 53
ครั้งที่ 3 วันเสาร์-อาทิตย์ที่   21-22  ส.ค. 53
ครั้งที่ 4 วันเสาร์-อาทิตย์ที่   28-29  ส.ค. 53

รับจำนวน 10 ท่าน ค่าลงทะเบียน 4,500 บาท

(ตลอดการอบรม 4 ครั้ง ไม่รวมค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง ค่าที่พัก)

เรียนภาคค่ำ 10 วัน ระหว่าง วันที่ 16-20 และ 23-27 ส.ค. 53

เริ่มเวลา 18.00 . ถึง 20.00 .

รับจำนวน 10 ท่าน ค่าลงทะเบียน 2,000 บาท

(ตลอดการอบรม  ไม่รวมค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง ค่าที่พัก)

วิทยากร อาจารย์อภิชาติ ไสวดี กวีหนุ่ม  นักเดินทางและนักแสวงหาความหมายแห่งชีวิต บวชเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากสึกแล้วก็ออกแสวงหาครู ทั้งครูทางจิตวิญญาณ และครูผู้สร้างดุลยภาพแห่งชีวิต จนกระทั่งได้พบ อาจารย์ฌาณเดช พ่วงจีน จึงขอฝากตัวเป็นศิษย์คอยติดตาม เพื่อเรียนกังฟูและเพลงมวยต่างๆ โดยเฉพาะไท่จี๋ฉวน เพลงมวยที่ผสานจิตและกายเป็นหนึ่ง อีกทั้งองค์ความรู้ในศาสตร์แห่งเต๋า ที่เป็นทั้งปรัชญาและตำรับโบราณ ในการดูแลสุขภาพ ตลอดจนฝึกความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นที่ถือว่า เป็นความสมบูรณ์ของฐานกายที่แท้จริง

 

สถานที่อบรม เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา คลองสาน กรุงเทพ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

พัชรศิริ ยิ้มเมือง (หน่อย)
มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

666 ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600

โทรศัพท์ 086-7636644   02?860?1221 โทรสาร 02?860?1278

อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน , www. snf.or.th

 

 

 

Warning: imagejpeg() [function.imagejpeg]: Unable to open '/home/snf/domains/snf.or.th/public_html/plugins/content/mavikthumbnails/thumbnails/136x190-images-stories-roadphrayapibhat.jpg' for writing: Permission denied in /home/snf/domains/snf.or.th/public_html/plugins/content/mavikthumbnails.php on line 237
ถนนพระยาพิพัฒ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 24 มกราคม 2012 เวลา 13:37 น.

roadphrayapibhat

ถนนพระยาพิพัฒ: เรื่องเล่าจากปลายซอย โดย วิทยา เวชชาชีวะ

"บุรุษผู้เป็นผู้ตัดถนนนี้ คือ พระยาพิพัฒโกษา ท่านอยู่ในตระกูล ซาเวีย เชื้อสายโปรตุเกส เมื่อผู้เขียนเติบโตขึ้น ก็ยิ่งมีความรู้เกี่ยวกับพระยาพิพัฒฯ ท่านนี้มากขึ้น"

ท่านผู้เขียนบริจาคหนังสือให้มูลนิธิฯ สำหรับท่านที่สนใจ ติดต่อ ๐๒-๘๖๐-๑๒๒๑

 
Warning: imagejpeg() [function.imagejpeg]: Unable to open '/home/snf/domains/snf.or.th/public_html/plugins/content/mavikthumbnails/thumbnails/502x683-images-stories-oldpeopeople.jpg' for writing: Permission denied in /home/snf/domains/snf.or.th/public_html/plugins/content/mavikthumbnails.php on line 237
ขอเชิญชวนท่านร่วมทำบุญ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 13 กันยายน 2011 เวลา 13:55 น.

oldpeopeople

ขอเชิญชวนท่านร่วมทำบุญ 

เพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในประเทศเนปาล เข้าเฝ้าองค์ทะไลลาละ ครั้งที่ ๔ 

หลังจากที่ธิเบตถูกจีนยึดครองในปี ๒๕๐๒ ชาวธิเบตนับล้านที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน จึงหลบหนีออกจากบ้านเมืองของตน ส่วนใหญ่อพยพตามท่านทาไลลามะไปอินเดีย บางส่วนหนีตายไปเนปาลและนับตั้งแต่ประเทศเนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองยกเลิกระบอบกษัตริย์ สถาปนาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐส่งผลกระทบให้ผู้ลี้ภัยชาวธิเบต ในเนปาลถูกลิดรอนสิทธิในการปฏิบัติธรรม และถูกกดขี่จากเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาในเนปาลมากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยที่หนีมาโดยลำพังไร้ญาติขาดมิตร บัดนี้ชีวิตได้เข้าสู่วัยชราและอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราตามแนวตะเข็บชายแดน อินเดีย-เนปาล มีโอกาสน้อยนักที่จะได้เข้าเฝ้าท่านเนื่องจากขาดทุนทรัพย์



ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป ซึ่งมีความสัมพันธ์และทำงานกับชนชาวธิเบตมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในนามของโครงการศูนย์ไทย-ธิเบต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมสังคมของธิเบต เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างประชาชนไทย-ธิเบต และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ ทางมูลนิธิฯ เคยจัดกิจกรรมระดมทุนขึ้นมา ๓ ครั้งแล้ว เพื่อช่วยเหลือให้คนชราชาวธิเบตพลัดถิ่นในประเทศอินเดียและประเทศภูฏาน ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา ได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ รวม ๑๕๐ คน ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๔ ที่จะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนขึ้นอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือให้คนชราชาวธิเบตพลัดถิ่นในประเทศเนปาลที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป จำนวน ๕๐ คน ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ และถือเป็นโอกาสพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ หรือ พุทธชยันตรี จึงได้มีการประกอบพิธี Kalachakra Tantra ณ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า          ณ เมืองพุทธคยา โดยพิธี Kalachakra Tantra นั้นถือเป็นงานพิธีที่สำคัญของชาวพุทธวัชรยานธิเบต          ที่จะมีสาธุชนชาวธิเบตจากทุกมุมโลกมาเข้าร่วมภาวนามากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน โดยจะมีการสวดภาวนาเพื่อสันติภาพของโลกด้วย พิธี Kalachakra นั้น เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก หากนับครั้งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาขององค์ทะไลลามะ   ที่   ๑๔ ได้มีการจัดพิธีนี้เพียง ๓ ครั้ง และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๔ สำหรับคนชราหลายคนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย นี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่พวกเขาจะได้ร่วมพิธี Kalachakra

กิจกรรมครั้งนี้จะสำเร็จและลุล่วงไปได้ก็เนื่องจากการสนับสนุนของท่านทั้งหลายที่มีใจกุศล สละทรัพย์เพื่อให้ความฝันของคนอีกกลุ่มหนึ่งบรรลุผล
 




สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

๖๖๖ ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน

กรุงเทพฯ ๑๐๖๐๐

โทรศัพท์ ๐๒-๘๖๐-๑๒๒๑ โทรสาร ๐๒-๘๖๐-๑๒๗๘


อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

www.snf.or.th และ www.semsikkha.org
 



กำหนดการ พาคนชราธิเบตพลัดถิ่นในประเทศเนปาลเข้าเฝ้าองค์ทะไลลาละ ครั้งที่ ๔

ณ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย

ระหว่างวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๕๔ – วันที่ ๑๑ มกราคม ๕๕

 

วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๕๔         คณะคนชราเดินทางมาถึงเมืองพุทธคยา



วันที่ ๓๑ ธันวาคม –           พิธีสวดมนต์ กาลจักรา Kalachakra Tantra นำโดยองค์ทาไลลามะ และ

๒ มกราคม ๕๔                 คณะสงฆ์จากวัด Namgyal (วัดประจำองค์ทาไลลามะที่ เมืองธรรมศาลา)

วันที่ ๓ มกราคม ๕๔          เดินทางจากพุทธคยาไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทาและนมัสการเขาคิชกุฏ

วันที่ ๔ มกราคม ๕๔           เดินทางไปกุสินาลัยเพื่อบูชาสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพา

วันที่ ๕-๗ มกราคม ๕๔        องค์ทาไลลามะเทศนาธรรม “Kamalashila’s Middling States of The Meditation”

วันที่ ๗-๙ มกราคม ๕๔        พิธีสวดมนต์ กาลจักรา Kalachakra Tantra

                                     (พิธีสวดร่วมระหว่างฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์)

วันที่ ๑๐ มกราคม ๕๔          พิธีต่อชะตาชีวิต (long live empowerment)ให้แด่องค์ทาไลลามะ

วันที่ ๑๑ มกราคม ๕๔         ส่งคณะคนชราเดินมากลับประเทศเนปาล

***คณะคนชราเริ่มเดินทางออกจากประเทศเนปาลตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔

 

 

ค่าใช้จ่าย

๑. ค่าเดินทางจากประเทศเนปาล-พุทธคยา-เนปาล             ๕๐ ท่าน* ๆ ละ ๖,๕๐๐ บาท                 ๓๒๕,๐๐๐ บาท

๒. ค่าอาหารและที่พัก                                                  ๕๐ ท่าน* ๆ ละ ๓๐๐ บาท ๑๕ วัน          ๒๒๕,๐๐๐ บาท

                                                                                                      รวม                         ๕๕๐,๐๐๐   บาท

 

 

หมายเหตุ

-          ค่าใช้จ่ายต่อ ๑ ท่าน ๑๑,๐๐๐ บาท

-          *จำนวนคนชราธิเบตที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคด้วย

 

พิเศษสำหรับผู้ที่บริจาคตั้งแต่ ๖,๐๐๐ บาทขึ้นไป ๒๐ ท่านแรก จะได้รับรูปถ่ายองค์ทะไลลามะ ขนาด ๒๙X๔๒ ซม.

( มีจำนวนจำกัดเพียง ๒๐ รูป) บนกระดาษ Archival Matt paper

สำหรับผู้บริจาคตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป จะได้รับรูปถ่ายองค์ทะไลลามะพร้อมลายเซนต์ขององค์ทะไลลามะ

ขนาด ๕๙X๔๒ ซม. (มีจำนวนจำกัดเพียง ๑๐ รูป) บนกระดาษ Archival Matt paper 

 

หมายเหตุ สำหรับท่านที่มีความประสงค์จะรับรูปถ่ายขององค์ทะไลลามะกรุณาระบุความจำนงมาในใบตอบรับด้วย

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 13 กันยายน 2011 เวลา 14:24 น.
 
เก็บมาเล่า: เทศกาลศิลปวัฒนธรรม จากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Cakthai   
วันอังคารที่ 06 เมษายน 2010 เวลา 10:26 น.

                ถ้ามองในแง่ภูมิศาสตร์ประเทศไทยกับธิเบตอยู่ห่างไกลกันลิบลับไม่มีความเกี่ยวข้องกันในทางประวัติศาสตร์ แต่หากมองในด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ไทยและธิเบตมีส่วนที่เชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยเป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน อีกทั้งธิเบตมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความงดงามโดดเด่น ชาวธิเบตเป็นชาวพุทธผู้อ่อนโยน มีศรัทธาต่อศาสนาอย่างลึกซึ้งมั่นคง ด้วยเหตุนี้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ ? นาคะประทีปร่วมกับองค์กรภาคีจึงได้จัดเทศกาลศิลปวัฒนธรรม จากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา ในระหว่างวันที่ ๕ ? ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมธิเบตที่เป็นดั่งวัฒนธรรมของโลกให้สังคมมองเห็นคุณค่า อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ศิลปะ ระหว่างชาวไทยกับชาวธิเบต

                ท่ามกลางวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมถูกสั่นคลอน ชาวธิเบตพลัดถิ่นเป็นตัวอย่างอันดีที่ยังพยายามรักษาประเพณี วิถีปฏิบัติ และวัฒนธรรมอันงดงาม แม้พวกเขาต้องจากถิ่นฐานเดิมมาเริ่มต้นชีวิตในดินแดนใหม่หากแต่รากฐานวัฒนธรรมเดิมคงแทรกซึมอยู่ในสายเลือด และยังส่งต่อวัฒนธรรมอันดีงามไปยังชนรุ่นหลัง

                การจัดงานครั้งนี้แม้จะมีอุปสรรคเป็นระยะ ๆ จนเมื่อก่อนการเปิดงานเล็กน้อยมีกลุ่มชาวจีนจากสมาคมแต้จิ๋วมาประท้วงขับไล่คณะชาวธิเบตที่มาเผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณีอันงดงาม ด้วยเข้าใจว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นไปเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวธิเบตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่คณะผู้จัดงานทุกคนมิได้หวั่นไหว เพราะเจตนารมณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขากล่าวอ้าง คณะผู้จัดงานต้องการให้คนไทยได้ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของชาวธิเบต ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการแสดงทางวัฒนธรรมธิเบตในเมืองไทย

                สำหรับเนื้อหาและรายละเอียดของงานก็ล้วนเกี่ยวเนื่องกับศิลปวัฒนธรรมของชาวธิเบตและการแสดงของชนเผ่าทางเหนือของไทย โดยแบ่งภาพงานออกเป็น ๒ ส่วน คือ นิทรรศการและการสาธิตกับการแสดงวัฒนธรรมและดนตรี อาทิ

                ๑. การวาดภาพทรายมันดาลาของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นรูปแบบการฝึกจิตอย่างหนึ่ง การสร้างมันดาลาบางครั้งพระสงฆ์จะท่องมนตราและแผ่เมตตา ผู้สร้างต้องมีสมาธิแน่วแน่ การสร้างเริ่มจากจากรูปทรงเรขาคณิตแบบง่าย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดจนเป็นรูปมันดาลาสามมิติที่สมบูรณ์งดงาม ปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลาคือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และเมื่อสูญสลายไปแล้วก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่ ตามหลักไตรลักษณ์ในพุทธศาสนาสอนไม่ให้ติดยึดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

                ๒. รูปปั้นเนย เป็นรูปแบบการบูชาอันเก่าแก่ของชาวธิเบต ส่วนใหญ่จะปั้นในงานเทศกาลมอลลัมและพิธีกรรมทางศาสนาอื่น ๆ รูปปั้นเนยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแฝงไปด้วยศิลปะที่งดงาม

                ๓. ภาพวาดทังก้า เป็นพุทธศิลป์ขั้นสูงของธิเบต ทังก้าคือภาพวาดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และปริศนาธรรม หรือเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องทางศาสนา ทังก้ามีความสำคัญต่อชาวธิเบตเมื่อพวกเขาโยกย้ายถิ่นฐานจะพกพาทังก้าติดตัวไปด้วยเสมอ การวาดทังก้าต้องใช้สีจากแร่ธาตุธรรมชาติ ต้องมีความอดทนกว่าจะได้ภาพทังก้าแต่ละผืนและภาพทังก้ามีอายุยาวนานนับร้อยปี

                ๔. นิทรรศการเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวธิเบต ภาพพระราชกรณียกิจของทะไลลามะ และภาพคนชราธิเบต นิทรรศการภาพทั้งสามส่วนนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นธิเบตโดยใช้ภาพเล่าเรื่องประกอบคำบรรยายสั้นๆ เพื่อให้ผู้ชมได้ถักทอเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตนเอง

                ๕. นิทรรศการและการตรวจรักษาการแพทย์แผนธิเบต ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของชาวธิเบตอย่างเป็นองค์รวม แฝงไว้ด้วยพุทธปรัชญา การแพทย์แผนธิเบตให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อความมีสุขภาพที่ดี ยาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หายจากโรค ถ้าเพียงแต่กินยาแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรักษานั้นก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ เป็นต้น

                ส่วนในภาควัฒนธรรมและดนตรีจากสถาบันศิลปะการแสดงธิเบตหรือ Tibetan Institute of  Performing Arts (TIPA) ซึ่งเป็นองค์กรทางวัฒนธรรมในต่างแดนที่เก่าแก่องค์กรหนึ่ง ตั้งอยู่ในเมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ได้นำชุดการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ

                 Shanak : ระบำหมวกดำ

                ระบำหมวกดำคือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงในธิเบตโดยใช้เวลาหลายวัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดอุปสรรคกีดขวางความสุข ซึ่งหมายถึงความเศร้าหมองและความไม่รู้ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ที่อยู่ในตัวของแต่ละบุคคล เมื่อเริ่มการแสดง ผู้เต้นระบำหมวกดำจะหลั่งน้ำพุทธมนต์ (ชาดำ) ถวายต่อลามะ เทพเจ้าที่คอยปกปักรักษา (รูปลักษณ์ต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า) และธรรมบาล (ผู้รักษาสัจธรรม) เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ท่านเหล่านั้นและเพื่อจะได้รับการอวยพรกลับมา จากนั้นผู้เต้นรำจะเชิญมิตรสหายกับผู้ติดตามของเหล่าธรรมบาลเข้ามาร่วมเต้นรำ

                Kongpoi Dha lu

                จังหวัดกงโป (Kongpo) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของธิเบต เป็นที่รู้จักว่ามีพื้นที่ป่าเขียวชอุ่มและพืชพรรณหนาแน่น นอกจากทักษะด้านธรรมชาติแล้ว ชายชาวพื้นเมืองในแถบนี้ยังมีชื่อเสียงด้านความสามารถในการยิงธนู ส่วนผู้หญิงมีชื่อในด้านความงาม 

                Domey Tserik

                ระบำชนิดนี้เป็นที่นิยมในเมืองโซงน  (Tso Ngon) และเมืองลาบรัง (Labrang) ของจังหวัดโดเมะแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของธิเบต ผู้แสดงระบำทั้งชายและหญิงจะสร้างความเบิกบานให้ตนเองด้วยการยอมรับความดีงามและความเมตตาจากกันและกันผ่านเสียงดนตรีและถ้อยคำ 

                Lhokhag Trangoe Dro Dhung

                โดยทั่วไป โดรทุงมักแสดงในโอกาสพิเศษและเป็นมงคลเพื่อนิมิตหมายอันดี เช่น ในระหว่างพระราชพิธีสถาปนาองค์ทะไลลามะขึ้นครองราชสมบัติ ระบำชุดพิเศษนี้มาจากภาคใต้ของธิเบต                 

                Yak Dance : (ระบำจามรี)

                จามรีเป็นสัตว์พื้นเมืองที่สำคัญที่สุดของธิเบต ระบำจามรีนี้มีรากมาจาก อุปรากรธิเบตเรื่อง โดรวา ซังโม (Drowa Sangmo) สะท้อนถึงพัฒนาการความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างชาวธิเบตกับจามรี จามรีตัวเมียหรือที่เรียกในภาษาธิเบตว่า ?ดรี? จะหลั่งน้ำนมเพื่อเตรียมทำเนย จากนั้นมันจะร้องเพลงเพื่อถวายเนยสดแด่องค์ทะไลลามะ                การฟ้อนโต ของชาวไตจากภาคเหนือของไทย โตเป็นสัตว์ที่มีส่วนผสมของสัตว์ห้าชนิด ฟ้อนโตเป็นการแสดงออกถึงความรื่นเริงสนุกสนาน และการเป่าเตหน่าและขับลำนำของชาวปกากะญอจากภาคเหนือของไทยเช่นกัน เป็นต้น

                การจัดเทศกาลศิลปวัฒนธรรมจากหิมาลัยสู่เจ้าพระยาเรื่องราวได้รับทราบไปถึงองค์ทะไลลามะพระองค์ได้ส่งสาส์นอำนวยพรมายังคณะผู้จัดและชาวไทยทุกคน เพื่อแสดงความขอบใจต่อการจัดงานเผยแพร่วัฒนธรรมธิเบตในประเทศไทย และในวันสุดท้ายของงานพระองค์ยังได้ส่งสาส์นมาอีกฉบับหนึ่งถึงชาวธิเบตและชาวไทย โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ทรงขอให้ชาวธิเบตรักษาวัฒนธรรม ปกป้องอัตลักษณ์ความเป็นธิเบตและรักษาความเป็นมิตรกับชนชาติอื่น พยายามใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา ทรงเห็นว่าเยาวชนควรจะได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง ทรงยืนยันต่อรัฐบาลจีนว่าทรงยึดนโยบายทางสายกลางอันเป็นไปตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญของจีนและขอสิทธิในการปกครองตนเองแก่ธิเบตในด้านวัฒนธรรม ภาษา และเอกลักษณ์ความเป็นธิเบต หากธิเบตได้รับอิสรภาพ

                ทะไลลามะและผู้บริหารในคณะรัฐบาลพลัดถิ่นจะไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และปัญหาระหว่างจีนกับ

                ธิเบตถึงที่สุดแล้วต้องเป็นการตกลงในระหว่างสองชาติ ทรงเน้นย้ำให้ชาวธิเบตทุกคนรักษาความเป็นมิตรกับชาวจีนทุกคนเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

                การแสดงศิลปวัฒนธรรมได้สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมชาวไทยจนบางคนน้ำตาคลอด้วยความปลื้มปีติ หลังจบการแสดงทุกคนเดินออกมาอย่างมีความสุข ไม่มีใครเลยที่บอกว่าการแสดงเหล่านี้ไม่น่าสนใจ

                ถึงแม้กำหนดการจัดงานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมจากหิมาลัยสู่เจ้าพระยาจะสิ้นสุดในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓ แต่ในวันที่ ๑๑ มีนาคม มีพิธีการทำลายทรายมันดาลาที่พระสงฆ์ได้บรรจงสร้างขึ้นมาอย่างประณีต พิธีเริ่มจากพระสงฆ์ธิเบตสวดมนต์ประมาณครึ่งชั่วโมง ในพิธีนี้มีชาวไทยมาร่วมด้วยจำนวนมาก ทุกคนนั่งพนมมือ บ้างก็นั่งหลับตาทำสมาธิขณะที่พระสงฆ์ก็สวดมนต์ไปด้วย เมื่อจบจากการสวดมนต์ จากนั้นพระธิเบตรูปหนึ่งเดินเวียนขวารอบภาพทรายมันดาลาพร้อมกับหยิบทรายจากใจกลางมันดาลาใสถ้วยที่เตรียมไว้ ต่อมาได้ใช้วัชระขีดจากใจกลางมันดาลาออกมาจนสุดขอบครั้งแรกขีดเป็นสี่เส้น แล้วก็ขีดเพิ่มอีกเป็นแปดเส้นและเพิ่มขึ้นอีก เหมือนตัดแบ่งเค้ก ขณะพระกำลังทำลายมันดาลาบางคนอุทานออกมาว่าเสียดายที่ภาพสวย ๆ กำลังจะถูกทำลาย จากนั้นพระสงฆ์ช่วยกันกวาดทรายไปกองรวมกันตรงกลาง แล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกตักใส่โถเพื่อจะนำไปโปรยที่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่สองแบ่งให้สาธุชนที่มาร่วมพิธีรับไปเป็นที่ระลึก การนำทรายมันดาลาไปโปรยลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เลือกสถานที่บริเวณสวนสาธารณะสันติชัยปราการ เพื่อเชื่อมโยงจากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา สถานที่โปรยทรายมีความหมายในทางมงคลเพื่อสันติแก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ เมื่อโปรยทรายเสร็จพระสงฆ์ได้ตักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชำระล้างภาพลายเส้นมันดาลา เป็นอันเสร็จพิธีอย่างสมบูรณ์และงดงาม

                ก่อนหน้าการจัดเทศกาลศิลปวัฒนธรรมจากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา ได้มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ธิเบตขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ ? ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน เทศกาลภาพยนตร์ธิเบตเป็นการฉายภาพยนตร์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธิเบตผ่านภาพยนตร์และสารคดี พร้อมทั้งมีเวทีเสวนา วิจารณ์ สะท้อนแนวคิดจากเนื้อหาของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง โดยบุคคลที่มีความเข้าใจเรื่องราวของภาพยนตร์ เช่น ภิกษุณีธัมมนันทา จีระนันท์ พิตรปรีชา เป็นต้น ภาพยนตร์ที่ฉายประกอบด้วย

(1) Unmistaken Child      (2) Kundun      (3) Tibet : Cry of the Snow Lion      (4) Himalaya  

(5) The Tibet book of the dead       (6) Dreaming Lhasa      (7) Windhouse       (8) The cup

                การจัดเทศกาลเกี่ยวกับธิเบตทั้งที่เป็นภาพยนตร์และศิลปวัฒนธรรมมีผู้ให้ความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยี่ยมชมและสนับสนุนกิจกรรมกันอย่างล้นหลาม จึงถือได้ว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ ผู้ชมได้รับสาระประโยชน์กันทุกคน แม้งานจะสิ้นสุดแต่เรื่องราวเกี่ยวกับธิเบตต่อการรับรู้ของชาวไทยคงจะไม่จางหายไป

 

Cakthai

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 07 เมษายน 2010 เวลา 14:00 น.
 
แด่ Yoneo Ishii PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ส.ศิวรักษ์   
วันอังคารที่ 02 มีนาคม 2010 เวลา 18:02 น.


แต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา ข้าพเจ้าสูญเสียเพื่อนรักไปเรื่อยๆ อย่างเกือบจะต่อเนื่อง นับว่าน่าเศร้า แต่ก็ต้องถือว่าในวัย 77 อย่างข้าพเจ้า เพื่อนร่วมรุ่นก็ต้องละโลกไปโดยขัยและวัย ตามพระอนิจลักษณะ คนแรกที่จากไปคือ ฯพณฯ อับดุลาราห์มาน วาหิต อดีตประธานาธิบดี อินโดนีเซีย วัย 69 ปี (วันที่ 30 ธันวาคม 2552) คนถัดมาคือ ยอช วิลโลบี้ นักสันติวิธีชาวอเมริกัน วัย 95 ปี (วันที่ 5 มกราคม 2553)  คนที่สามได้แก่ นิโคลัส เบนเนต ชาวอังกฤษ ซึ่งมีอายุเท่าๆ กับข้าพเจ้า (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553) และแล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้  ศาสตราจารย์เยนิโอ อิฉิอิ ก็เพิ่งดับสังขารไปในตอนตี 2 ณ ประเทศญี่ปุ่น

อาจารย์อิฉิอิ เป็นเพื่อนญี่ปุ่นคนแรกของข้าพเจ้า และดีกับข้าพเจ้าตลอดมา เป็นเวลาเกือบกึ่งศตวรรษ นอกเหนือไปจากคุณูปการของเขาที่มีต่อไทยคดีศึกษา และบทบาทของเขาในวงวิชาการด้านเอเชียอาคเนย์ศึกษา ทั้งนี้โดยไม่จำต้องเอ่ยถึงความรักและเข้าใจวัฒนธรรมไทย ซึ่งอาจมีมาแต่อดีตชาติก็ยังได้ เพราะเขาอยากมาเมืองไทย และอยากศึกษาภาษาไทยตั้งแต่วัยเยาว์ อุตส่าห์ไปสมัครเข้ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นด้วยการสอบแข่งขันได้เป็นอย่างดี และเมื่อเข้าไปทำงานแล้ว เจ้านายก็รักใคร่ โดยแลเห็นความสามารถของเขา ตลอดจนความแนบเนียนทางการทูต จึงเรียกเขาไปถามความสมัครใจ ว่าอยากไปอยู่สถานทูตแห่งใด โดยที่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเริ่มลืมตาอ้าปากได้อีกแล้ว และมีสถานทูตในประเทศต่างๆ มากขึ้นแล้ว ผู้บังคับบัญชานึกว่า หนุ่มอิฉิอิคงอยากไปสหรัฐ หรืออังกฤษ แต่เขาบอกว่าอยากไปเมืองไทย เล่นเอาเจ้านายแปลกใจไปตามๆ กัน

เมื่อเขามาประจำอยู่ ณ สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เขาขออนุญาตเข้าเรียนภาษาไทย ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้เป็นศิษย์คนโปรดของพระยาอนุมานราชธน ดังเมื่อเราจัดงาน 100 ปีชาตกาลของท่าน อาจารย์อิฉิอิช่วยให้เราได้เอานิทรรศการเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของท่านเจ้าคุณไปแสดง ณ พิพิธภัณฑ์สถานชาติพันธุ์อันทันสมัยที่สุด ณ นครโอซาก้า โดยอาจารย์อิฉิอิรับแสดงปาฐกถาสดุดีปิยาจารย์ของเขาด้วย

อาจารย์อิฉิอิเห็นว่า ถ้าจะรู้จักวัฒนธรรมไทยดี จำต้องบวชเรียนสักหนึ่งพรรษา เฉกเช่นชาวไทย เขาต้องการไปบวชที่สวนโมกข์ หากท่านอาจารย์พุทธทาสตอบจดหมายเขาว่า การบวชเพียงพรรษาเดียว หาวัดดีๆ ที่ในเมืองกรุงก็ได้ เขาจึงได้ไปบวชที่วันบวรนิเวศในปี พ.ศ. 2500 ได้ทันเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ แม้จะไม่ได้ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ก็ตรัสถามถึงพระญี่ปุ่นอยู่เนืองๆ

อาจารย์อิฉิอิไม่ต้องการเอาดีทางการทูต จึงลาออกจากราชการ ไปเรียนต่อจนได้เป็นอาจารย์ ณ มหาวิทยาลัยเกียวโต จนได้เป็นผู้อำนวยการสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษาที่นั่น โดยมีส่วนสร้างบุคลากรที่นั่น และหอสมุดแห่งนั้น จนมีชื่อเสียงในระดับโลก อย่างน้อยก็ไม่แพ้มหาวิทยาลัยคอแนล ของสหรัฐ

เขามาขอให้ภรรยาข้าพเจ้าแห่งร้านศึกษิตสยามช่วยหาหนังสือไทยดีๆ ให้หอสมุด รวมทั้งภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเขมร และต่อมาภรรยาข้าพเจ้าแนะให้เขาไปหาซื้อหนังสืองานศพจากนายจรัส พิกุล ได้ไปเป็นจำนวนมาก จนเขาต้องขอยืมบรรณารักษ์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และบรรณารักษ์จากธนาคารกรุงเทพ ผลัดกันไปช่วยจัดระเบียบหนังสือภาษาไทยเหล่านี้จนเข้าที่เข้าทาง

ผลงานทางวิชาการของอาจารย์อิฉิอิมีมากทั้งภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ร่วมงานกับศิษย์ญี่ปุ่น และเพื่อนไทยก็มี

เมื่อหมดวาระตำแหน่ง ผอ. ศูนย์เอเชียอาคเนย์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโตแล้ว อาจารย์อิฉิอิย้ายไปอยู่โตเกียว แรกทำงานกับมหาวิทยาลัย Sophia แล้วไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเล็กๆ นอกราชธานีออกไป หากรับตำแหน่งทางวิชาการในระดับนานาชาติให้รัฐบาลญี่ปุ่นด้วย เช่นเป็นตัวแทนของญี่ปุ่นที่ UNESCO เป็นต้น ตำแหน่งสุดท้าย ได้คุมกองทุนวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ใหญ่ยิ่งมาก หากเขาอ่อนน้อมถ่อมตน อย่างเป็นกันเองกับมิตรสหายและศิษย์หาทุกคน

เขาดีกับข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดมา เขาเคยพาข้าพเจ้าเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง แต่เมื่อข้าพเจ้าแรกไปประเทศนั้น (เพราะคำแนะนำของเขาให้ International House of Japanese เชิญไป ดังข้าพเจ้าเขียนเล่าไว้ในสมุดข้างหมอน) ครั้นข้าพเจ้าถามเขาว่า เวลามาเมืองไทย จะให้พาเขาไปที่ไหนบ้าง ทั้งๆ ที่เขาเคยอยู่เมืองไทยมานาน และท่องเที่ยวไปจังหวัดต่างๆ มามากแล้ว เขาบอกว่า เขาไม่เคยไปแม่กลองเลย ทั้งๆ ที่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นั้นเอง เพราะเวลานั้นไปแม่กลอง ต้องนั่งรถไฟไปมหาชัย แล้วต้องข้ามฝากไปขึ้นรถไฟอีกต่อ ตกลงข้าพเจ้าพาเขาไปแม่กลอง ได้ล่องเรือเที่ยวดูวัดวาอารามอย่างสมใจ โดยที่บรรยากาศอย่างนี้ได้ปลาสนาการไปหมดแล้ว

การจากไปของอาจารย์อิฉิอิ ย่อมนับเป็นการสูญเสียของข้าพเจ้าและครอบครัว ทั้งเมืองไทยและคนไทยในแวดวงญี่ปุ่นศึกษาและไทยคดีศึกษา ตลอดจนเอเซียศึกษา ย่อมขาดมิตรผู้มีคุณูปการคนสำคัญไปคนหนึ่ง อย่างน่าเสียดายยิ่งนัก


 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 3
เรามี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สารเพื่อนเสม ประจำเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2553 (ฉบับที่ 39 ปีที่ 7)
พฤหัสบดี, 18 มีนาคม 2010
     สารเพื่อนเสม  ประจำเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2553... อ่านเพิ่มเติม...
สารเพื่อนเสม ประจำเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2552 (ฉบับที่ 38 ปีที่ 7)
พฤหัสบดี, 18 มีนาคม 2010
สารเพื่อนเสม  ฉบับปัจจุบัน ประจำเดือน... อ่านเพิ่มเติม...
นิตยสารปาจารยสาร ปีที่ 33 ฉบับที่ 4 กันยายน-ตุลาคม 2552
จันทร์, 19 เมษายน 2010
นิตยสารปาจารยสาร ปีที่ 33 ฉบับที่ 4 กันยายน-ตุลาคม 2552 ... อ่านเพิ่มเติม...
RocketTheme Joomla Templates